บทที่ 430 ทราบข่าว
สายลับจากฝ่ายศัตรูเริ่มปล่อยข่าวลือและสร้างความสั่นคลอนให้กับขวัญกำลังใจของผู้คน พวกมันต้องการบ่อนทำลายความรักชาติ ต้องการปลูกผังความคิดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกในแผ่นดิน แน่นอนว่าพวกมันต้องการทำลายความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนลงไปไม่ให้เหลือชิ้นดี
จ้าวอู่เจียงถอนหายใจ ทุกยุคสมัยต่างมีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นจนนับไม่ถ้วน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อน ไร้หนทางช่วยเหลือ และหลายครั้งหายนะก็เกิดขึ้นจากคนในประเทศด้วยกันเอง
บัดซบ! ถึงจ้าวอู่เจียงจะเป็นคนไร้ยางอายเพียงใด ทว่าเขาก็ไม่สามารถทนเห็นประเทศชาติของตนเองตกอยู่ในสภาพนั้นได้จริง ๆ
เคยมีคนกล่าวว่า คนฉลาดย่อมไม่เชื่อข่าวลือ แต่ในความจริงนั้น คนฉลาดมักจะเชื่อข่าวลือเสมอ
มีคนมากมายหลงเชื่อข่าวลือและการใส่ไฟเป่าหูจากศัตรู สุดท้ายก็สูญเสียความเป็นตัวเอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของการโหมกระพือไฟแห่งข่าวลือไปโดยไม่รู้ตัว
ส่วนผู้ที่เฝ้ามองด้วยความใจเย็นนั้น ส่วนใหญ่จะเฝ้ามองคนอื่น ๆ ตกลงสู่ห้วงแห่งหายนะโดยไม่สามารถทำอะไรได้ แม้พวกเขาจะกล่าวตักเตือนออกไป แต่คนที่หลงเชื่อข่าวลืออย่างหน้ามืดตามัวก็จะไม่รับฟังสิ่งใดอีก
ชายหนุ่มถอนหายใจ กังวลเกี่ยวกับบ้านเกิดของตนเองที่อยู่ห่างไกลออกไป ระหว่างนั้นเขาก็เดินปะปนเข้าไปในกลุ่มผู้คนพร้อมกับซงจาง
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ กลุ่มทหารผู้ป้องกันเขตชายแดนของเมืองจูเป่ยต่างได้ทราบข่าวที่มีการพยายาม ‘ปกปิด’ แต่ก็ได้รับการพูดถึงไปทั่วค่ายทหารแล้ว
“เจ้าได้ข่าวหรือไม่? เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านแม่ทัพตู๋กูถูกวางยาพิษ มีหมอทหารสองท่านไปตรวจอาการของเขาแล้ว พวกเจ้าลองเดาดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น? พวกหมอไม่สามารถรักษาได้อีกแล้ว!”
“หา? ท่านแม่ทัพตู๋กูไม่กลัวตายหรืออย่างไร? ทำไมไม่ขอให้ท่านหมอเยียนจากในเมืองมาตรวจอาการของตนเองดูสักหน่อยเล่า?”
“เรียกมาดูแล้ว แต่ก็ยังรักษาไม่ได้อยู่ดี ทุกวันนี้ท่านแม่ทัพก็พยายามทนเจ็บอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะทนได้อีกนานเพียงใด”
“ไม่มีทาง เมื่อตอนบ่ายข้ายังเห็นท่านแม่ทัพอยู่เลย เขาก็ดูปกติดีนี่…”
“เขาแกล้งทำตัวเป็นปกติน่ะสิ เจอพิษรุนแรงถึงขนาดนั้นเข้าไป เกรงว่าอีกไม่นานก็คงต้องสิ้นแล้ว…”
“จริงหรือ?”
“…”
“เจ้าได้ข่าวหรือไม่? ท่านแม่ทัพใหญ่ถูกผู้คนลอบวางยาพิษและกำลังจะตายแล้ว!”
“เจ้าพูดจริงหรือ? อย่าเที่ยวพูดจาส่งเดช ระวังกฎทหารด้วย!”
“พูดจริงสิ ข้าได้ยินหวังเหล่าลิ่วพูดออกมาเองเลย”
“หวังเหล่าลิ่วเป็นคนพูดเองเลยหรือ? ให้ตายเถอะ!”
“…”
เขากำลังฝึกรำมวย
ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง จ้าวเหยียนซือก็จะมาฝึกฝนวิชาหมัดมวยของตนเองเสมอ วิชาหมัดนี้เป็นสิ่งที่บิดาถ่ายทอดให้แก่เขา ถูกเรียกว่า ‘วิชาหมัดเต่าคะนองฟ้า’
ตอนบิดาของเขายังมีชีวิตอยู่ จ้าวเหยียนซือก็มักจะหัวเราะด้วยความขบขันเสมอเวลาได้ยินชื่อวิชานี้ แต่หลังจากบิดาเสียชีวิตไป จ้าวเหยียนซือก็ไม่สามารถหัวเราะได้อีกแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งทราบข่าวจากคนสนิท มันเป็นข่าวลือที่ได้รับการรายงานต่อ ๆ กันมาจากค่ายทหารในเมืองจูเป่ย ปรากฏว่าแม่ทัพใหญ่ตู๋กูเทียนชิงล้มป่วยหนักจนยากต่อการรักษา
ข่าวลือเช่นนี้แพร่กระจายไปทั่วค่ายทหาร ขวัญกำลังใจของเหล่าทหารประจำเมืองจูเป่ยจึงเริ่มสั่นคลอน
จ้าวเหยียนซือกระแทกหมัดต่อยอากาศด้วยความเกรี้ยวกราด ราวกับว่าต้องการจะระบายความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอกออกไปให้หมด
เขาโกรธแค้นข่าวที่ว่าตู๋กูเทียนชิงล้มป่วยหนัก นี่หมายความว่าถ้าตู๋กูเทียนชิงเสียชีวิตจริง ๆ ขวัญกำลังใจของทหารจะต้องพังทลายลงอีกครั้งแน่ และนี่จะเป็นข่าวร้ายสำหรับเมืองจูเป่ย
แม้เขาจะมีปัญหากับตู๋กูเทียนชิง แต่จ้าวเหยียนซือก็หวังว่านี่จะเป็นข่าวปลอม
กระนั้นเขาก็จะไม่โกหกตัวเอง อย่างแรกพี่น้องทหารในค่ายถิงหัวโต่วก็เป็นผู้ที่เปิดประเด็นนี้ขึ้นมา และขณะนี้พี่น้องในค่ายทหารอื่น ๆ ก็เปิดเผยแล้วว่าข่าวลือนี้อาจจะเป็นความจริง
จ้าวเหยียนซือจำเป็นต้องรีบวางแผนการ เขาต้องยึดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่มาให้ได้ก่อนที่ตู๋กูเทียนชิงจะเสียชีวิตลง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า