บทที่ 526 ข้ามาแล้ว
ยิ่งจ้าวอู่เจียงเดินขึ้นบันไดไปเท่าไหร่ จิตใจของเขาก็ยิ่งสงบสุขมากเท่านั้น
แตกต่างจากครั้งก่อน
ครั้งก่อนเขามาเพื่อหาตัวหยางเมียวเจิ้น แต่ครั้งนี้เขามาเพื่อหาความจริง
ถ้าเป็นผู้อื่นยิ่งเข้าใกล้ความจริงมากเท่าใด ก็สมควรตึงเครียดมากเท่านั้น
แต่ไม่ใช่จ้าวอู่เจียง
เขาเกิดคำถามมากมายขึ้นมาในใจ
เหตุใดถึงไม่มียอดฝีมือขอบเขตเทวะปรากฏตัวออกมาบ้าง?
เหตุใดแผ่นดินต้าเซี่ยจึงต้องเผชิญหน้ากับสงครามจากหลายฝ่าย?
เหตุใดฮ่องเต้หญิงเซวียนหยวนจิ้งจึงต้องคำสาป?
เหตุใดราชาเผ่าอวี้จางกู่ฮั่นจึงต้องจ้องมองเขาด้วยสายตาสงสารเวทนาเช่นนั้นตอนบอกว่าทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน?
เหตุใดบุตรีแห่งสวรรค์ถึงทำเหมือนมีบางอย่างต้องบอกแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ?
เหตุใดหมอดูเทวดาจึงวางแผนเรื่องราวทั้งหมดนี้และช่วยสนับสนุนเขาหลายครั้ง?
เหตุใดประมุขแห่งสุสานกระบี่ถึงยังคงเก็บตัวเงียบ?
คำถามเหล่านี้ย่อมมีคำตอบ และคำตอบก็เป็นสิ่งที่จ้าวอู่เจียงอยากรู้
ซึ่งคำตอบนั้นอยู่ในสำนักศรัทธาราษฎร ผู้ที่ให้ตอบคำถามของเขาได้คือ หมอดูเทวดา จ้าวอู่เจียงรู้ดีว่าคนผู้นั้นจะต้องทราบคำตอบของเรื่องราวทั้งหมดหรือบางทีเขาอาจเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดด้วยซ้ำ
จ้าวอู่เจียงหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้าวิหารใหญ่บนยอดเขาของสำนักศรัทธาราษฎร วิหารหลังนี้มีผู้คนมากมายดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้กำลังรอเขาอยู่
ทุกคนเป็นผู้อาวุโสประจำสำนักศรัทธาราษฎร มีลูกศิษย์ปะปนอยู่บ้าง ที่นี่คือวิหารศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนัก แต่กลับไร้เงาหยางเมียวเจิ้นผู้เป็นธิดาเทพและเจ้าสำนักศรัทธาราษฎร
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกายสงบขณะก้าวเดินเข้าไปในวิหาร
เขาชำเลืองมองกลุ่มคนด้วยหางตา
กลุ่มผู้อาวุโสมีสีหน้าเรียบเฉย แตกต่างจากบรรดาลูกศิษย์ที่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจน
ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนมีแววตาตื่นเต้น ยกเว้นเพียงหลิ่วจี้ฉาง โอรสศักดิ์สิทธิ์ผู้เคยถูกจ้าวอู่เจียงสั่งสอนบทเรียนอย่างหนักหน่วง เขาเคยรู้สึกหวาดกลัวจ้าวอู่เจียงอยู่ระยะหนึ่ง แต่บัดนี้ความหวาดกลัวได้หายไปจากแววตาของหลิ่วจี้ฉางแล้วเหลือเพียงความเย้ยหยันมาแทนที่
ท่านผู้อาวุโสใหญ่หันมองผู้อาวุโสลำดับสาม ก่อนจะถอนหายใจและส่ายหน้า
บรรยากาศตึงเครียด ผู้คนตกอยู่ในความเงียบ
จ้าวอู่เจียงเดินตรงไปยังห้องด้านหลังวิหารด้วยความเยือกเย็น
แล้วเขาก็ได้พบกับนักพรตวัยกลางคนนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง จ้องมองมาที่เขาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ในมือถือตะเกียงน้ำมัน เปลวไฟสั่นไหวเล็กน้อย
ศีรษะของนักพรตเต็มไปด้วยเส้นผมสีขาว บนศีรษะไม่มีมงกุฎนักพรต มีแต่เพียงปิ่นปักผมไม้ที่เสียบเอาไว้อย่างลวก ๆ ซึ่งทำให้ผมของเขาดูยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม
นักพรตผู้นี้ราวกับชายชราที่กำลังจะสิ้นลมหายใจในอีกไม่ช้า
“มาแล้วหรือ นั่งก่อน” นักพรตพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนชายชราผู้ใจดี
แล้วเบาะรองนั่งใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกายจ้าวอู่เจียง ประตูห้องปิดลงอย่างช้า ๆ
จ้าวอู่เจียงสะบัดชายเสื้อคลุมบัณฑิตของตนเอง ก่อนจะนั่งลงบนเบาะรองนั่ง ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“ข้ามาแล้ว”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า