บทที่ 357 สามหนุ่มสามมุม
“ช้าๆ หน่อยเถิด” ผู้ดูแลโรงหมอหลวงยกมือจับเอวพลางหอบหายใจ ขณะเร่งฝีเท้าเดินไปบนถนนภายในวังหลวง
ข้างกายเขาคือเสนาบดีกรมโยธาธิการและเสนาบดีกรมกลาโหม
เสนาบดีกรมกลาโหมเพิ่งมาตามตัวพวกเขามห้ตามมาโดยไม่อธิบายอะไรสักคำ
ผู้ดูแลโรงหมอหลวงและเสนาบดีกรมโยธาธิการต้องการจะสอบถามเสนาบดีกรมกลาโหมว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมบอก พูดเพียงแต่ว่าให้พวกเขารีบไป
ผู้ดูแลโรงหมอหลวงมีอายุมากแล้ว อีกทั้งหลายวันที่ผ่านมาก็ต้องจัดการกับปัญหาจุกจิกวุ่นวายไม่น้อย เมื่อเทียบกับเสนาบดีกรมกลาโหม ร่างกายของเขาจึงผ่ายผอมเป็นอย่างยิ่ง และต้องยืนพิงกำแพงทางเดินพักเหนื่อย ก่อนที่ตัวจะไถลรูดลงไปนั่งอยู่บนพื้นพร้อมกับบ่นว่า
“ไม่ไหวแล้ว ข้าเดินไม่ไหวแล้ว ขอพักเหนื่อยก่อนสักเล็กน้อย”
เสนาบดีกรมกลาโหมจำใบหน้าร้อนรนของจ้าวอู่เจียงที่อยู่ในห้องอ่านตำราของฮ่องเต้ได้ดี ในใจจึงเกิดความกังวลขึ้นมาทันที ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ให้เร็วที่สุด
“พักกันสักครู่เถอะ” เสนาบดีกรมโยธาธิการไม่ได้นั่งลง แต่ก็เดินไปยืนพักอยู่ข้าง ๆ ผู้ดูแลโรงหมอหลวงพลางถามว่า
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ท่านบอกพวกเรามาก่อน พวกเราจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ”
เมื่อเห็นขุนนางใหญ่ทั้งสองท่านเป็นเช่นนี้ เสนาบดีกรมกลาโหมก็ได้แต่ถอนหายใจ ความจริงแล้วเขาเองก็เหนื่อยไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากต้องวิ่งกลับไปกลับมาถึงสามสี่เที่ยวแล้ว หากไม่ใช่เพราะมีร่างกายแข็งแรงสมกับตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหม เขาเองก็คงต้องลงไปนั่งพักนานแล้วเช่นกัน
เสนาบดีกรมกลาโหมตอบช้า ๆ ว่า
“วันนี้มีรายงานสถานการณ์สู้รบจากแดนใต้ส่งมาถึง ปรากฏว่ากองทัพของพวกเราพ่ายแพ้”
“หา?” ผู้ดูแลโรงหมอหลวงและเสนาบดีกรมโยธาธิการเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กองทัพแคว้นต้าเซี่ยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้? แล้วฮ่องเต้จะเรียกพวกเขาเข้าไปพบด้วยเหตุอันใด? จะเรียกเข้าไปลงโทษอย่างนั้นหรือ? …ไม่น่าใช่
“ในการสู้รบ กองทัพของแคว้นหนานเจียงแข็งแกร่งมากกว่าที่คิด การโจมตีด้วยธนูไฟของเราไม่ได้ผลแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ได้พ่ายแพ้!” เสนาบดีกรมกลาโหมพูดต่อ
“ตอนที่ฝ่าบาทอ่านจดหมาย ใต้เท้าจ้าวเองก็อยู่ที่นั่นด้วย หลังจากเขาเห็นเนื้อความในจดหมายก็สอบถามข้าเกี่ยวกับวิธีการโจมตีด้วยไฟ สุดท้ายข้าจึงได้เอ่ยถึงการทดลองของพี่เยียนที่ล้มเหลวก่อนหน้านี้”
“หลังจากนั้นใต้เท้าจ้าวก็เหมือนนึกอะไรได้บางอย่างได้ เขาสั่งให้ข้ามาเรียกตัวพวกท่านไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ทันที ฮ่องเต้เองก็ออกคำสั่งเช่นกัน แล้วข้ายังจะทำอันใดได้อีก?”
“ประเสริฐ พวกท่านพักกันพอแล้ว หากยังไม่รีบไป อีกเดี๋ยวได้เข้าสู่ยามบ่ายกันพอดี” เสนาบดีกรมกลาโหมเดินเข้าไปช่วยประคองผู้ดูแลโรงหมอหลวงซึ่งมีหนวดเคราและเส้นผมเป็นสีขาวโพลน ร่างกายของอีกฝ่ายผอมแห้งไร้เรี่ยวแรง ยามลุกขึ้นยืนสองขาก็สั่นเทา
ทั้งสามคนมุ่งหน้าตรงไปยังที่ตั้งของห้องอ่านตำราส่วนพระองค์
ทางเดินทอดยาวไกลและลดเลี้ยวเคี้ยวคด แต่พวกเขาก็สามารถไปถึงห้องอ่านตำราส่วนพระองค์ได้ในที่สุด
เมื่อเข้าไปภายในห้องอ่านตำรา ทุกคนก็เห็นว่าฮ่องเต้กำลังปรึกษาหารืออยู่กับจ้าวอู่เจียงด้วยความสนิทสนมและไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง
ขุนนางทั้งสามท่านรู้สึกอิจฉาจริง ๆ ตอนที่พวกเขาพูดคุยกับฮ่องเต้ แต่ละคำล้วนเอ่ยออกมาด้วยความเคารพเทิดทูนและสุภาพนอบน้อม ส่วนฮ่องเต้ก็พูดคุยกับพวกเขาด้วยความสูงส่งและเคร่งขรึม
แต่เวลาที่จ้าวอู่เจียงพูดคุยกับฮ่องเต้ เขาจะพูดคุยอย่างสบาย ๆ ไม่อ่อนน้อมหรือก้าวร้าวมากเกินไป ในขณะที่ฮ่องเต้ก็ดูจะผ่อนคลายความเคร่งขรึมลงไปหลายส่วน
ทำไมพวกเขาถึงไม่ได้เป็นคนโปรดของฮ่องเต้บ้างหนอ? ทำไมพวกเขาถึงไม่ได้มีหน้าตาหล่อเหลาอย่างใต้เท้าจ้าวบ้าง? เหล่าขุนนางทั้งสามท่านได้แต่หันมองหน้ากันและถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
โดยเฉพาะความหล่อเหลา ในกลุ่มพวกเขาไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเคียงกับจ้าวอู่เจียงได้เลยจริง ๆ…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า