บทที่ 88 เผชิญหน้าความเย็นชา
หลังจากที่จ้าวอู่เจียงกับมือกระบี่หลี่หยวนเจิ่งแยกย้ายกันแล้ว จ้าวอู่เจียงก็กลับเข้าสู่วังหลวง
ตำหนักหย่างซิน ห้องบรรทมของฮ่องเต้
เซวียนหยวนจิ้งเพิ่งอ่านบันทึกจบ หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน นางก็ใช้เวลางีบหลับเพื่อผ่อนคลายอยู่ในตำหนัก
เมื่อได้ยินเสียง ‘แอ๊ด’ ของประตูเปิดออกเบา ๆ ฮ่องเต้หญิงก็ลืมตาขึ้นมา และสบสายตากับจ้าวอู่เจียงเข้าพอดี
จ้าวอู่เจียงไม่ได้พูดอะไร เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างนาง
ปลายจมูกของฮ่องเต้หญิงขยับเล็กน้อย นางได้กลิ่นเลือดจากตัวของจ้าวอู่เจียง หัวคิ้วพลันขมวดมุ่น ลอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ แต่ก็ตัดสินใจไม่ถามสิ่งที่สงสัยออกไป
ทั้งสองคนนั่งอยู่ในความเงียบงัน หลังทราบข่าวว่าตู๋กูหมิงเยว่กำลังตั้งครรภ์ ก็ดูเหมือนจะเกิดระยะห่างระหว่างทั้งสองคนไปโดยปริยาย
หลังจากลังเลอยู่เนิ่นนาน ฮ่องเต้หญิงก็ตัดสินใจจะบอกเรื่องราวสำคัญต่อจ้าวอู่เจียง ขันทีหนุ่มเองก็ตั้งใจจะใช้เวลาในตอนนี้บอกแผนการของเขาให้นางทราบเช่นนี้
กลายเป็นว่าพวกเขาส่งเสียงขึ้นมาพร้อมกัน
“คือว่า…”
“คือว่า…”
ต่างฝ่ายต่างก็ประหลาดใจที่อีกฝ่ายพูดออกมาพร้อมกับตน
“เจ้าพูดออกมาก่อนเถอะ” ฮ่องเต้กล่าวขึ้น
“ฝ่าบาทพูดก่อนเถอะ กระหม่อมยึดถือคติให้เกียรติสุภาพสตรีก่อน” จ้าวอู่เจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ฮ่องเต้หญิงสูดหายใจเล็กน้อย ใช้ความคิดอีกพักใหญ่ ก่อนจะกล่าวออกมาในที่สุด
“หลังจากเสนาบดีกรมกลาโหมพยายามใส่ร้ายเจ้าเมื่อครั้งที่แล้ว ข้าก็ได้ส่งคนไปสืบสวนเขา ในขณะนี้ ผลการสืบสวนออกมาแล้ว เฉินอันปังเป็นผู้ต้องสงสัยว่าแอบยักยอกเงินเบี้ยเลี้ยงของนายทหารใต้บังคับบัญชามายาวนานหลายปี อีกทั้งยังร่วมมือจากคนของกรมอื่นตักตวงผลประโยชน์ส่วนตน…”
“แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเรายังไม่มีหลักฐานเอาผิดแน่ชัด…”
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือของตนเอง
“มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หญิงขมวดคิ้ว
“เสนาบดีกรมกลาโหมแอบยักยอกม้าหลวงและสิ่งของอื่น ๆ อีกพอสมควร ไม่ทราบว่าพอจะใช้เป็นหลักฐานเอาผิดได้หรือไม่?” จ้าวอู่เจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เขายักยอกม้าเหงื่อโลหิตห้าสิบตัว”
ดวงตาของฮ่องเต้หญิงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางไม่ทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร? แล้วทำไมจ้าวอู่เจียงถึงทราบเรื่องนี้ได้กันเล่า?
“เจ้าพูดจริงหรือ?” ฮ่องเต้หญิงมีสีหน้าครุ่นคิด
ดวงตาของฮ่องเต้หญิงเป็นประกายระยิบระยับ นางรู้จักจ้าวอู่เจียงมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แม้ว่าบางครั้งคนผู้นี้อาจจะพูดจาไม่น่าฟังอยู่บ้าง แต่จ้าวอู่เจียงก็ไม่เคยตัดสินใจสิ่งใดผิดพลาดมาก่อน
จ้าวอู่เจียงคงใช้วิธีการบางอย่างในการโค่นล้มเฉินอันปังได้สำเร็จ แต่เมื่อไหร่กันล่ะ?
แล้วฮ่องเต้หญิงก็นึกอะไรบางอย่างได้ ดวงตาของนางเบิกโต จับจ้องมองไปยังจ้าวอู่เจียงอีกครั้ง นึกถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยออกมาจากกายของขันทีหนุ่มขึ้นมาในทันที
หัวใจของนางกระตุกวูบ สูดหายใจเข้าลึก หัวคิ้วคลายลง แล้วกล่าวด้วยเสียงสงบสุขุม
“ขอบใจเจ้ามาก”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า และตอบรับกลับไปอย่างเรียบเฉย
“ไม่ว่าโลกนี้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงเพียงใด ไม่ว่าภายในราชสำนักจะเกิดคลื่นใต้น้ำแค่ไหน แต่วิธีเดียวที่ฝ่าบาทจะสามารถอยู่รอดต่อไปได้ ก็คือการพึ่งพาอำนาจของตนเองเท่านั้น กระหม่อมขอตัวไปฝึกวิชาก่อน…”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนช้า ๆ เปิดประตู และเดินจากไป
ความเย็นชาบนใบหน้าของฮ่องเต้หญิงละลายหายไปอย่างเงียบงัน เมื่อจ้าวอู่เจียงจากไปแล้ว ความสับสนในดวงตาก็ยิ่งชัดเจนมากกว่าเดิม หลังจากผ่านไปอึดใจใหญ่ ในที่สุดนางก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
ครึ่งชั่วยามให้หลัง เจี๋ยสืออู่ก็กลับมารายงานผลการสืบสวน
เสนาบดีกรมกลาโหมขโมยม้าเหงื่อโลหิตไปห้าสิบตัวจริง ๆ แต่บัดนี้ไม่มีผู้ใดสามารถติดต่อ หรือทราบที่อยู่ของเสนาบดีกรมกลาโหมเลยแม้แต่คนเดียว
หัวใจของฮ่องเต้หญิงอดสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ เมื่อนางได้รับทราบข่าวนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า