บทที่ 485 ความในใจของหญิงสาว
ณ เชิงเขาเทียนซาน
พระราชวังเผ่าอวี้จาง
องค์หญิงน้อยได้เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้บิดาฟัง
บิดาขององค์หญิงผู้เป็นหัวหน้าเผ่าอวี้จางกริ้วมาก เร่งเรียกเหล่าผู้อาวุโสของเผ่ามาปรึกษาหารือเรื่องเผ่าจินจาง
ส่วนองค์หญิงก็ออกจากพระราชวัง มุ่งหน้าไปหาองค์หญิงใหญ่
หลังเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมากมาย องค์หญิงน้อยก็ปรารถนาจะได้ใกล้ชิดกับเหล่าพี่น้อง อยากสนทนาและใช้เวลาร่วมกันให้มากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน นางก็หวังว่าองค์หญิงใหญ่ที่แต่งงานแล้วจะช่วยคลายข้อสงสัยในใจนางได้
ความจริงแล้ว ตอนนี้นางมีเรื่องค้างคาใจมากมายนัก
ช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับจ้าวอู่เจียง นางรู้สึกผูกพันกับเขา แม้จะไม่มากมาย แต่ก็ไม่น้อยเลย
อีกทั้งนางก็ได้กลายเป็นผู้หญิงของจ้าวอู่เจียงไปแล้ว
ครั้นตอนเล่าเรื่องเผ่าจินจางให้บิดาฟัง นางก็ได้เล่าเรื่องระหว่างตนเองกับจ้าวอู่เจียงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นางได้กล่าวเพิ่มเติมกับบิดาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นด้วยสุดวิสัย
กระนั้นเมื่อบิดาทราบว่าจ้าวอู่เจียงเป็นบุรุษแห่งแคว้นต้าเซี่ย ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา ท่านโกรธขึ้นมาทันที
แม้จะไม่มีการซักไซ้ไล่เลียงหรือคัดค้านแต่อย่างใด แต่ก็ไม่แสดงความเห็น มีเพียงสีหน้าที่ทำให้องค์หญิงน้อยรู้ว่า บิดาไม่เห็นชอบ เพียงแต่ท่านก็รักนางมาก จึงไม่ได้พูดอะไร และด้วยกลัวว่าจะพาลระบายความโกรธใส่นาง สุดท้ายจึงให้นางกลับไปพักผ่อนก่อน
ทว่าในเมื่อบิดาไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของนางกับจ้าวอู่เจียง แล้วนางควรจะทำอย่างไรต่อไปดีเล่า?
หนีตามกันไปดีหรือไม่?
ทว่าความรู้สึกของนางกับจ้าวอู่เจียงก็ยังไม่ลึกซึ้งถึงขนาดจะหนีตามกันไป
อีกทั้งนางยังรู้สึกว่าจ้าวอู่เจียงไม่ได้ชอบนางมากขนาดนั้น เขาเหมือนรู้สึกเพียงว่าต้องรับผิดชอบนางเสียส่วนใหญ่
กระนั้นนางก็สัมผัสได้ว่าจ้าวอู่เจียงมีความรู้สึกดี ๆ ต่อตัวนางอยู่บ้าง
ยามนี้นางจึงรู้สึกสับสนมากนัก
กู่หลีเขอลี่ครุ่นคิด เหม่อลอย กระทั่งเดินมาถึงกระโจมขององค์หญิงใหญ่ถึงเพิ่งรู้สึกตัว นางเรียกผู้เป็นพี่อยู่หน้ากระโจม ก่อนจะเปิดม่าน เดินเข้าไปด้านใน
“เจ้าได้ไปพบท่านพ่อแล้วกระมัง? เกรงว่าท่านพ่อคงไม่ค่อยชอบใจใช่หรือไม่?” องค์หญิงใหญ่มักเข้าอกเข้าใจผู้คนอื่นอยู่เสมอ นางลูบหลังผู้เป็นน้องสาวแผ่วเบา พลางเอ่ยว่า
“แม้ท่านพ่อไม่เห็นด้วย แต่เจ้าก็ชอบเขานัก ด้วยเหตุนี้เจ้าคงไม่รู้ว่าต่อไปจะทำอย่างไร เจ้ามองไม่เห็นปลายทางว่าเรื่องราวของเจ้ากับเขาจะกลายเป็นเช่นไร ใช่หรือไม่?”
กู่หลีเขอลี่พยักหน้ารับ องค์หญิงใหญ่ทรงเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่ยังเยาว์ ทำให้ยามใดองค์หญิงน้อยมีเรื่องทุกข์ใจหรือน้อยใจ นางก็มักจะชอบมาฟูมฟายกับพี่สาว ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป นางก็เริ่มเก็บซ่อนเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้ และแทบไม่เคยร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าองค์หญิงใหญ่อีก
ทว่าบัดนี้ นางประสบกับความยุ่งยาก สับสนกับความรู้สึกตนเอง ทั้งยังลังเลใจนัก และเผ่าอวี้จางแห่งนี้ก็มีเพียงพี่สาวคนโตผู้เฉลียวฉลาด เข้าอกเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นผู้นี้เท่านั้น ที่นางจะสามารถปรึกษาได้
ส่วนพี่สาวคนรอง นางถนัดการใช้ธนูยิงเหยี่ยวใหญ่ หากกู่หลีเขอลี่ไปปรึกษา เกรงว่าอีกฝ่ายคงโบกมือปัด พลางกล่าวว่า ความรักใคร่ระหว่างหนุ่มสาวเป็นเพียงอุปสรรคต่อการท่องโลก
“เสี่ยวเขอลี่” องค์หญิงใหญ่จับไหล่น้องสาว พลางถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าชัดเจน
“เจ้าไม่ได้ใฝ่ฝันถึงผู้คนและเรื่องราวในต้าเซี่ยหรอกหรือ?”
“เจ้ารู้หรือไม่ ในต้าเซี่ยมีคำกล่าวโบราณว่า…หากรอคอยก็จะคลี่คลาย ความหมายก็คือ เรื่องราวมากมาย หากคลายความร้อนลงได้ ปล่อยวางสักระยะ เรื่องราวก็จะดีขึ้นเอง”
“ในเรื่องนี้ เจ้าก็สามารถรอคอยไปก่อนได้เช่นกัน”
“บัดนี้ชายบุรุษต้าเซี่ยผู้นั้น เขาน่าจะกำลังหารือกับเรื่องสำคัญอยู่กับบุตรีแห่งสวรรค์ เจ้ารอให้การปรึกษาหารือสิ้นสุดลงค่อยดูท่าทีของบุตรีแห่งสวรรค์เสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะกระทำการใดต่อเช่นไร ดีหรือไม่?”
เป็นจริงเช่นนั้น ด้วยหากบุตรีแห่งสวรรค์เห็นชอบ บิดาก็คงไม่ขัดข้อง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า