บทที่ 396 กระหน่ำแทง
นับจากตอนที่จ้าวอู่เจียงเปิดปากพูดเป็นครั้งแรก จนถึงตอนที่มือพระกาฬทั้งห้าคนร่างกายแหลกสลายหายไป เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาเพียงเก้าลมหายใจเท่านั้น
เขาไม่ได้พูดอะไรมากและไม่ได้ปล่อยให้ศัตรูพูดอะไรมากความเช่นกัน ชายหนุ่มเพียงดูดพลังชีวิตและลมปราณของอีกฝ่ายมาพร้อมรอยยิ้มเท่านั้น
บริเวณหน้าประตูเมืองของทางเข้านครหลวงทางทิศใต้ ท่ามกลางทุ่งหิมะเหลือจ้าวอู่เจียงยืนอยู่ผู้เดียวเท่านั้น
ต่อมาชายหนุ่มก็เดินกลับไปนั่งลงบนม้านั่งตัวเดิม และปรับระดับพลังเงียบ ๆ
เขาหยิบขวดน้ำเต้าสุราขึ้นดูและก็พบว่ายังคงอุ่นร้อนอยู่
ชายหนุ่มจึงดึงฝาจุกออกและกระดกดื่มอึกใหญ่
ความร้อนอุ่นของสุราไหลผ่านลงไปในกระเพาะ ยามนี้ร่างกายสดชื่นด้วยฤทธิ์ของน้ำเมาและพลังที่ดูดซับเข้ามา
การต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดเดาของจ้าวอู่เจียง
เป่ยจิ้งเฉิงจากสุสานกระบี่ต้องการสวมวิญญาณเข้าสู่ร่างกายของจ้าวอู่เจียง เขาจึงดักเล่นงานจ้าวอู่เจียงระหว่างทางกลับนครหลวง
แต่เป่ยจิ้งเฉิงก็ต้องเสียชีวิตลงด้วยน้ำมือของจ้าวอู่เจียง และชายหนุ่มก็รู้ดีว่าการหายตัวไปของเป่ยจิ้งเฉิง คงทำให้สุสานกระบี่ต้องส่งยอดฝีมือคนอื่นมาจับตัวเขากลับไป หรือไม่ก็สังหารเขาทิ้งเสีย
แต่คนของสุสานกระบี่ไม่ทราบเลยว่า จ้าวอู่เจียงมีระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…
ในการต่อสู้ครั้งนี้ เขาดูดซับพลังจากยอดฝีมือขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูงระดับเจ็ดและระดับแปดมาเป็นของตนเองจนหมดสิ้น นี่คือพลังที่ต้องเสียเวลาหลายปีหลอมรวมขึ้นมา แต่จ้าวอู่เจียงกลับสามารถครอบครองด้ภายในชั่วพริบตา เขาอยากรู้เหลือเกินว่าหากหลอมรวมพลังจนเสร็จสิ้น ตนจะสามารถบรรลุเข้าสู่ขอบเขตเทวะได้หรือไม่
ขณะนี้ปราณกระบี่ในร่างกายของเขากำลังตีกันจนยุ่งเหยิง เขาจำเป็นต้องใช้เวลาคัดแยก ปราณกระบี่เหล่านี้มีมากพอที่จะกลายเป็นอาวุธสังหาร เมื่อเวลานั้นมาถึง ต่อให้จ้าวอู่เจียงเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตเทวะ เขาก็จะสามารถรับมือได้อย่างมั่นใจ
และเขาก็คงไม่ต้องกลัวผู้ใดที่มีมีพลังต่ำกว่าขอบเขตเทวะอีก!
จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวนั้น เงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทา ใช้ความคิดพลางดื่มสุรา
…
ดังนั้นหลี่ชานซีจึงเข้าร่วมอีกครั้ง นางต้องการผนึกกำลังกับซูฮัวอี กำราบจ้าวอู่เจียง
เมื่อเผชิญหน้ากับการท้าทายของหลี่ชานซี จ้าวอู่เจียงพลันหยุดชะงักพลังที่กำลังโจมตีใส่ซูฮัวอีอย่างกะทันหัน แล้วหันไปโจมตีใส่หลี่ชานซีแทน เด็กสาวถูกเล่นงานจนจิตใจเหม่อลอย ต้องล้มลงไปบนเตียงนอนอีกครั้ง ทั้งร่างสั่นเทาอย่างไร้เรี่ยวแรง
มิตรภาพระหว่างสตรีแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง เห็นหลี่ชานซีล้มลง ซูฮัวอีก็ต้องการเข้าช่วยเหลือ พร้อมหวังว่าจะจบสงครามในครั้งนี้ด้วยกัน
ดวงตาของหลี่ชานซีเป็นประกายระยิบระยับจากหยดน้ำตา จ้องมองซูฮัวอีซึ่งเข้ามาช่วยเหลือนางจากเงื้อมมือจ้าวอู่เจียง
ระหว่างที่การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ซูฮัวอีก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบจ้าวอู่เจียงอีกครา บัดนี้นางถูกเล่นงานจนไร้พลัง ทำได้เพียงนอนแผ่หราอ่อนระทวยเสียแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น ซูฮัวอีก็ถูกท่านจ้าวอู่เจียงกระหน่ำแทงไม่ยั้ง ดวงตากลมโตงดงามของนางพร่ามัว ซูฮัวอีต้องการจะร้องขอความเมตตา แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแผ่วเบา เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างยิ่ง
จ้าวอู่เจียงยังคงกระหน่ำแทงต่อไปอย่างไร้ความปรานี ครั้นซูฮัวอีนอนหมดสภาพ หลี่ชานซีที่ฟื้นคืนเรี่ยวแรงก็โถมเข้าโจมตีต่อเนื่อง หวังจะช่วยเหลือซูฮัวอีออกมาจากเปลวไฟและสายธาร นางต้องการจะเอาชนะจ้าวอู่เจียง แก้แค้นให้แก่ความอับอายของตนเองก่อนหน้านี้
ทว่าจ้าวอู่เจียงเป็นผู้ใดเล่า? เขาชำนาญในการใช้กระบี่ยิ่ง เพียงชายหนุ่มพลิกแพลงไม่กี่กระบวนท่า ลมหายใจต่อมา หลี่ชานซีก็กลายเป็นลูกไก่ในกำมือ ไม่สามารถหนีไปที่ใดได้อีก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า