ไม่มีทางที่จะวางแผนการรักษาให้หรงอิ้งเซิ่งได้เร็วขนาดนั้น
วันต่อมา หรงฉือจึงแวะไปยังโรงพยาบาลก่อน แล้วค่อยกลับไปทำงานที่บริษัท
ประธานถังบินถ่อมาจากต่างมณฑลเพื่อพูดคุยเจรจากับเธอและอวี้มั่วซวิน
ตอนเที่ยง หรงฉือกับอวี้มั่วซวินเชิญประธานถังไปทานข้าวข้างนอก
ความจริงพวกเขาก็พูดคุยตกลงกันถึงเรื่องการร่วมมือมาได้พอประมาณแล้ว ระหว่างทางอวี้มั่วซวินจึงถามประธานถังว่าวางแผนจะกลับเมื่อใด
ประธานถังกล่าวยิ้ม ๆ “รอบนี้ว่าจะอยู่ต่ออีกสองสามวัน เพราะพรุ่งนี้ผมยังมีอีกหนึ่งการร่วมมือที่ต้องเจรจา”
อวี้มั่วซวินกล่าวด้วยท่าทางสนอกสนใจ “อ้อ? การร่วมมืออะไรเหรอครับ?”
“การร่วมมือกับทางซวิ่นตู้น่ะ”
หรงฉือกับอวี้มั่วซวินได้ฟังดังนั้น รอยยิ้มพลันจืดจางลงหลายส่วนทั้งคู่
ประธานถังกลับไม่สังเกตเห็นว่าพวกเขามีสีหน้าผิดปกติ
สำหรับความขัดแย้งระหว่างฉางโม่และซวิ่นตู้นั้น เขาเองก็ไม่รู้เรื่องด้วยเช่นกัน
เขาเอ่ยต่อ “ไม่กี่วันก่อนซวิ่นตู้มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ผมได้ยินว่าตอนนี้ทั้งวงการต่างมองว่ามันน่าจะมีศักยภาพในการพัฒนาที่ดีมาก เมื่อวานนี้ผู้อำนวยการหลินจากซวิ่นตู้โทรศัพท์มาหาผม บอกว่าอยากเจรจาร่วมมือกับผม ผมได้ฟังแล้วรู้สึกว่าค่อนข้างไม่เลว ก็เลยรับปากไปน่ะครับ”
พักนี้อวี้มั่วซวินกับหรงฉือต่างยุ่งกันมาก จึงไม่มีเวลามาสนใจข่าวคราวพวกนี้เลยจริง ๆ
ครั้นได้ยินเรื่องนี้กะทันหัน พวกเขาพลันสีหน้าหมองหม่นลงเล็กน้อย
อวี้มั่วซวินเหลือบมองหรงฉือแวบหนึ่ง แล้วจึงค่อยพูดว่า “อย่างนี้นี่เอง...”
พวกเขาสนทนากันไปได้สักครู่หนึ่ง ก็มาถึงยังจุดหมายปลายทางแล้ว
พอกินข้าวเสร็จ พวกเขากำลังจะออกจากภัตตาคาร ก็บังเอิญเจอพวกหลินอู๋ที่หน้าลิฟต์
“ประธานหลิน”
ครั้นเห็นหลินอู๋กับหลินลี่ไห่ ประธานถังก็พุ่งตัวเข้าไปกล่าวคำทักทายด้วยความกระตือรือร้น
ทางด้านหลินอู๋กับหลินลี่ไห่ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะได้พบประธานถังกับพวกหรงฉือ
เมื่อเห็นว่าประธานถังทักทายพวกเขา หลินลี่ไห่กับหลินอู๋กล่าวยิ้ม ๆ “ที่แท้ก็ประธานถังนี่เอง”
พอถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันตามมารยาทแล้ว ประธานถังมองไปยังหรงฉือกับอวี้มั่วซวิน ก่อนเอ่ย “ประธานหลิน สองท่านนี้คือ...”
อวี้มั่วซวินรอยยิ้มเฉยชา “ไม่ต้องแนะนำหรอกครับ เรารู้จักกัน“
ประธานถังพูดพลางหัวเราะ “ใช่ ตอนมาคราวก่อน เราก็ได้เจอกันแล้วนี่นา ดูผมสิ ขี้ลืมจริงเชียว”
ประธานถังเอ่ยชมอย่างอดไม่ได้ “ตอนนี้บริษัทของประธานหลินกับผู้อำนวยการหลินล้วนก้าวหน้าไปได้ด้วยดีทั้งคู่ ช่างน่าอิจฉาจริง ๆ”
ครั้นได้ยินคำชมเชยของประธานถัง หลินอู๋และหลินลี่ไห่ต่างก็ยิ้มแฉ่ง
ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนที่ฝ่ายเทคนิคของซวิ่นตู้ก้าวข้ามผ่านด่านยากไปได้ หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป รถยนต์ไร้คนขับของซวิ่นตู้ก็มีศักยภาพในการแข่งขันในแวดวงเอไอมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากเขาเป็นห่วงความรู้สึกของหรงฉือ ในท้ายที่สุดแล้วจึงไม่ได้กล่าวคำพูดนี้ออกมา
เพียงแต่ในใจก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเอามาก ๆ เลยจริง ๆ
ครั้นกลับมาถึงบริษัท คนทั้งสองกำลังประชุมงานกันอยู่ จู่ ๆ ก็ได้รับการแจ้งข่าวว่าซวิ่นตู้ได้โอนค่าชดเชยก้อนสุดท้ายกว่าห้าร้อยล้านเข้าบัญชีมาเรียบร้อยแล้ว
อวี้มั่วซวินชะงักไปชั่วครู่ “รวบรวมเงินได้เร็วขนาดนี้เชียว?”
หรงฉือพูด “ดูท่าแล้วก็คงจะใช่”
พวกเขาต่างเงียบไป
ผ่านไปพักใหญ่แล้วถึงค่อยคุยเรื่องงานต่อ
ตกบ่าย หลังจากประชุมเสร็จ จู่ ๆ หรงฉือก็ได้รับสายจากฉู่จื่อหลาน “เสี่ยวฉือ เธอรู้เรื่องซวิ่นตู้แล้วหรือยัง?”
หรงฉือ “รู้แล้วละ”
“นังแพศยานั่นโชคดีจริง ๆ ถ้ารถยนต์ไร้คนขับของซวิ่นตู้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขนาดนั้นจริง งั้นก็...”
หรงฉือกำมือที่วางอยู่บนเมาส์แน่น ยังไม่ทันได้พูด ฉู่จื่อหลานก็กล่าวต่ออีกว่า “อีกอย่าง ได้ยินว่าตอนนี้บริษัทของพ่อเฮงซวยของเธอก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วย โปรเจกต์การสร้างระบบจราจรอัจฉริยะของแพลตฟอร์มการจราจรของรัฐบาลในครั้งนี้ ก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะคว้ามันไปได้เหมือนกัน ถ้าพวกเขาได้โปรเจกต์นี้ไปจริง ๆ งั้นก็นับได้ว่าหลินซื่อเทคโนโลยีมีเชื่องเสียงในเมืองตูเฉิงแล้ว”
หรือพูดอีกอย่างก็คือเฟิงถิงเซินอาศัยเพียงกำลังของตนเองช่วยให้หลินอู๋กับคนตระกูลหลินสามารถยืนอยู่ในเมืองตูเฉิงได้อย่างมั่นคงจริง ๆ
เมื่อได้เห็นว่าตระกูลหลินกำลังรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ ฉู่จื่อหลานก็รู้สึกว่ามันช่างไม่ยุติธรรมเลยจริง ๆ “มีสิทธิ์อะไรกัน? ทำไมคนชั่วพวกนั้นถึงได้มีชีวิตที่ดีขนาดนี้?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: คุณเฟิง คุณผู้หญิงอยากหย่ากับคุณตั้งนานแล้ว
7เหรียญ อ่านได้กี่ตอน...
จะมีลงต่อมั้ยค่ะ...
อยากให้ลงวันละ 10 ตอนจะขอบคุณมากค่ะ...
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรีนะคะ แต่เราเติมเงินได้เมื่อซื้อบัตรเติมเงินเอไอเอสเท่านั้น เราไม่ได้มีเงินมากมายพอทำบัตเครดิตได้ ขอโทษนะคะ...