เสิ่นชิงซูกลับพูดว่า “กลับสตูดิโอก่อนเถอะค่ะ”
“สตูดิโอ?”
“เอาพระมาแล้วไม่ใช่เหรอคะ?” เสิ่นชิงซูหันไปมองเขา “ฉันอยากดูของก่อน”
เวินจิ่งซียิ้มทีหนึ่ง “ได้”
ความจริงเขาก็อดรนทนไม่ไหวอยากเห็นฝีมือที่แท้จริงของเสิ่นชิงซูเหมือนกัน
ดูสิว่าเป็นอัจฉริยะยังไงถึงทำให้อาจารย์เจี่ยงที่เข้มงวดมาตลอดคิดถึงตลอดเวลาแม้จะผ่านไปห้าปีแล้วก็ตาม
พอถึงสตูดิโอ เสิ่นชิงซูก็เปลี่ยนเป็นชุดทำงาน
ในห้องบูรณะเสิ่นชิงซูเปิดภาชนะที่บรรจุวัตถุโบราณออกแล้ววางอยู่บนโต๊ะทำงาน ตามด้วยสแกน
ส่งข้อมูลวิเคราะห์ไปยังคอมพิวเตอร์
“ของจริงเสียหายหนักกว่าในรูปมาก ระดับความยากในการบูรณะมีสูงมาก” เสิ่นชิงซูสีหน้าจริงจัง “การแกะสลักเซรามิกนี้เป็นแบบดั้งเดิม มีวัตถุดิบบางอย่างที่หายาก”
เวินจิ่งซีเอามือสอดเข้ากระเป๋าข้างหนึ่ง ท่าทางเหมือนดูเรื่องสนุก “พูดมาตั้งเยอะแยะ คุณคงไม่ได้จะบอกผมว่าคุณบูรณะไม่ได้หรอกนะ”
“บูรณะได้ค่ะ” เสิ่นชิงซูถอดถุงมือออกแล้วเงยหน้ามองเวินจิ่งซี “แต่ต้องใช้เวลาหน่อย”
เวินจิ่งซี “อาจารย์บอกว่าอย่างมากครึ่งเดือน”
ครึ่งเดือน?
เสิ่นชิงซูเม้มริมฝีปาก พูด “ไม่ต้องนานขนาดนั้นหรอกค่ะ หนึ่งอาทิตย์ก็บูรณะเสร็จแล้ว”
เวินจิ่งซี “?”
เขาจงใจพูดให้น้อยว่าครึ่งเดือน ความจริงอาจารย์ให้เวลาหนึ่งเดือน อย่างไรวัสดุที่ใช้ในการบูรณะพระก็หายาก
เวินจิ่งซีกระแอมกระไอพูดย้ำ “เสิ่นชิงซู ผมต้องเตือนคุณนะ วัตถุโบราณชิ้นนี้หายากมาก จะทำเป็นเล่นไม่ได้นะ!”
“ฉันรู้ค่ะ”
เสิ่นชิงซูมองพระพุทธรูปแกะสลักกระเบื้องเคลือบบนโต๊ะ ดวงตางามเปล่งประกายแสงแห่งความแน่วแน่
“อาจารย์เคยบอกว่าวัตถุโบราณแต่ละชิ้นคือผู้ยืนยันประวัติศาสตร์ ทุกการบูรณะล้วนแล้วแต่เป็นการสนทนากับประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง นักบูรณะศิลป์ต้องยำเกรงในประวัติศาสตร์และมีสปิริตของช่างอยู่เสมอ ฉันไม่เคยลืมคำพูดพวกนี้ค่ะ”
……
เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีน้าฉินเฝ้าอยู่ เสิ่นชิงซูจึงพักที่สตูดิโอ ส่วนเวินจิ่งซีหาโรงแรมแห่งหนึ่งพัก
เช้าวันต่อมา เสิ่นชิงซูถูกเสียงโทรศัพท์ของไลน์ปลุกตื่นตั้งแต่ยังไม่หกโมง
เมื่อคืนหลังจากเวินจิ่งซีกลับแล้ว เธอก็ค้นหาข้อมูลจำนวนหนึ่งในอินเทอร์เน็ต กระทั่งตีสองถึงจะเข้านอน
เธอสะลึมสะลือกดรับสาย “ฮัลโหล?”
“เลิกนอนได้แล้ว...” เสียงแผ่วเบาราวกับจะตายของเวินจิ่งซีดังมาจากปลายสาย “รีบมาช่วยผมที่โรงแรมเร็ว...”
เสิ่นชิงซูขมวดคิ้ว “คุณเป็นอะไรไป?”
“ลำไส้อักเสบค่ะ ไม่เป็นปัญหาใหญ่”
ฉินเยี่ยนเฉิงพยักหน้า “งั้นก็ดีครับ”
เขาปราดตามองฟู่ซือเหยียนอีก แต่ฟู่ซือเหยียนก็ยังทำหน้าตึงเหมือนเดิม ไม่พูด แต่ก็ไม่ขยับ
ฉินเยี่ยนเฉิงรู้สึกอีหลักอีเหลื่อ
“พวกคุณคุยกันนะคะ” เสิ่นชิงซูฉินพยักหน้ากับเยี่ยนเฉิง แล้วเดินผละออกจากฟู่ซือเหยียนตรงดิ่งเข้าโถงฉุกเฉิน
รอจนเดินไปไกลแล้ว ฉินเยี่ยนเฉิงถึงได้มองฟู่ซือเหยียน “เพื่อนคนนั้นของคุณเสิ่นน่าจะเป็นเวินจิ่งซีละมั้ง? เช้าอย่างนี้ก็มาโรงพยาบาลด้วยกัน เมื่อคืนพวกเขาคงไม่ได้พักอยู่ด้วยกันหรอกนะ?”
พอฟู่ซือเหยียนได้ยินอย่างนี้ แววตาพลันมืดมิด ตบประวัติการรักษาตรงหน้าอกของฉินเยี่ยนเฉิง “ฉันไม่สนใจอยากรู้”
ครั้งนี้ลงมือหนักมาก ฉินเยี่ยนเฉิงถูกตีจนไอติดต่อกันหลายที
คนที่เคยเข้าร่วมหน่วยรักษาสันติภาพก็น่ากลัวอย่างนี้นี่แหละ ตีจนเกือบทำเขาจุก
“นายไม่สนใจอยากรู้ หรือว่าไม่อยากรู้กันแน่?” ฉินเยี่ยนเฉิงแกว่งประวัติการรักษาในมือ “เช้ามาก็มาถามอาการของเจียงเยว่หลานกับฉัน ฟู่ซือเหยียน นายเป็นห่วงเจียงเยว่หลานหรือว่าเป็นห่วงคุณเสิ่นกันแน่?”
ฟู่ซือเหยียนขมวดคิ้วมุ่น หน้าดำขึงขัง
รู้จักเป็นเพื่อนกันมานาน ฉินเยี่ยนเฉิงยังไม่เคยเห็นฟู่ซือเหยียนผิดปกติแบบนี้มาก่อน
พอนึกถึงโจวอวี๋ชูกับฟู่ซืออวี่ ฉินเยี่ยนเฉิงก็เก็บรอยยิ้มหยอกล้อ และกระซิบ “เพื่อน นายแปลกไปนะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: คุณทนายตัวร้าย ฉันขอบายนะคะ
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรีบางส่วนนะคะ เนื่องจากไม่เคยมีบัตรเครดิต ควรให้มีการเติมเงินโดยซื้อบัตรเติมเงินเอไอเอสนะคะ...