บทที่ 469 ความคิดถึงอันแสนไกล
ทางทิศใต้ของดินแดนน้ำแข็งคือเมืองจูเป่ย
ส่วนทางทิศใต้ของเมืองจูเป่ยคือนครหลวงที่มีภูผาและสายน้ำนับหมื่น
ยามนี้นครหลวงกำลังมีหิมะตกหนัก
หิมะในช่วงปลายฤดูหนาวรุนแรงเสียยิ่งกว่าหิมะในช่วงกลางฤดูหนาวเสียอีก
หิมะโปรยปรายลงมาราวกับจะไม่มีวันจบสิ้น
ภายในพระราชวัง ณ ตำหนักหย่างซิน
ฮ่องเต้หญิงประทับอยู่ข้างเตาผิง อ่านตำราโบราณอย่างสบายใจ
นางไอออกมาเล็กน้อย อาจเป็นเพราะควันถ่านจากเตาผิง
ยามนี้ จ้าวอู่เจียงจากนครหลวงไปหลายวันแล้ว
ความคิดถึงของฮ่องเต้หญิงที่มีต่อจ้าวอู่เจียงไม่ได้รุนแรงจนทนไม่ไหว แต่จ้าวอู่เจียงก็ยังอยู่ในความคิดและความคะนึงหาทั้งวันทั้งคืน
ยามค่ำคืนก็ให้รู้สึกเดียวดาย ต่อให้ห่มผ้านวมหนาแค่ไหน ก็มิอาจรู้สึกอบอุ่นได้เลย
“แค่กแค่ก….” เซวียนหยวนจิ้งไออีกสองครั้ง
ร่างกายของนางซูบผอมลงไปมาก แม้จะยังสง่างาม แต่ในแง่จิตใจนั้นหดหู่นัก
ด้วยนางกังวลเรื่องคำสาปอยู่เสมอ
หากดูตามอายุของเซวียนหยวนจิ้ง นับว่าตอนนี้นางมีอายุยืนยาวกว่าราชวงศ์ต้าเซี่ยองค์ก่อน ๆ อยู่บ้าง กระทั่งอีกเพียงไม่กี่ปีนางก็จะมีอายุเท่าบิดาเมื่อครั้งพระองค์จากไปแล้ว
แต่นางจะอยู่ได้ถึงวันนั้นหรือไม่ก็ไม่อาจคาดเดา
ก่อนหน้านี้จ้าวอู่เจียงได้บอกบางอย่างกับนางไว้
แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด นางถึงรู้สึกว่า ยามจ้าวอู่เจียงเอื้อนเอ่ย น้ำเสียงของเขามั่นคงเกินไป เสมือนมิได้เน้นย้ำให้ความมั่นใจแก่นางเท่านั้น แต่ยังพยายามให้ความมั่นใจตัวเขาเองด้วย
เมื่อนึกถึงชายผู้รุกล้ำเข้ามาในชีวิตอันแสนอ้างว้างและโดดเดี่ยว เซวียนหยวนจิ้นก็อดหัวเราะไม่ได้ ยามนี้ใบหน้าภายใต้หน้ากากจำแลงแย้มยิ้ม รอยยิ้มนี้กล่าวได้ว่า งามล่มเมือง งามจนพลิกฟื้นผืนปฐพีได้
หากได้พบกับจ้าวอู่เจียงเร็วกว่านี้ก็คงจะดี… ฮ่องเต้หญิงคร่ำครวญอยู่ในใจ ทว่านางก็รู้ดี นั่นคงจะเป็นการโลภเกินไปสักหน่อย
เพียงโชคชะตานำพาให้ได้พบจ้าวอู่เจียงเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นพรอันประเสิรฐยิ่งแล้ว ตลอดหลายปีมานี้ เขาเป็นดั่งแสงสว่างของชีวิตนาง
หลังจากนักรบพเนจรเยาะเย้ย ท้าทาย ก็ได้ถอยทัพไป ทิ้งไว้เพียงการขู่ขวัญว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้า จะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว แต่นักรบผู้แกร่งกล้ามากมายจะบุกมาที่นี่
คำพูดของเขา สั่นคลอนจิตใจเหล่าทหารในกองทัพตะวันออกของต้าเซี่ยไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เลือดของเหล่าทหารเดือดพล่านด้วย
เป็นผู้อยู่ในขอบเขตปรมาจารย์แล้วอย่างไร หากมีทหารจำนวนมากกว่าสองพันคน สวมเกราะถือโล่ ตั้งกระบวนทัพรุมล้อม พร้อมใจกันยิงธนูจากหน้าหลัง ปรมาจารย์จะยังอยู่รอดได้นานเพียงใดกัน
หรือหากทหารม้าเกราะหนักต้าเซี่ยสักพันคน ไม่สิ! สักห้าร้อยคน ให้พวกเขาทั้งห้าร้อยคนรุกเข้าใส่ ปรมาจารย์เหล่านั้นจะยังรับมือไหวหรือไม่!
กระนั้นก็ไม่อาจคลายกังวลได้ ด้วยนอกจากนักรบพเนจรประจำกองทัพแล้ว ก็ยังมีเหล่าทหารผู้เป็นนักรบชาวโพ้นทะเลเองด้วย
ดินแดนของชาวโพ้นทะเลเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาได้เลียนแบบต้าเซี่ย พัฒนากองกำลังจนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไม่อาจมองข้ามกองกำลังทหารของชาวโพ้นทะเลได้
ยิ่งยามนี้ เมื่อต้าเซี่ยส่งกองทัพหลักไปประจำการยังชายแดนเหนือใต้ กองทัพของชาวโพ้นทะเลจึงมีกำลังมากพอต่อกรกับกองทัพทางตะวันออกของต้าเซี่ย และอาจจะเหนือกว่าเสียด้วย
ครั้นมีเหล่านักรบพเนจรมาเสริมอีก ก็ทำให้กองทัพตะวันออกย่อมตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบอย่างเลี่ยงไม่ได้
ฮ่องเต้หญิงพลันฝนหมึก จรดพู่กันเขียนจดหมาย เล่าสถานการณ์แนวหน้าของแดนตะวันออกให้จ้าวอู่เจียงรับรู้
ทรงหวังให้จ้าวอู่เจียงกลับมา คิดหาทางแก้ปัญหาแก่กองทัพตะวันออก เพื่อตั้งรับกับเหล่านักรบพเนจรของชาวโพ้นทะเล ถ่วงเวลาจนกว่าต้าเซี่ยจะรวบรวมยอดฝีมือได้ แล้วยกทัพไปเสริมกองทัพตะวันออก คลี่คลายวิกฤตครั้งนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า