เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 508

บทที่ 508 ปกป้องตัวเมือง

จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางพยักหน้า ในใจเกิดข้อสงสัยมากมาย

“เช่นนั้นท่านกลับไปจะดีกว่า” ชายชราพูดกับจ้าวอู่เจียงอย่างมีเมตตา นัยน์ตาแฝงความเศร้าโศก “ยามนี้เมืองตงเฉิงใกล้พ่ายเต็มทีแล้ว”

“ท่านผู้เฒ่าไม่ต้องเป็นกังวล ข้าขอถามสักหน่อยขอรับ ไม่ทราบว่าในเมืองตงเฉิงยังเหลือทหารอยู่กี่มากน้อยหรือ?” จ้าวอู่เจียงถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แล้วกล่าวเสริมว่า “ยามนี้บรรดายอดฝีมือในยุทธจักรคงกำลังเดินทางมาช่วยเหลือ”

ชายชราสูบกล้องยาเส้น พ่นควันออกมา ก่อนจะสั่นศีรษะและยิ้มกว้าง

“ท่านผู้กล้าไม่รู้อะไร ไม่มียอดฝีมือที่ไหนจะมาช่วยพวกเราทั้งนั้น ท่านเองก็มาเพียงคนเดียวไม่ใช่หรือ? ท่านเคยพบเห็นยอดฝีมือคนอื่นอีกหรือไม่เล่า?”

จ้าวอู่เจียงหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วถามกลับไปว่า

“ท่านผู้เฒ่า ทำไมบรรดายอดฝีมือถึงไม่มาช่วยหรือ?”

“ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาถูกกลุ่มยอดฝีมือด้วยกันเองขัดขวางไม่ให้ออกมาช่วยเหลือผู้คน” ชายชราผู้มีดวงตาอ่อนโยนยิ้มด้วยความเศร้าใจ น้ำเสียงเจือความรู้สึกหลากหลาย คล้ายกับกำลังผิดหวังชาวยุทธของแผ่นดินต้าเซี่ย

“ส่วนว่าพวกเขาขัดขวางกันเองด้วยเหตุใด พวกเราก็คงไม่อาจไปรู้ได้ แต่บางทีพวกเขาก็อาจมีเหตุผล…จริงหรือไม่? ข้ายังจำได้ดี เมื่อหลายเดือนก่อนตอนได้ยินข่าวลือเรื่องเซียวเหยาอ๋องทำการสังหารหมู่ผู้คนในยุทธจักร…”

“ตอนนั้นก็ไม่มีผู้ใดออกมาขัดขวางเขาเช่นกันใช่หรือไม่เล่า? คราวนี้ก็คงเช่นกัน เป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้เลยว่าต้องมีผู้คนต้องตายมากมายเพียงใด…เฮ้อ…”

จ้าวอู่เจียงเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทำไมยอดฝีมือเหล่านั้นต้องขัดขวางกันเองไม่ให้ออกมาช่วยเหลือผู้คน? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ชายหนุ่มสูดหายใจ พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ท่านผู้เฒ่า ข้าน้อยต้องขออภัยด้วยจริง ๆ”

“ท่านขออภัยข้าด้วยเหตุใด?” ชายชราสั่นศรีษะพลางยิ้มกว้างอย่างใจดี

“ตัวท่านมาเมืองตงเฉิง ทั้งยังมาเพียงหนึ่งคนกับหนึ่งม้า นี่นับว่ามีความกล้าหาญมากกว่าคนอื่น ๆ มากมายนัก แต่ชาวโพ้นทะเลมันป่าเถื่อนยิ่ง ท่านรีบหนีไปจะดีกว่า อยู่นานไปคงไม่ดีหรอก”

จ้าวอู่เจียงยิ้มรับ ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ แล้วถาม

“ท่านผู้เฒ่า แล้วไยท่านไม่หนีขอรับ?”

“จะให้ข้าหนีไปที่ใด?” ชายชราอัดควันเข้าปอดอีกครั้ง แววตาเศร้าหมอง…ไร้ความตื่นกลัว

“ไม่ว่าจะเป็นบุตรชายคนโตของข้า บุตรชายคนเล็กของข้า ลูกสะใภ้ หลานชายและหลานสาวของข้า พวกเขาต่างก็ไม่มีเวลาหลบหนี ต้องเสียชีวิตอยู่บนเกาะตงจีหมดสิ้นแล้ว”

ยามนี้ชาวต้าเซี่ยที่ถูกจับตัวเป็นเชลศึกจากยี่สิบคนถูกสังหารไปห้าคนแล้ว และทั้งห้าคนต่างก็เป็นนายทหารทั้งสิ้น

ส่วนเชลยศึกที่เหลืออีกสิบห้าคนนั้นล้วนเป็นเด็ก คนแก่ และสตรี

บนร่างกายของบรรดาเด็กน้อยและสตรีต่างมีรอยฟกช้ำชัดเจน ซึ่งคงเป็นร่องรอยที่ทุกคนได้มาตั้งแต่อยู่บนเกาะตงจี

ก่อนหน้านี้ยามทหารที่ตกเป็นเชลยกำลังจะถูกฆ่า ทั้งห้าคนไม่ได้อ้อนวอนขอยอมแพ้แม้แต่คนเดียว อีกทั้งทหารคนที่สอง ก็ถึงกับตะโกนออกมาว่า ‘ต้าเซี่ยจะไม่มีวันยอมแพ้’ และนั่นก็ส่งผลให้นายทหารอีกสามคนที่ถูกฆ่าในเวลาต่อมายินดีเผชิญหน้ากับความตายอย่างไม่ลังเล

ตลอดหลายชั่วยามที่ผ่านมา มือกระบี่ชาวโพ้นทะเลพยายามเกลี้ยกล่อมให้ยอมแพ้ ใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง ทว่าเฉินเว่ยหมินก็แค่จ้องมองเงียบ ๆ เฝ้าดูทหารทั้งห้าคนถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา

เฉินเว่ยหมินไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดออกมา อย่างน้อยก็ทางสีหน้า

ราวกับว่าต่อให้ชาวโพ้นทะเลฆ่าเชลยศึกอีกสิบห้าคนที่เหลืออยู่ เฉินเว่ยหมินก็ไม่มีอะไรจะพูดคุยทั้งสิ้น

สำหรับเฉิยเว่ยหมินแล้ว ในฐานะเจ้าเมืองเขาต้องปกป้องเมืองตงเฉิง อาศัยกองกำลังที่มีอยู่เพียงน้อยนิดพยายามถ่วงเวลาพวกโพ้นทะเลที่เพิ่งจะทำลายล้างเกาะตงจีเอาไว้ให้ได้นานมากที่สุด…

ตราบใดที่เมืองเฉิงตงแห่งนี้ยังอยู่ พวกเขาก็ยังอยู่ แต่ถ้าเมืองถูกตีแตกเมื่อไหร่ สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็มีเพียงความตายเท่านั้น

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า