บทที่ 496 เส้นทางอันยาวไกลระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์
ไม่ทราบเลยว่าความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร
บางทีอาจเป็นเพราะนี่คือความรักอันบริสุทธิ์ เมื่อความปรารถนามอดไหม้ก็หลงเหลือเพียงความรัก
หรือบางทีอาจเป็นด้วยสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านไป ทำให้จิตใจของผู้คนสั่นไหว
ไม่เช่นนั้นก็อาจเป็นเพราะร่างกายของนางหลอมรวมกับจิตใจเป็นหนึ่งเดียว ทำให้หลินหลางไม่สามารถแยกแยะเหนือใต้ออกตกได้อีกต่อไป
บุตรีแห่งสวรรค์หลินหลางไม่พูดอะไรอีก จ้องมองเข้าไปในดวงตาของจ้าวอู่เจียง การจ้องมองครั้งนี้ยาวนานราวกับผ่านไปนับพันปี
จมูกของพวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสัมผัสกันและกัน เพียงไม่นาน ทั้งสองคนก็ประกบริมฝีปาก มอบจุมพิตแก่กัน
จูบนี้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าพวกเขาจะผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียว
แล้วทั้งคู่ก็เริ่มนัวเนียพัวพันกันอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เหมือนจะมีบางอย่างมากกว่าเดิม
แน่นอนว่าสิ่งนั้นคือความรัก และความรักลึกซึ้งเหล่านี้ก็อาจเป็นความหมายแท้จริงของการฝึกวิชาสองผสานเช่นนี้เอง
เนื่องจากการฝึกวิชาสองผสานคือการผสมผสานและขัดเกลาระหว่างตัณหากับความรัก ซึ่งคำว่าความรักต้องมาก่อนตัณหา
นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่เมื่อจ้าวอู่เจียงฝึกวิชานี้ร่วมกับซูฮัวอี ขั้นพลังของพวกเขาจึงคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมาฝึกฝนร่วมกับบุตรีแห่งสวรรค์ก่อนหน้านี้ ขั้นพลังของพวกเขากลับคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า
แม้ว่าจะใช้เวลาฝึกฝนอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์มากมายอันใดนัก
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าขอบเขตเทวะเป็นขั้นพลังที่บรรลุไม่ได้ง่าย ๆ อีกทั้งการฝึกฝนก่อนหน้านี้มีตัณหาราคะเป็นตัวนำ หาใช่ความรักหรือความปรารถนาอย่างลึกซึ้ง
ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป
จากจูบกลายเป็นผัวพัน จากพัวพันก็พลันเกิดศึกสวาทขึ้นอีกครั้ง และศึกนั้นก็ดำเนินต่อไปกระทั่งรุ่งเช้า
กระทั่งบุตรีแห่งสวรรค์โก่งคอ ส่งเสียงร้องออกมาดังกังวาน
ตอนนั้นเอง รัศมีของผู้บรรลุขอบเขตเทวะระเบิดออกมาจากร่างกายของจ้าวอู่เจียง ในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้เป็นผู้บรรลุขอบเขตเทวะแล้ว
ช่วงจังหวะที่บรรลุขอบเขตเทวะ จ้าวอู่เจียงรู้สึกเหมือนสัมผัสได้ถึงม่านหมอกที่ปกคลุมทั่วแผ่นฟ้า และมองเห็นเงาเลือนรางหลังม่านหมอกเหล่านั้นด้วย
ช่างเป็นความรู้สึกเบาบาง แต่ก็หนักแน่นในหัวใจของจ้าวอู่เจียง…
ยามนี้เส้นผมของบุตรีแห่งสวรรค์เปียกชุ่ม นางจ้องมองจ้าวอู่เจียง ใช้สองมือประคองแก้มของเขา ก่อนที่จะแนบชิดร่างตนเข้ากับร่างจ้าวอู่เจียง กอดรัดเขาแนบแน่น ราวกับจะไม่มีวันยอมปล่อย
หลินหลางกระซิบเสียงแผ่วเบา เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย
“ท่านอยู่ในเขตทุ่งกว้างต่อไปได้หรือไม่?”
…
ครั้นเวลาผ่านไป พวกเขาก็แยกจากกันอย่างเงียบงัน
จ้าวอู่เจียงเดินออกจากหอบรรพบุรุษของชาวเผ่าอวี้จางในค่ำคืนที่มีหิมะโปรยปราย
คนสุดท้ายที่เขาไปพบก่อนออกเดินทางก็คือองค์หญิงกู่หลีเขอลี่กับเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ที่ส่งเสียงหอนโหยหวนไม่ขาด
ช่วงเวลาเดียวกัน บริเวณทางเข้าหอบรรพชน ร่างงดงามในชุดสีแดงเพลิงเต็มไปด้วยสง่าราศี ยืนส่งชายหนุ่มอยู่ตรงนั้น
จ้าวอู่เจียงหันมองกลับไป แย้มยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เขากดปีกหมวกของตนเองลง ก่อนจะหมุนตัวเดินต้านสายลมและหิมะออกไป
การเดินทางมายังอาณาเขตของชาวเผ่าอวี้จางในครั้งนี้ จ้าวอู่เจียงได้รับคำตอบในสิ่งที่สงสัยมากมาย กระนั้นก็เกิดคำถามใหม่ขึ้นมากมายเช่นกัน
หิมะและสายลมยังคงรุนแรง เส้นทางระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์ในใจของเขายังคงยาวไกลและเต็มไปด้วยหมอกหนา
จ้าวอู่เจียงมองเห็นหนทางข้างหน้าไม่ชัดเจน แต่แล้วอย่างไรเล่า?
เขายังคงเดินไปข้างหน้า เดินไปอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสายลมและหิมะ
ทุ่งน้ำแข็งยาวไกลนับพันลี้ หิมะโปรยปรายกินอาณาเขตกว้างไกล จ้าวอู่เจียงกำลังออกเดินทาง แต่การเดินทางของเขาครานี้ไม่มีคำว่าเขตแดน!
หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ดวงตาของชายหนุ่มเป็นประกายระยิบระยับด้วยความมุ่งมั่นยิ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า