บทที่ 60 ท่านปู่ ท่านต้องช่วยแก้แค้นให้หลาน
เขตเจียงตู่ จวนที่พักของราชเลขาฝ่ายขวาหลิวเจ๋อ
หลิวเฟิงกลับมาถึงจวนด้วยความโกรธแค้น เขาเดินผ่านห้องโถงใหญ่ตรงไปยังห้องหนังสือ คิดจะฟ้องปู่ของตนเรื่องที่ถูกหลิวเหม่ยเอ๋อร์ตบหน้าอย่างไร้ความเมตตา
แต่ระหว่างทาง ข้ารับใช้ในชุดสีดำก็พยายามให้คำแนะนำด้วยความร้อนรน
“นายน้อย พวกเรารอก่อนดีหรือไม่ขอรับ? หากท่านผู้เฒ่ากำลังปรึกษาเรื่องสำคัญอยู่กับผู้อาวุโสคนอื่น ๆ คงไม่เป็นการดีหากพวกเรารีบร้อนเข้าไป…”
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ถ้าเจ้าใช้การได้มากกว่านี้อีกสักนิด ขันทีสารเลวนั่นจะกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ได้หรือ?” หลิวเฟิงยังคงมุ่งหน้าเดินต่อไปไม่หยุด แม้ว่าข้ารับใช้พยายามจะทักท้วงแล้วก็ตาม
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องหนังสือของราชเลขาฝ่ายขวาหลิวเจ๋อ
ชายชราผู้เป็นเจ้าของห้อง พร้อมด้วยตู๋กูอี้เหอ และหลี่เฉินซวีผู้เป็นเสนาบดีกรมพิธีการกำลังปรึกษาหารือเรื่องสำคัญ จนบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ประตูห้องก็เปิดออกกะทันหัน หลิวเฟิงก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับระเบิดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด
“ท่านปู่ ท่านต้องช่วยแก้แค้นให้หลาน! นับตั้งแต่ที่เข้าวังหลวง ท่านพี่ก็เปลี่ยนไป นางไม่สนใจตระกูลหลิวของพวกเราอีกต่อไปแล้ว!”
ใบหน้าแก่ชราของราชเลขาหลิวแสดงออกถึงความไม่สบอารมณ์ ภายในห้องนี้ยังมีตู๋กูอี้เหอและหลี่เฉินซวีอยู่ด้วยอีกถึงสองคน เหตุใดหลานชายจึงกล้าบุกเข้ามาพูดจาหยาบคายเช่นนี้ ไม่คิดจะให้เกียรติแขกผู้อาวุโสบ้างเลยหรือ?
ราชเลขาหลิวกำลังจะไล่หลิวเฟิงออกไป แต่ตู๋กูอี้เหอก็พูดยิ้ม ๆ ว่า
“หลิวเฟิง พี่สาวของเจ้าเปลี่ยนไปอย่างไร?”
เมื่อเห็นว่าประมุขตระกูลตู๋กูพูดกับตน หลิวเฟิงก็รีบตอบอย่างรวดเร็ว
“ท่านลุงตู๋กู วันนี้ข้าเดินทางเข้าวังหลวงไปเยี่ยมพี่สาว แต่นางกลับตบหน้าข้าเพียงเพราะขันทีผู้หนึ่ง ข้าต้องมอบบทเรียนให้กับขันทีโสโครกผู้นั้นให้ได้!”
“ขันทีอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วขอรับ ขันทีผู้นั้นมีนามว่าจ้าวอู่เจียง!”
“จ้าวอู่เจียง…”
ตู๋กูอี้เหอเข้าใจในทันที
หลิวเหม่ยเอ๋อร์ไม่ใช่คนโง่ แต่หลิวเฟิงน่าจะใช่
ประมุขตระกูลตู๋กูได้แต่ยิ้มและส่ายศีรษะ ไม่พูดอะไรออกมาอีก
หลี่เฉินซวีที่นั่งอยู่ด้านข้างส่งเสียงกระแอมไอขึ้นมาเบา ๆ เขารีบหันไปขยิบตาส่งสัญญาณให้แก่ราชเลขาหลิว
หลิวเจ๋อหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นสีหน้าของตู๋กูอี้เหอกับหลี่เฉินซวี!
เขาสูดหายใจลึก พยายามระงับความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“จ้าวอู่เจียงมีปัญหาอะไรกับเจ้าหรือ?”
ผู้เป็นหลานได้ยินก็นึกดีใจ ท่านปู่ต้องช่วยข้าอย่างแน่นอน ข้าเป็นหลานรักของท่านนี่นา… ริมฝีปากของหลิวเฟิงคลี่เป็นรอยยิ้ม ก่อนจะเขย่าแขนหลิวเจ๋อ
“ขันทีโสโครกผู้นั้นมัน…”
หลิวเฟิงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา
ตู๋กูอี้เหอยังคงยิ้มบาง ขณะที่หลี่เฉินซวีกระแอมไอขึ้นมาอีกครั้ง แต่พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดอะไร
รอยย่นบนใบหน้าของราชเลขาหลิวกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ เขาถามด้วยความโกรธเกรี้ยวปนสมเพช
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ราชเลขาหลิวรู้สึกเกลียดเหล็กที่ไม่เป็นเหล็กกล้า*[1]
“นายท่าน” หน้าประตูห้องหนังสือ พ่อบ้านประจำตระกูลหลิวยืนก้มศีรษะทำความเคารพ
“มีเรื่องอะไร?” ราชเลขาหลิวกำลังอารมณ์ไม่ดี น้ำเสียงจึงเย็นชาเล็กน้อย
พ่อบ้านประจำตระกูลหลิวรายงานด้วยความเคารพ
“สายข่าวในวังหลวงของเราได้รับรายงานว่าฮ่องเต้จะประทานรางวัลให้แก่จ้าวอู่เจียงเป็นจวนซิงชิงหยวนขอรับ…”
ว่าไงนะ?
ราชเลขาหลิว ตู๋กูอี้เหอ และหลี่เฉินซวี่ ต่างก็หันมองหน้ากันโดยไม่รู้ตัว
จวนซิงชิงหยวนตั้งอยู่ข้างวังหลวง เป็นจวนขนาดใหญ่ที่มีทางเข้าออกถึงสามทาง
แม้ว่าจวนนี้จะไม่ได้หรูหราที่สุดในเขตเจียงตู่ แต่สิ่งสำคัญก็คือ นี่เป็นจวนที่ฮ่องเต้องค์ก่อนมอบให้แก่พระอนุชาของตน
เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ก่อนจึงถูกเนรเทศออกไปจากเขตเจียงตู่
จวนซิงชิงหยวนจึงว่างลง
บัดนี้ เมื่อฮ่องเต้ยกจวนนี้ให้แก่จ้าวอู่เจียง นี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันสถานะอันเหนือธรรมดาของขันทีผู้นี้ได้เป็นอย่างดีแล้ว
ราชเลขาหลิวดวงตาลุกโชน เขาจัดเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะตัดสินใจ พูดด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า
“ตอนนี้ยังไม่สายเกินไป! เฟิงเอ๋อร์ เจ้ารีบตามปู่ไปขอโทษเขาเดี๋ยวนี้!”
[1] เกลียดเหล็กที่ไม่เป็นเหล็กกล้า หมายถึง ขัดใจที่อีกฝ่ายไม่ได้ดั่งใจ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า