คดีวางเพลิงตระกูลโจวสร้างความตะลึงให้กับแวดวงสังคมชนชั้นสูงอีกครั้ง!
หลังจากที่ตำรวจเข้ามาสืบสวน พบว่าผู้เสียชีวิตนอกจากโจวเจิ้นเซิงและคนใช้ของตระกูลโจวไม่กี่แล้ว ยังมีศพปริศนาที่ถูกไฟคลอกเพิ่มอีกหนึ่งศพ
เมื่อทำการตรวจสอบดีเอ็นเอก็ยืนยันว่าศพปริศนานั้นคือจ้าวเทียน ผู้ต้องหาหลบหนีที่เพิ่งถูกออกหมายจับในช่วงที่ผ่านมา!
จากการตรวจสอบภาพวงจรปิด ตำรวจยืนยันได้ว่าคนที่วางเพลิงก็คือจ้าวเทียนจริง ๆ
แต่จ้าวเทียนไม่เคยมีความแค้นกับตระกูลโจว แล้วเขาจะวางเพลิงไปเพื่ออะไร?
คดีวางเพลิงตระกูลโจวจึงกลายเป็นหัวข้อร้อนแรงที่สุดของแวดวงสังคมชนชั้นสูงในช่วงหลายวันมานี้
เมื่อโจวเจิ้นเซิงตายไป ผู้นำตระกูลจึงกลายเป็นของโจวป๋อถิงโดยไม่ต้องสงสัย
โจวป๋อถิงขึ้นครองตำแหน่งผู้นำตระกูลโจว กุมอำนาจสูงสุดของตระกูลโจวอยู่ในมือ ในเวลาสั้น ๆ เพียงสองเดือน จากที่เคยเป็นเพียงลูกนอกสมรสที่ไร้คนรู้จัก กลับกลายมาเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดของตระกูลโจว!
ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนกล่าวว่าโจวป๋อถิงไม่ธรรมดา เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตระกูลโจวในช่วงนี้ ล้วนแล้วแต่มีโจวป๋อถิงกำกับอยู่เบื้องหลัง
ข่าวลือเช่นนี้แพร่กระจายไปทั่วแวดวงสังคมชนชั้นสูงของเมืองเป่ย วงการธุรกิจเริ่มหวาดเกรงโจวป๋อถิงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ โจวป๋อถิงจึงถูกตำรวจจัดให้เป็นบุคคลที่ต้องสอบสวนเป็นพิเศษ
แต่หลังจากผ่านการสืบสวนไปหนึ่งสัปดาห์ ก็ไม่พบปัญหาหรือพิรุธใด ๆ จากตัวโจวป๋อถิงเลย
เพราะจ้าวเทียนเป็นอาชญากรที่เคยก่อเหตุซ้ำ ตำรวจจึงสรุปว่า เขาลงมือวางเพลิงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางทรัพย์สิน แต่อาจควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ไฟลุกลามรวดเร็วเกินไป สุดท้ายจ้าวเทียนเองก็ต้องสังเวยชีวิตในกองเพลิง
คดีวางเพลิงตระกูลโจวจึงถูกปิดไป
โจวป๋อถิงจัดงานศพให้โจวเจิ้นเซิงอย่างสมเกียรติในฐานะผู้นำตระกูล
ในวันงานศพ หลินหลานอี๋ร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวดไม่หยุด สุดท้ายถึงกับเป็นลมล้มพับ จนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
เมื่อหลินหลานอี๋ฟื้นขึ้นที่โรงพยาบาล โจวอวี๋ชูก็กลับมาพอดี หลังจากออกไปรับรายงานผลตรวจ
“เสี่ยวชู”
หลินหลานอี๋ไม่ได้แกล้งเป็นลม แต่เธอเป็นลมล้มพับไปจริง ๆ
แม้ความเศร้าที่แสดงออกมาจะเป็นการแสดง แต่การร้องไห้ให้สมจริงก็สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไม่น้อย
ตอนนี้แม้จะได้สติแล้ว แต่เธอยังคงรู้สึกเวียนศีรษะ ร่างกายก็ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง
เธอนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าซีดเผือด บวกกับดวงตาที่ผ่านการร้องไห้จนบวมแดง
เมื่อมองเช่นนี้ ในที่สุดก็เห็นได้ว่ามีเค้าลางความโรยราของอายุปรากฏอยู่บ้าง
โจวอวี๋ชูมองแล้วรู้สึกอารมณ์ดีไม่น้อย!
เธอเดินเข้ามา แล้วยื่นรายงานผลตรวจที่ถืออยู่ในมือให้หลินหลานอี๋
“แม่ ดูนี่สิคะ”
ได้ยินเช่นนี้ หลินหลานอี๋ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว ปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น!
โจวอวี๋ชูค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองหลินหลานอี๋ที่ล้มตัวลงบนเตียง ร่ำไห้ด้วยความทุกข์ทรมานไม่ไหว มุมปากของเธอก็ยกขึ้นยิ้มอย่างเย็นชา
เจ็บปวดใช่ไหม?
เจ็บปวดก็ถูกแล้ว
ค่อย ๆ ลิ้มรสความทุกข์ไปเถอะ เพราะนี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง
โจวอวี๋ชูจัดหาพยาบาลผู้หญิงมาดูแลหลินหลานอี๋ แล้วก็แสร้งทำทีเอ่ยปลอบใจอยู่สองสามประโยค ก่อนจะอ้างว่าต้องเข้ากองถ่ายจึงรีบออกไป
หลินหลานอี๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสองวันก็ออกจากโรงพยาบาล
ทางโรงพยาบาลได้ทำการบันทึกข้อมูลไว้เรียบร้อยก็ออกจากโรงพยาบาล สามวันที่หลินหลานอี๋กลับไปอยู่ที่คฤหาสน์เหยาเยว่แบบซังกะตาย ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ
เพื่อให้หลุดพื้นจากโจวเจิ้นเซิงจึงไปเกาะกู้เจิง และถึงได้ลำบากตัวเองไป...กับจ้าวเทียน
แต่ตอนนี้ เธอถึงติดโรคร้ายนี้เพราะจ้าวเทียน หรือเธอเธอต้องยอมทิ้งกู้เจิงเพราะโรคนี้เหรอ?
ที่เธอวางแผนมาทั้งหมด ก็เพื่อให้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ได้ใช้ชีวิตในฐานะคุณนายตระกูลมหาเศรษฐีจริง ๆ เหรอ?
แล้วเธอจะยอมทิ้งมันไปได้อย่างไร!
หลินหลานอี๋ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่ยอมแพ้ กระทั่งสามวันต่อมา เธอก็ฮึดสู้ เปลี่ยนชุดกี่เพ้าสุดเย้ายวน แต่งหน้า คว้ากระเป๋าขึ้นรถ แล้วมุ่งตรงไปยังโรงแรมที่เธอกับกู้เจิงเคยไปเป็นประจำ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: คุณทนายตัวร้าย ฉันขอบายนะคะ
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรีบางส่วนนะคะ เนื่องจากไม่เคยมีบัตรเครดิต ควรให้มีการเติมเงินโดยซื้อบัตรเติมเงินเอไอเอสนะคะ...