นัทธีประเมินอยู่สักพัก หลังจากแน่ใจว่าเจ้าตัวน้อยสงบลงแล้ว ก็เอามือออก แล้วก็ยิ้มเบาๆ “เด็กน้อยเรี่ยวแรงไม่ได้น้อยเลยนะ”
ถึงแม้ว่าฝ่ามือที่โดนทิ้งเมื่อกี้จะไม่ได้เจ็บอะไร แต่เขาก็สามารถรับรู้ได้ว่า เด็กน้อยนี้มีเรี่ยวแรงเยอะจริงๆ
“ใช่สิ ไม่อย่างนั้นฉันจะเจ็บได้ยังไงกันล่ะ”วารุณีจับท้องของตัวเองแล้วก็ยิ้มพร้อมกับพูดออกมา
หลังจากที่นัทธีได้ยินดังนั้น สายตาของเขาก็มองไปที่ท้องของเธอ “ลูกรัก ต่อไปเวลาขยับอ่อนโยนในนะ ไม่อย่างนั้นหม่ามี๊จะเจ็บเข้าใจไหม ?”
พอเห็นผู้ชายคนนั้นเกี่ยวกล่อมท้องของเธอด้วยท่าทางที่จริงจัง วารุณีก็รู้สึกว่ามันน่าขำ แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจในเวลาเดียวกัน
“เอาน่านัทธี ไม่มีอะไรหรอก ความเจ็บปวดเล็กน้อยแบบนี้ฉันทนได้ แล้วอีกอย่างนี้มันหมายความว่าลูกน้อยของพวกเราแข็งแรงดีนะ” เธอดึงมือของเขามาจาก
นัทธีมองมาที่เธอ “ทนไหวจริงๆหรอ?”
“แน่นอนสิ ลูกน้อยก็ไม่ได้ขยับบ่อยขนาดนั้น”วารุณีพยักหน้า
พอเห็นดังนี้ นัทธีก็ไม่ได้พูดอะไรต่อมากมาย วางแท็บเล็ตไว้ข้างๆ โอบแขนรอบเอวของเธอ ปิดไฟแล้วก็พักผ่อน
วันที่สอง ลีน่าไม่รู้ว่าไปซื้อตั๋วมาจากไหน เป็นตัวนิทรรศการเครื่องประดับสองสามใบ ในงานนิทรรศการนั้นมีเครื่องประดับครบชุดที่ทำจากหินออบซิเดียน ดังนั้นก็เลยเชิญวารุณีกับเชอรีนไปดูด้วย
วารุณีเอ็งก็อยากไปมากเหมือนกัน เพราะว่าเธออ่านโบชัวร์แล้วมันบอกว่า ในงานนิทรรศการนี้ยังมีชุดราตรีชั้นสูงอยู่หลายชุด เธอก็เลยอยากจะไปดูหน่อย
ครั้งนี้นัทธีก็ไปด้วยเหมือนกัน การปรากฏตัวขึ้นเมื่อวานของนวิยา ทำให้เขาตระหนักใดบ้างนวิยากับนิรุตติ์มีการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ ช่วงนี้เขาก็เลยไม่กล้าแยกห่างจากวารุณี
เขากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอตอนที่เขาไม่อยู่
สำหรับลูกทั้งสองคนนั้น พวกเขาก็ไม่ได้พาไปด้วย ผู้คนที่อยู่ในเขตคฤหาสน์แห่งนี้มีแต่คนที่มีสถานะในรัฐ และก็มียามอยู่ทุกแทบมุมในคฤหาสน์นี้
เด็กทั้งสองคนอยู่ที่บ้านจะปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอก
พวกนิรุตติ์เองก็ไม่กล้ามาทำกำเริบเสิบสานแถวคฤหาสน์ดอก เว้นเสียแต่ว่าต้องการยั่วความเกลียดชังที่เกิดขึ้นจากเขตขนาดนี้
พอมาถึงงานนิทรรศการ ลีน่ากับเชอรีนก็ไปดูเครื่องประดับด้วยกัน ส่วนวารุณีกับนัทธีก็ไปดูชุดราตรี
การออกแบบชุดเหล่านี้มันดีมาก โดยเฉพาะแบบของลายพิมพ์ วารุณีชอบมาก เธออดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปเก็บไว้ คิดว่าเดี๋ยวกลับไปจะให้อาจารย์มาลองศึกษาดู
สองปีมานี้การออกแบบของอาจารย์มาถึงจุดสิ้นสุด ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาขึ้นเลย ดังนั้นก็เลยเริ่มศึกษาเกี่ยวกับลายพิมพ์
เชื่อว่าถ้าเกิดว่าอาจารย์เห็นลายพิมพ์ของนักออกแบบคนนี้แล้ว จะต้องดีใจแน่ๆ
หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้ว วารุณีเซฟรูปให้เรียบร้อย แล้วก็หันหน้าไปพูดกับผู้ชายข้างๆว่า “นัทธี ฉันไปห้องน้ำก่อนนะ”
คนท้องก็เป็นอย่างนี้แหละ วันนึงไปเข้าห้องน้ำตั้งหลายครั้ง ประมาณชั่วโมงละครั้งได้
บางทีเธอก็รู้สึกรำคาญใจเป็นอย่างมาก
“เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน” นัทธีพูดพร้อมกับสะพายกระเป๋าให้เธอ
วารุณีส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก อยู่แค่ด้านหลังนี่เอง ไม่นานเดี๋ยวฉันก็กลับมา”
พอพูดจบ เธอก็เดินออกนอกประตูหลังไป
ในห้องน้ำไม่ได้มีคน พอวารุณีเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วเดินออกมานั้น ก็ได้ยินเสียงคนเรียกตัวเอง “วารุณี”
เสียงนี้มัน......
รูม่านตาของวารุณีหดลงในทันที เราก็รีบหันหน้าไปมอง ตรงสุดทางเดินนั้น นิรุตติ์ยืนอยู่ตรงนั้น แล้วก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายให้กับเธอ “วารุณี ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะ!”
“นิรุตติ์! คุณปรากฏตัวขึ้นจริงๆด้วย!”วารุณีมองเขา แล้วก็หยิบโทรศัพท์ออกมาเตรียมจะโทรเรียกคนมา
เหมือนกับว่านิรุตติ์ได้คาดการณ์เอาไว้แล้ว ตอนที่เธอหยิบโทรศัพท์ออกมานั้น หลังจากที่ยิ้มให้เธออีกครั้งก็หันหลังแล้วก็วิ่งออกไป
วารุณีเห็นดังนั้น ก็รีบตามไปโดยอัตโนมัติ “อย่าหนี หยุดอยู่ตรงนั้น!”
นิรุตติ์ไม่หยุด เมื่อเธอไล่ตามเขาไปถึงจุดที่เขายืนอยู่ ก็เห็นว่าเขาวิ่งเข้าไปในลิฟต์
วารุณีกัดฟันแน่น แล้วก็รีบตามไปในทันที เห็นว่าลิฟต์กำลังขึ้นไปชั้นบน ไม่รู้ว่าไปชั้นไหน
ไม่มีทางเลือก เธอต่อสายโทรหานัทธี น้ำเสียงดูรีบร้อนเป็นอย่างมาก “นัทธี เร็ว นิรุตติ์อยู่นี่ ตอนนี้เขาอยู่ในลิฟต์ กำลังขึ้นไปชั้นบนแล้ว รีบให้คนมาตามเร็ว!”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พิชิตใจหม่ามี๊ตัวแสบ
อ่านจบครบทุกตอนแล้วค่ะ สนุกมากค่ะเนื้อเรื่องน่าติดตาม ติดงอมแงมเลย นางเอกฉลาดทันคนดีค่ะ ขอติอย่างเดียวคือ พิมพ์ผิดเยอะมากทำให้เสียอรรถรสใน การอ่าน เป็นกำลังใจให้นักเขียนนะคะ🫶🏻...
แล้วกโอ้เอ คุยยืดยาดอยู่นั่น หนีสิคะ ไปหาตำรวจก่อน แจ้งว่ามีสตอคเกอร์ ขอความคุ้มครองจากตำรวจ รอนัทธีส่งคนไปรับ...
นางเอกโง่มาก มีคนชั่วอยู่ในบ้าน ก็ต้องรีบกำจัดสิ เก็บไว้ให้มันทำร้ายตัวเองกับลูกเหรอ น่าจะรีบบเอาวีดีโอให้สามีดูแล้วแจ้งตำรวจ...