บทที่ 1020 เปลี่ยนจุดแข็งเป็นจุดอ่อน
………………..
เฟิงหลินเทาฉลาดหลักแลม ที่หลอกใช้เผ่ามนุษย์และแดนศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแกล้งตายและหลบหนี
อีกทั้งยังระมัดระวังตัวอย่างยอ่ง เขาแกล้งตายครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อตัดขาดร่องรอยทั้งหมดทิ้งไป
แต่เขา…น่าเวทนาอย่างยิ่ง
ทั้งเป็นเหยื่อล่อของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิว ทั้งยังเป็นปลาที่เยวี่ยตงต้องการที่จะตกให้ได้
การมีสถานะทั้งเหยื่อล่อปลาและปลาในเวลาเดียวกัน กล่าวได้ว่านี่คือชะตากรรมของเฟิงหลินเทาแล้ว
และในยามนี้เอง เขาที่มีสถานะสองอย่าง กำลังเร่งรีบเดินทางอยู่ในแดนใหญ่ธุลีสมุทร จุดหมายคือทิศอุดรของดินแดนต้องประสงค์
เขาต้องการที่จะฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่ดินแดนต้องประสงค์และแดนศักดิ์สิทธิ์เปิดฉากสงคราม เดินทางรุดหน้าอย่างเงียบเชียบ ในน้ำขุ่นนี้ เพื่อที่จะเข้าไปในที่ราบน้ำแข็งนิรันดร์แห่งทิศอุดรดินแดนต้องประสงค์ และฝึกบำเพ็ญวิชาสืบทอดจากจักรพรรดิพิสดารบันลือภายใต้ความหนาวเหน็บอันไร้สิ้นสุดนั้น
เฟิงหลินเทาเชื่อมั่นว่า ด้วยพรสวรรค์ ผนวกกับการเตรียมการของตนเอง ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จนั้นมีสูงมาก
“น่าเสียดายตรงที่ข้าได้รับวารีศักดิ์สิทธิ์พิศดารบันลือในตอนนั้นน้อยเกินไป มิฉะนั้น อัตราประสบความสำเร็จจะสูงถึงเจ็ดส่วนขึ้นไป!”
เฟิงหลินเทาสูดลมหายใจเข้าลึก เพิ่มความเร็วเต็มที่ มุ่งหน้าไปยังที่ห่างไกลอย่างรวดเร็ว
หลายวันต่อมา เขาเดินทางเลี่ยงขอบเขตของแดนใหญ่ธุลีสมุทร อ้อมเขตเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์ เตรียมที่จะเดินทางผ่านนภาคิมหันต์แห่งนี้ ออกจากแดนบูรพา
แม้ว่าเกิดสงครามและความตื่นตระหนกไปตลอดเส้นทาง และยังต้องเผชิญกับอสูรกลายพันธุ์อยู่บ้าง แต่ด้วยการรับมืออย่างระมัดระวังของเฟิงหลินเทา เขาก็สามารถคลี่คลายปัญหาไปได้ทีละอย่าง ในที่สุดก็เดินทางไปถึงอย่างปลอดภัย
เขาใส่ใจกับกายเนื้อปัจจุบันนี้มาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อแน่ใจว่ายามนี้ตนเองปลอดภัยแล้ว เขาจึงมิได้ใช้วิธีเสี่ยงตายในการหยั่งเชิงเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป
พฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อตกอยู่ในสายตาของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวที่ซ่อนกายอยู่บนท้องฟ้า ในที่สุดทั้งสองก็รู้สึกว่าเรื่องราวเริ่มจะราบรื่นขึ้นแล้ว
ก่อนหน้านี้หลังจากที่เฟิงหลินเทาแกล้งตายเป็นครั้งที่สอง พวกเขาก็กลับมาจับตำแหน่งได้อีกครั้ง และเร่งความเร็วตามมา ใยามนี้เมื่อเห็นเฟิงหลินเทาเริ่มที่จะทะนุถนอมตนเอง เอ้อร์หนิวก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
“เจ้าเด็กเฟิงคนนี้ ในที่สุดก็ทำให้คนวางใจได้เสียที”
“เป็นเหยื่อล่อปลาดีๆ มันยากตรงไหนกัน ถึงต้องดิ้นรนไปมาขนาดนี้ เขามิคำนึงถึงความรู้สึกของคนตกปลาอย่างพวกเราบ้างหรือไร!”
“ถึงได้บอกอย่างไรเล่า เจ้าเฟิงหลินเทาคนนี้ แย่กว่าพวกเราสองคนเพสียอีก ตอนที่พวกเราสองคนเป็นเหยื่อล่อปลา ง่ายว่างามเสียมิมี!”
เอ้อร์หนิวมองเฟิงหลินเทาที่กำลังบุกทะลวงป่าดงเบื้องล่าง แล้วกล่าวกับสวี่ชิง
สวี่ชิงเหลือบมองเอ้อร์หนิวผาดหนึ่ง นึกถึงตอนอยู่ในทะเลนอกที่เอ้อร์หนิวพูดอะไรก็ได้อย่างนั้น เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เขารู้สึกว่าที่จริงแล้วเฟิงหลินเทายังดีเสียกว่า อย่างน้อยที่สุด…ก็มิอาจดึงดูดเทพเจ้าน่ากลัวและสัตว์ร้ายยักษ์ที่กลืนกินทั้งสองฝ่ายมาได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าศิษย์พี่ใหญ่กำลังมีอารมณ์สนุกสนานอย่างมาก สวี่ชิงก็มิได้ทักท้วงอะไร คนทั้งสองซ่อนเร้นในความเงียบงัน ติดตามไปห่างๆ รอคอยการปรากฏตัวของปลา
แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปอีกห้าวัน
เรื่องราวของเฟิงหลินเทา เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ฝ่ายแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมาร นำประกาศจับที่ถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้เนื่องจากลอบสังหารเฟิงหลินเทาสำเร็จ กลับมาปิดประกาศอีกครั้ง!
นอกจากหมายจับที่เผยแพร่ออกมาแล้ว ยังมีพระราชโองการของฝ่ายแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมาร!
พวกเขาประกาศต่อสาธารณชนว่า อ๋องชาอวี่แห่งเผ่ามนุษย์ ผู้เป็นไส้ศึกของแดนศักดิ์สิทธิ์ มิได้ตายไปจริงๆ แต่เป็นการแสร้งตายเพื่อหลบหนี!
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็สั่นสะเทือนไปทั่วแดนบูรพาดินแดนต้องประสงค์ในทันที
เพราะชื่อเสียงของเฟิงหลินเทาก่อนหน้านี้ โด่งดังกระฉ่อนไปทั่วด้วยการผลักดันของเผ่ามนุษย์ การตายของเขา ยิ่งกระตุ้นความโกรธเกรี้ยวของเผ่ามนุษย์
ทว่าตอนนี้…แดนศักดิ์สิทธิ์กลับประกาศว่าเฟิงหลินเทาแกล้งตาย!
เรื่องนี้มีบางสิ่งมิชอบมาพากล
โลกภายนอกแยกแยะมิออกว่าเรื่องจริงเท็จเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เมื่อประกาศจับถูกเผยแพร่ออกมา รางวัลที่ระบุไว้ภายในนั้น เพียงพอที่จะสั้นคลอนจิตใจของผู้บำเพ็ญนับมิถ้วน
รางวัลมากมาย รวมถึงโอกาสเป็นเจ้าเหนือหัว!
ซ้ำยังมิแบ่งแยกว่าจะเป็นดินแดนต้องประสงค์หรือแดนศักดิ์สิทธิ์ เผ่าพันธุ์ใดก็ตาม หากสามารถสังหารเฟิงหลินเทาได้ ก็จะได้รับรางวัลนี้ไป
ดังนั้น สายลับของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ซุ่มซ่อนอยู่ในดินแดนต้องประสงค์ ต่างก็เคลื่อนไหว ออกสืบเสาะค้นหาเฟิงหลินเทา
ส่วนฝ่ายดินแดนต้องประสงค์ ความคิดในใจของแต่ละฝ่ายปั่นป่วนแตกต่างกันไป แต่ภายนอกยังคงแสดงท่าทีขุ่นเคืองใจเช่นกัน ต่างก็ส่งคนต่างเสนอตัวคล้ายจะอยากป้องกันโศกนาฏกรรมนี้
แต่ในเงามืดเป็นอย่างไร มีเพียงพวกเขาเองเท่านั้นที่ล่วงรู้
ส่วนเผ่ามนุษย์ ก็แสดงออกถึงความขุ่นเคืองใจเช่นกัน เริ่มต้นการสอบสวนเรื่องนี้
เป็นเช่นนี้ เมื่อประกาศของแดนศักดิ์สิทธิ์แพร่สะพัดออกไป สงครามภายนอกค่ายกลยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง การค้นหาเฟิงหลินเทาโดยทุกฝ่ายภายในค่ายกลก็เกิดขึ้นบ่อยพอๆ กัน
คนที่ขมขื่นที่สุด ย่อมเป็นตัวต้นเรื่องเอง
ในใจของเฟิงหลินเทาหวาดหวั่นสั่นสะท้าน เขารู้สึกถึงความกระวนกระวายใจอย่างรุนแรง การเดินทางครั้งนี้ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น
หลังจากได้ยินข่าวนี้สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวต่างก็มีความคิดอยู่ในใจ สุดท้ายก็สบสายตากัน
“ปลา เริ่มตอดเบ็ดแล้ว!”
สวี่ชิงกล่าวเนิบๆ
เอ้อร์หนิวแลบเลียริมฝีปาก แววตาเผยให้เห็นประกายแสงสีน้ำเงิน
“น่าสนใจ แดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมารประกาศเรื่องนี้ในเวลานี้ แสดงว่าต้องมีเจตนาแอบแฝง…เพียงแต่มิรู้ว่าเป็นความสามารถของหลานเหยา หรือเป็นการตัดสินใจของแดนศักดิ์สิทธิ์เองกันแน่”
“ต้องการสังหารเฟิงหลินเทาจริงๆ หรือว่า…จงใจแหวกหญ้าให้งูตื่น”
สวี่ชิงก้มศีรษะลง ทอดสายตามองเฟิงหลินเทาที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าตามแนวเขาเบื้องล่างอย่างหลบๆ ซ่อนๆ หรี่ตาลง กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา
“ตอนเด็กๆ เวลาจับงู ข้าก็จะตีพุ่มไม้ เพราะงูที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้จับยาก มีแต่ต้องตีพุ่มไม้ให้งูตื่น มันถึงจะเลื้อยออกมา ข้าถึงจะจับได้”
เอ้อร์หนิวพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ข้ายังมีข้อสงสัยอยู่ประการหนึ่ง แดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมาร สามารถดำเนินการเรื่องนี้อย่างลับๆ ได้ ไยต้องทำให้เกิดคลื่นลมใหญ่โตเช่นนี้ด้วย…”
แทบจะในทันทีที่เขาสิ้นลม ร่างอวตารที่สามที่เฟิงหลินเทาซ่อนไว้ในถ้ำในเขตปกครองพิศดารบันลือ แสงสีแดงที่กึ่งกลางหว่างคิ้วของร่างอวตารนั้น ใกล้จะดับมอดลงอย่างสมบูรณ์
แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมา แสงสีแดงก็เจิดจ้า ส่องประกายขึ้นมาอย่างรุนแรง
จากนั้น กาบเนื้อที่สามของเฟิงหลินเทา ก็เบิกตาขึ้น
แต่ในขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างเปิดขึ้น เขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก ร่างกายเอนไปด้านหลัง กำลังจะหลบหนี ทว่าผู้บำเพ็ญวัยกลางคนผู้นั้นที่รอคอยอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน ก็ยกมือขึ้นคว้าไปในความว่างเปล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบ
ทันใดนั้นถ้ำก็ส่งเสียงครืนครัน กับดักปิดกั้นการรับรู้และป้องกันการหลบหนีด้วยการตายเริ่มทำงานขึ้น ขณะเดียวกัน พลังมหาศาลก็ปะทุขึ้นรอบกายเฟิงหลินเทาที่เพิ่งฟื้นคืนชีพ รวบรวมเข้าหากันในชั่วพริบตา จากนั้นก็พันธนาการเขาโดยตรง
อีกทั้งยังมีแรงดึงดูดแผ่ซ่านออกมา ทำให้กายเนื้อของเฟิงหลินเทาที่ถูกจับตัวไว้ พุ่งตรงไปหาผู้บำเพ็ญวัยกลางคนผู้นั้น
ในชั่วพริบตาก็ถูกผู้บำเพ็ญวัยกลางคนคว้าลำคอไว้ในมือเดียว ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
“สหายเต๋าเฟิง ในที่สุดเจ้าก็มา”
สีหน้าของเฟิงหลินเทาซีดเผือด จ้องเขม็งไปยังชายวัยกลางคนแปลกหน้าตรงหน้า เขาแน่ใจว่ามิเคยพบพานอีกฝ่ายมาก่อน แต่จากร่างของคนผู้นี้ เขากลับสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคย
นั่นคือสายตาที่เคียดแค้นชิงชังตนเองเช่นเดียวกับหลานเหยา และน้ำเสียงที่คล้ายคลึงกับเยวี่ยตง!
เขาต้องการที่จะเอ่ยปาก แต่ฝ่ามือที่ลำคอราวกับคีมเหล็ก ทำให้เขามิอาจเปล่งเสียงออกมาได้ พลังบำเพ็ญในกายถูกผนึกอย่างสมบูรณ์ เวลานี้มีเพียงความตายเท่านั้นที่ครอบงำจิตใจ
เขาเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในทันที รับรู้ว่าเหตุใดแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมารจึงประกาศว่าตนเองยังมิตาย และรับรู้ว่าท้ายที่สุดตนเองก็ยังคงคำนวณพลาดไปอีกครั้ง!
“ความขี้ระแวงเป็นข้อดีของเจ้า แต่ก็เป็นจุดอ่อนของเจ้าเช่นกัน”
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ลากคอเฟิงหลินเทา หันกายวูบหนึ่ง ในชั่วพริบตาก็จากที่แห่งนี้ไป ปรากฏกายอีกครั้งที่ภายนอก พุ่งตรงไปยังที่ห่างไกลอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้เป็นยามสนธยา แสงตะวันอัสดงสาดส่องลงมาในอดีตเขตปกครองพิศดารบันลือ เงียบสงัดไปทุกหนแห่ง
มีเพียงเงาร่างของผู้บำเพ็ญวัยกลางคนเท่านั้น ที่ลับเลือนหายไปในแสงตะวันยามอัสดง
แต่หารู้ไม้ว่า เฟิงหลินเทาในมือของเขา กำลังแผ่เส้นใยที่มองมิเห็นทีละเส้น เส้นใยเหล่านี้เป็นตัวแทนของเคราะห์กรรม เป็นตัวแทนของพลังรากฐาน และยังเป็นตัวแทนของโชคชะตา
พวกมันชี้นำทิศทาง ล่องลอยไปแสนไกล ร่วงหล่นลงตรงหน้าสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวที่กำลังเร่งฝีเท้าตามไป
ถูกเอ้อร์หนิวอาศัยห้าโคสืบย้อนพลังต้นกำเนิดคว้าจับไว้ด้วยมือเดียว ดวงตาฉายแววประหลาดใจ
“ในที่สุดปลาก็ติดเบ็ดแล้ว!”
ดวงตาขวาของสวี่ชิงเปล่งประกายแสงแห่งอำนาจ จ้องมองเส้นใยเหล่านี้ จากนั้นก็มองไปยังที่ห่างไกล กล่าวออกมาเสียงแผ่วเบา
“อีกฝ่ายเองก็ระมัดระวังตัวมากเช่นกัน เป็นแค่ปลาตัวเล็กๆ”
“แต่หากตามรอยปลาตัวนี้ ย่อมพบตัวการใหญ่ได้แน่นอน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เอ้อร์หนิวก็ยิ้ม หลังจากเพิ่มสัมผัสรับรู้เส้นใยพลังรากฐานขึ้น เขาก็เอ่ยปากพูด
“อาชิงน้อย เจ้าว่าหลานเหยาและเยวี่ยตง ไยต้องทุ่มเทถึงขั้นนี้เพื่อจัดการกับเฟิงหลินเทา เป็นไปได้หรือไม่ว่าในร่างของเจ้านี่ จะมีสมบัติบางอย่างที่เรามิรู้?”
เอ้อร์หนิวหรี่ตาลง แลบเลียริมฝีปาก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา