เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 509

บทที่ 509 ผู้มาเยือนปริศนา

ชาวโพ้นทะเลรอคอยอีกครึ่งชั่วยาม เจ้าเมืองตงเฉินยังนั่งอยู่บนหอคอยสังเกตการณ์จ้องมองมาพวกเขาเงียบเชียบดังเดิม

ความตายของทหารทั้งห้าคนเหมือนจะไม่สามารถทำอะไรเจ้าเมืองตงเฉินได้แม้แต่น้อย

เมื่อทุกอย่างไม่เป็นดังแผน มือกระบี่ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มของชาวโพ้นทะเลโกรธแค้นนัก ด้วยเขาถูกส่งตัวมาเกลี้ยกล่อมให้เจ้าเมืองตงเฉินยอมแพ้ เพราะชาวโพ้นทะเลอยากยึดเขตตะวันออกของแคว้นต้าเซี่ยโดยเร็วและมีการสูญเสียน้อยที่สุด

การบุกโจมตีเกาะตงจีเข้ามา ชาวโพ้นทะเลใช้กำลังพลเพียงสองหมื่นคนเท่านั้น นับว่ามีกำลังพลไม่มาก ส่วนกองกำลังส่วนอื่น ๆ บ้างก็กำลังโจมตีและบ้างก็เตรียมโจมตีแนวป้องกันจุดอื่น ๆ ของชายฝั่งตะวันออกต้าเซี่ยอยู่เช่นกัน

ถ้ากองกำลังของเขาสามารถยึดครองเมืองตงเฉิงได้อย่างรวดเร็วและมีการสูญเสียน้อยที่สุด กองกำลังของเขาก็จะได้รับความดีความชอบ พวกเขาอาจจะร่ำรวยและมีอำนาจขึ้นมาก็เป็นได้

นอกจากนี้ มือกระบี่ชาวโพ้นทะเลก็จะมีโอกาสได้สังหารหมู่ชาวต้าเซี่ยและดื่มด่ำรสชาติการสังหารผู้คนเมื่อบุกขึ้นแผ่นดินใหญ่ต่อไป

แต่เจ้าเมืองตงเฉิงไม่คิดจะยอมแพ้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้มือกระบี่ของชาวโพ้นทะเลรู้สึกหงุดหงิดยิ่ง

ในเมื่อฆ่าทหารพวกนี้ยังทำให้หวั่นไหวได้ไม่มากพอ เช่นนั้นลองฆ่าเด็กดูบ้างปะไร?

ดวงตาของมือกระบี่เย็นชายิ่ง พลันหันไปกระชากตัวเด็กน้อยที่ถูกจับมัดอยู่ด้านข้างออกมาสองคน เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งและเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

เด็กชายอายุประมาณแปดเก้าปี สวมชุดบัณฑิตน้อย ท่าทีเหมือนหนอนตำรา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย เขาก็เอาอย่างนายทหารทั้งห้า เชิดหน้าอย่างหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี

แม้สีหน้าของเด็กชายจะมีความหวาดกลัวปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้อ้อนวอนขอความเมตตาแม้แต่คำเดียว

ส่วนเด็กหญิงอายุราวห้าหกปีเท่านั้น ยามนี้รอยยิ้มไร้เดียงสาตามอายุไม่ปรากฏให้เห็นบนใบหน้าน้อย ๆ นั่นเลย เห็นจะมีก็แต่หวาดกลัวและสับสนเท่านั้น

มือกระบี่ชาวโพ้นทะเลโอบแขนกอดไหล่เด็กน้อยทั้งสองคนคนละข้าง ก่อนจะเงยหน้า ตะโกนใส่เฉินเว่ยหมินผู้อยู่บนหอคอยสังเกตการณ์ว่า

“นี่ เจ้าชาวต้าเซี่ย!”

ยามทอดสายตามองสภาพน่าเวทนาของเด็กน้อยทั้งสอง แววตาของเฉินเว่ยหมินพลันสั่นไหว เขาหลับตาลงอย่างสะกดกลั้น ครั้นลืมตาก็จ้องไปยังมือกระบี่ชาวโพ้นทะเล แล้วเสียงทุ้มต่ำก็เอื้อนเอ่ยอ่อนแรง

“ปล่อยเด็ก ๆ ก่อน แล้วพวกเรามาเจรจากัน”

“เปิดประตูเมืองเดี๋ยวนี้!” มือกระบี่ชาวโพ้นทะเลได้ทีออกคำสั่ง ยิ้มยิงฟันอย่างได้ใจ …พวกต้าเซี่ยเป็นพวกใจอ่อน โดยเฉพาะกับเด็กและคนแก่ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยใช้เด็กเพื่อข่มขู่พวกต้าเซี่ย แน่นอนว่าเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีเยี่ยมไม่เปลี่ยน

ครั้นหันมองไปทางด้านข้าง ก็เห็นเพียงเงาสีดำพุ่งผ่านข้างกายไปในสายลม ตามมาด้วยเสียงดังกังวานไม่ต่างจากเสียงฟ้าคำราม

เงาสีดำพุ่งผ่านไป เฉินเว่ยหมินตกตะลึง รู้ตัวอีกคราก็เห็นบุรุษชุดดำคนหนึ่งปรากฏกายอยู่ตรงหน้ามือกระบี่ชาวโพ้นทะเลที่หน้าประตูเมืองแล้ว บุรุษชุดดำผู้นั้นสวมหมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง ในมือข้างหนึ่งถือกระบี่มั่น

เฉินเว่ยหมินหอบหายใจถี่รัว ผุดลุกขึ้นยืน ขยับเข้าไปดูใกล้มากขึ้น

ด้านมือกระบี่ชาวโพ้นทะเล เขายืนตกตะลึงอยู่กับที่ กำลังทำความเข้าใจสถานการณ์…เขากำลังส่งเสียงคำรามโกรธเกรี้ยว แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง บุรุษต้าเซี่ยชุดดำก็มาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขา ในมือถือกระบี่ สายตาจับจ้องเขาอย่างเย็นชาและเงียบเชียบ แววตาล้ำลึกปราศจากจิตสังหาร กระนั้นมือกระบี่ชาวโพ้นทะเลก็สัมผัสได้ถึงความอาฆาตแค้นอย่างชัดเจน

“บากะยาโรว! (เจ้าตัวบัดซบ!)” มือกระบี่คำรามด้วยความเกรี้ยวกราด หมายตวัดกระบี่ฟาดฟัน ทว่า…เพียงขยับมือเล็กน้อยเท่านั้น เขาก็รู้สึกหวาดกลัวจนต้องรีบเปลี่ยนคำพูดและท่าที

“โกเมนนาไซ (ข้าน้อยขออภัย)”

ตู้ม!

เพียงสิ้นคำก็ได้รับคำตอบเป็นแรงสั่นสะเทือนอันหนักหน่วง แล้วลมหายใจต่อมา ร่างของมือกระบี่ชาวโพ้นทะเลก็ระเบิดกระจายกลายเป็นบุปผาโลหิต ไม่ต่างจากนักรบชาวโพ้นทะเลที่ติดตามมาอีกสิบคนที่กลายเป็นหมอกเลือดไปพร้อมกัน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า