บทที่ 429 เรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่ในอดีต
เมืองจูเป่ยตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของแคว้นต้าเซี่ย ถ้าไม่มีคำสั่ง บรรดาทหารที่เฝ้ารักษาชายแดนก็จะไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเกิดเป็นระยะเวลาหลายปี บางคนอาจจะต้องอยู่ประจำการยาวนานนับสิบปี
การมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากที่สุด แต่เรื่องยากลำบากที่สุดคือการจัดการกับความกังวลและความเครียดที่เกิดขึ้นตลอดเวลาต่างหาก
นี่คือสิ่งที่บรรดาทหารต้องพบเจอ
ทั้งต้องพบกับความโดดเดี่ยวและยังการต้องสะกดความปรารถนาเอาไว้
ด้วยเหตุนี้เอง ภายในเมืองจูเป่ยจึงมีสถานที่ผ่อนคลายอารมณ์นามว่าหอสุราไป๋หยวน หอสุราชุนล่าย และหอสุราอู่ถงทองคำ
เหล่าทหารที่รักษาการอยู่ในเขตชายแดนจะได้รับเงินเดือนเป็นประจำ บางคนส่งเงินเดือนกลับบ้าน บางคนเก็บเงินเดือนเอาไว้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่มาหาความสุขใส่ตัว ณ สถานที่ผ่อนคลายอารมณ์เหล่านี้
สถานที่ผ่อนคลายอารมณ์ในเมืองจูเป่ยนี้ มีความแตกต่างไปจากที่อื่น ๆ ในแคว้นต้าเซี่ย
หากเป็นที่อื่น ผู้ใดก็ตามที่ไปยังหอสุราหรือหอนางโลม ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิต ขุนนาง หรือผู้ที่เดินทางผ่านมา ทุกคนล้วนถือว่า คณิกาในสถานที่เหล่านั้นเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่สุด
แต่ที่เมืองจูเป่ย ไม่ว่าจะเป็นทหารระดับใดก็ตาม ทุกคนล้วนให้ความเคารพแก่คณิกาที่อยู่ในหอสุราทั้งสามเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยความสัมพันธ์แห่งความเท่าเทียม ความปรองดอง และความปรารถนานี้ บรรยากาศที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์เหล่านี้จึงแปลกประหลาดยิ่งนัก ซึ่งนี่เองก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนนอกยากจะเข้าใจยามได้เหยียบเข้ามาในเมืองจูเป่ยเป็นครั้งแรก
แม้แต่ตู๋กูเทียนชิงเอง เดิมทีเขาก็ยังไม่เข้าใจบรรยากาศเช่นนี้ เพราะตอนที่มาถึงเป็นครั้งแรก เขาพบว่าพี่น้องในกองทัพหลายท่านให้ความเคารพต่อบรรดาคณิกาในหอสุราเป็นอย่างสูง และนี่ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงตามมารยาทเท่านั้น แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเคารพพวกนางจากใจจริง
ทหารเหล่านั้นใช้คำพูดสุภาพมากยามได้อยู่กับพวกนางตามลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยามที่ได้ปลดปล่อยความปรารถนาของชายฉกรรจ์
อย่างเช่นว่า “แม่นาง… ข้าเร่งความเร็วดีหรือไม่ขอรับ?”
“แม่นางเป็นอย่างไรบ้าง ท่านอยู่ข้างบนคงจะเหนื่อยแย่แล้ว”
ตอนแรกตู๋กูเทียนชิงไม่เข้าใจบรรยากาศเช่นนี้สักนิด แต่หลังจากเขาเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อย่างเป็นทางการ เขาก็ได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีตของเมืองจูเป่ย
หลังเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทหารหรือชาวเมือง พวกเขาต่างก็เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเหล่านางคณิกา และให้ความเคารพพวกนางเป็นอย่างสูง
พวกเขาทั้งเคารพในการทำงานของพวกนาง และเคารพในตัวตนความเป็นมนุษย์ของพวกนาง
เมื่อจ้าวอู่เจียงได้ฟังเรื่องเล่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวเหล่านี้จากปากซงจาง เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเท่านั้น พลันก็นึกถึงบทกวีประโยคหนึ่งขึ้นมา ‘ต่อให้ตำแหน่งของข้าสั่นคลอน แต่ข้าก็จะไม่ลืมห่วงใยชาติบ้านเมือง’
จ้าวอู่เจียงพลันนึกถึงบ้านเกิดของตนเองในโลกใบเก่า เมื่อประมาณร้อยปีก่อน ประเทศจีนที่ยิ่งใหญ่ก็ถูกศัตรูต่างชาติรุกรานเช่นกัน
จากนั้นไม่ว่าจะเป็นนักบวช นักศึกษา คนจน คนรวย คนจากหลากสถานะ หลายชนชั้น ต่างก็เลือกออกมาต่อสู้ปกป้องแผ่นดินเกิดของตนเอง
หลังได้รับชัยชนะในสงคราม ประเทศจีนก็อยู่ในช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู และถูกจับตามองโดยประเทศมหาอำนาจจากทั่วโลก มีกลุ่มคนชั่วร้ายปรากฏตัวขึ้นอยู่หลายครั้งหลายหน ด้วยหวังจะทำให้พญามังกรหลับใหลลงไปอีกครั้ง
แต่พญามังกรก็ยังสามารถกางปีกโผบินบนท้องฟ้าได้อย่างสง่างาม แม้จะยังมีผู้คนอีกมากมายที่ต้องการจะทำลายอำนาจของมังกรตัวนี้ลงให้จงได้ก็ตาม

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า