บทที่ 431 เชื่อข่าวลือมากกว่าความจริง
จ้าวเหยียนซือปรารถนาที่จะสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ประจำเมืองจูเป่ยต่อจากบิดาของตน
กระนั้นเขาก็ไม่ได้อยากรับตำแหน่งด้วยวิธีการนี้ สิ่งนี้จะกลายเป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับวงศ์ตระกูลเป็นอย่างยิ่ง และในเวลาเดียวกัน มันก็จะทำให้ขวัญกำลังใจของเหล่าทหารเกิดความสั่นคลอนด้วย
ทว่าจ้าวเหยียนซือก็จำเป็นต้องบังคับให้ตู๋กูเทียนชิงมอบตำแหน่งให้ เพื่อความมั่นคงโดยรวมของกองทัพ
หรือว่าเขาควรจะรออีกสักหน่อยดีเล่า? รอให้ยืนยันข่าวลือจนแน่ใจก่อน เมื่อถึงตอนนั้นตู๋กูเทียนชิงก็จะมาโทษเขาไม่ได้แล้ว… ขณะครุ่นคิด จ้าวเหยียนซือก็ต่อยอากาศอย่างหนักหน่วง จนมวลอากาศกระจายตัวและสั่นไหว
…
“รอคอย? รอคอยอันใด? ไม่ต้องรอคอยอันใดอีกแล้ว เขาไม่มาหรอก” ภายในห้องรับรองบนชั้นสองของหอสุราไป๋หยวน ตู๋กูเทียนชิงกำลังลากซงจางเข้าไปยังด้านหลัง ไม่เพียงเขาต้องการจะระบายพิษออกไปเท่านั้น แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ยังต้องการระบายไฟปรารถนาออกไปด้วย…
จ้าวอู่เจียงนั่งดื่มสุราอยู่ไม่ไกลและยกจอกสุราให้แก่พวกเขา
ซงจางหันหน้ามามองและพูดว่า “แต่ถ้าเราไม่พาจ้าวอู่เจียงไปด้วย นี่ไม่เท่ากับพวกเราปล่อยปละละเลยเขาไปหน่อยหรือ?!” ซงจางพูดออกมาเสียงดัง
“น้องจ้าว ท่านจะไม่มาด้วยกันจริง ๆ หรือ?”
จ้าวอู่เจียงยิ้มกว้างแล้วส่ายหน้า เขามาเพื่อดื่ม ไม่ได้มาเพื่อเด็ดบุปผา อีกอย่างเขาเคยเจอยอดบุปผางามมาแล้วทุกชนิด บุปผาข้างทางเช่นนี้ไม่ได้ทำให้เขาตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของตู๋กูเทียนชิง จ้าวอู่เจียงยังคงเป็นขันทีและตัวตนที่แท้จริงของเขาก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผย
ด้วยเหตุนี้เอง ตู๋กูเทียนชิงจึงไม่ได้ชักชวนจ้าวอู่เจียงเข้าไปเล่นสนุกกับเหล่าสาวงามด้วยกันเช่นที่ชักชวนซงจาง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าซงจางกลับสะบัดมือหลุดออกมาจากตู๋กูเทียนชิง เดินโซซัดโซเซเข้าหาจ้าวอู่เจียง พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความกระตือรือร้น
“น้องจ้าว เจ้ารู้หรือไม่ว่าในหอสุราไป๋หยวนแห่งนี้ มีสตรีที่มาจากชาวเผ่าโหลวหลานอยู่ด้วยนะ”
“ให้ตายเถอะ ขาอันเรียวยาวของพวกนางแทบจะทำให้ผู้คนลุ่มหลงจนบ้าตาย เวลาที่พวกนางส่งเสียงร้องอย่างมีความสุขก็ให้ความรู้สึกแตกต่างไม่เหมือนผู้ใด เจ้าไม่อยากสัมผัสประสบการณ์ดูบ้างหรือ?”
จ้าวอู่เจียงยังคงยิ้มและส่ายหน้า เขาเคยสัมผัสสตรีจากต่างแดนมาแล้ว เวลาที่เขาร่วมรักกับองค์หญิงแห่งแคว้นไป๋เยว่ บางครั้งนางก็จะควบคุมตนเองไม่ได้และพูดภาษาบ้านเกิดออกมา ซึ่งจ้าวอู่เจียงไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย เขารับรู้เพียงเสียงครางปานจะขาดใจเท่านั้น
ถึงเขาจะไม่เข้าใจ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยสัมผัส
แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ จ้าวอู่เจียงไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น
เขาดื่มสุราต่อไป นี่คือสุราที่เรียกว่าเปากู้เฉา นับเป็นสุราที่แรงมาก
เมื่อสุรารสชาติร้อนแรงไหลลงสู่กระเพาะ พวกมันก็เปลี่ยนเป็นเปลวไฟเผาผลาญหัวใจผู้คน ทำให้ความวิตกกังวลสูญสลายหายไปในอากาศ
ในค่ายทหารหลายแห่งทั่วเมืองจูเป่ย ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง
เมื่อหมอทหารทั้งสองท่านอย่างหลี่ซือเหมากับหลี่ป๋อเฉิงได้ทราบเรื่องนี้ พวกเขาก็กลัวว่าขวัญกำลังใจของบรรดาทหารจะสั่นคลอน จึงรีบออกมาปฏิเสธข่าวลือทันที
พวกเขายืนยันว่าท่านแม่ทัพใหญ่ได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว พี่น้องทุกท่านอย่าหลงกลเชื่อข่าวลือของผู้ไม่ประสงค์ดี
แต่คนเรามักจะเชื่อข่าวลือมากกว่าเชื่อความจริง ถ้าหมอทหารทั้งสองท่านไม่ออกมาอธิบายก็ยังไม่เป็นไรหรอก แต่เมื่อพวกเขาออกมาอธิบายเช่นนี้ เหล่าทหารในกองทัพก็เริ่มเชื่อแล้วว่าข่าวลือที่ว่าท่านแม่ทัพใหญ่ตู๋กูเทียนชิงป่วยหนักใกล้ตายนั้นเป็นความจริง
ทั้งหมดนี้เป็นไปตามการคาดการณ์ของจ้าวอู่เจียง เขาเองก็จับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะต้องการจะลากตัวสายลับของฝ่ายศัตรูที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพออกมาให้ได้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า