บทที่ 406 ขนมหวาน
วังหลวง ณ ตำหนักฉีเฟิง
ดวงตาของตู๋กูหมิงเยว่เปล่งประกาย ส่วนใบหน้าของนางก็แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
หญิงสาวได้รับจดหมายจากท่านพ่อ ซึ่งในจดหมายระบุว่าท่านพี่ตู๋กูเทียนชิงสามารถหลบหนีจากอันตรายได้สำเร็จด้วยการทำตามแผนการของจ้าวอู่เจียง ดังนั้นในขณะนี้พี่ชายของนางปลอดภัยดี
ชิงเอ๋อร์ยืนเอามือไขว้หลัง ชะโงกหน้าเข้ามา นางใช้ดวงตากลมโตอ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แล้วรอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว ชิงเอ๋อร์พูดออกมาด้วยความตื่นเต้นว่า
“ข้าน้อยบอกแล้วไงว่าจ้าวอู่เจียงจะต้องมีวิธีอย่างแน่นอน!”
นางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจไปรอบ ๆ โต๊ะ
นายท่านซึ่งเปรียบเสมือนพี่ชายของนางมาตั้งแต่เด็กปลอดภัยดี และที่สำคัญคือเขาได้รับความช่วยเหลือจากบุรุษที่นางรัก ทำให้ชิงเอ๋อร์ยิ้มอย่างมีความสุขและอดกระโดดโลดเต้นไม่ได้
ตู๋กูหมิงเยว่สวมชุดเสื้อคลุมที่ส่งเสริมรัศมี แต่เป็นรัศมีอันอ่อนโยน ไม่ใช่เย็นชาและแข็งกร้าวเหมือนเก่าก่อน การตั้งครรภ์ทำให้บุคลิกของตู๋กูหมิงเยว่เปลี่ยนไป แม้นางจะไม่ดูน่าเกรงขามเช่นเดิม ทว่าก็ถูกแทนที่ด้วยความสดใสที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะนี้เมื่อได้ทราบข่าวว่าพี่ชายอย่างตู๋กูเทียนชิงปลอดภัยดี รอยยิ้มของนางจึงยิ่งมีเสน่ห์มาก
นอกจากความดีใจแล้ว ตู๋กูหมิงเยว่ก็ยังรู้สึกโล่งอกและสับสนขึ้นมาอีกด้วย
นางโล่งใจที่พี่ชายปลอดภัยดี และดีใจที่จ้าวอู่เจียงเตรียมการรับมือเอาไว้ล่วงหน้า
จ้าวอู่เจียงเคยทำงานรับใช้อยู่ในตำหนักของนาง นอกจากเป็นขันทีรับใช้คนสนิทแล้ว อีกฝ่ายก็ยังเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว เขาเป็นหนึ่งในคนที่ตู๋กูหมิงเยว่เชื่อใจมากที่สุด
ชายหนุ่มไม่ได้มีเพียงทักษะทางการแพทย์ที่สูงส่งเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถด้านการแต่งบทกวีด้วย ตู๋กูหมิงเยว่ถึงกับสังหรณ์ใจว่าจ้าวอู่เจียงน่าจะมีความสามารถด้านการต่อสู้ แม้จะไม่ใช่ความลับที่ชายหนุ่มฝึกยุทธ์ ทว่าผู้คนส่วนใหญ่ก็คาดเดาว่าระดับพลังของเขานั้นคงจะค่อนข้างต่ำต้อย
ส่วนความรู้สึกสับสนนั้นมาจากความสงสัยในหัวใจ
หลังตู๋กูหมิงเยว่ตั้งครรภ์ นางก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจในหมู่ตำหนักพระสนมอีก นางใช้เวลาไปกับความสงบสุข ไม่ว่าจะเป็นการเย็บปักถักร้อยชุดเสื้อคลุมสีแดงเพลิงของตนเอง หรือการอ่านบทกวีและตำราโบราณ แต่ตู๋กูหมิงเยว่ก็สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติในวังหลวงได้เช่นกัน
“ฮองเฮา มีขนมหวานจากทางห้องครัวมาส่งเพคะ”
ในตำหนักที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เสียงของนางกำนัลผู้หนึ่งดังขึ้นหน้าประตู
ตู๋กูหมิงเยว่ไม่แปลกใจที่ในวันนี้มีขนมหวานถูกส่งมาจากครัวหลวง นี่เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ฮ่องเต้ย่อมพระราชทานอาหารให้แก่ผู้คน ในอดีตสนมทุกคนจะได้ทานอาหารออันโอชะ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ กลุ่มนางสนมกลับไม่ชอบอาหารเหล่านั้น พวกนางชื่นชอบขนมหวานมากกว่า ด้วยเหตุนี้อาหารพระราชทานที่ฝ่ายตำหนักพระสนมได้รับจึงกลายเป็นขนมหวานเสียส่วนใหญ่
ตู๋กูหมิงเยว่ไม่ชอบทานขนมหวาน อีกทั้งนางยังจำได้ดีว่าจ้าวอู่เจียงและฮ่องเต้ทรงย้ำเตือนนักหนาว่าหากนางคิดจะรับประทานขนมหวาน ก็ควรเป็นขนมหวานที่จัดหาโดยคนของนางเอง
ชิงเอ๋อร์เปิดประตูและนำกล่องอาหารเดินเข้ามาอย่างไร้ความกังวล นางเปิดฝากล่องหยิบขนมหวานเข้าปาก ก่อนจะรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย บางครั้งชิงเอ๋อร์ก็จะหันมาถามตู๋กูหมิงเยว่ว่า ต้องการรับประทานดูสักชิ้นหรือไม่
ตู๋กูหมิงเยว่แกล้งมองชิงเอ๋อร์อย่างไม่พอใจ ชิงเอ๋อร์เข้าใจโดยทันที แต่ก็ยิ้มอย่างเก้อเขิน สองแก้มยังคงเคี้ยวตุ้ย ๆ ไม่ต่างจากกระรอกที่กำลังกินอาหาร
ขณะที่กลุ่มนางสนมกำลังเอร็ดอร่อยอยู่กับขนมหวานพระราชทานเหล่านี้ ขันทีจำนวนมากก็เดินทางออกจากวังหลวง มุ่งหน้าไปยังบรรดาจวนที่พักของขุนนางกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในนครหลวง
นอกจากจะมีเส้นทางแตกต่างกันไปแล้ว เหล่าขันทีก็ยังหิ้วกล่องอาหารไปหลากหลายชนิดอีกด้วย และบางคนก็มีทหารใส่ชุดเกราะติดตามไปด้วย ขันทีที่มีทหารคอยอารักขาความปลอดภัยจะสวมชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม ภายใต้ท้องฟ้ามืดสลัว พวกเขาจึงไม่ต่างไปจากเงาดำเดินได้ เงาดำของมัจจุราชที่จะไปคร่าชีวิตผู้คน!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า