บทที่ 1047 อยู่ใต้หนังเสือตากลมเย็นสบายดีจริงๆ
………………..
ความอิจฉาของเอ้อร์หนิว สวี่ชิงย่อมไม่รู้
เขาในตอนนี้ ในเหตุการณ์ครึ่งเดือนที่ผ่านมาก็ทำภารกิจตามคำสั่งที่จักรพรรดินีมอบให้อย่างสมบูรณ์แบบ
ท้าทายระดับเตรียมสู่เทวะทุกคนของเผ่าปีกมารประจิม
เพียงแต่ การท้าทายของเขาไม่ได้สู้กันด้วยวิชา แต่เป็นการป้องกัน
ดังนั้นจากเวลาที่หมุนผ่านไปในครึ่งเดือนนี้ เรื่องที่เสี่ยเฉินจื่อกุมปทุมโลกันต์เคล็ดวิชาลับของมหาจักรพรรดิหมิงเหยียนเอาไว้ได้ก็เลื่องลือไปทั่ว
และทำให้ชื่อเสียงของเสี่ยเฉินจื่อ ในแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมารทั้งผืนมีความน่าเกรงขาม
ส่วนที่มาที่ไปของเคล็ดวิชาลับมหาจักรพรรดิ เรื่องนี้มีคนสงสัยอยู่เหมือนกัน แต่วิเคราะห์ถึงว่าเขาสามารถเป็นผู้ติดตามของหลี่ว์หลิงจื่อได้ อีกทั้งยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียงคนเดียวที่พามาเผ่าปีกมารประจิมด้วย
จากเหตุนี้ก็เห็นได้แล้วว่า เคล็ดวิชาลับย่อมเป็นหลี่ว์หลิงจื่อที่ถ่ายทอดให้
และการท้าทายของสวี่ชิงก็ยังคงดำเนินต่อไป
หลังจากข้ามผ่านภูเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่เก้า ลูกที่แปด เขาในตอนนี้มาถึงยังภูเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่เจ็ด
รอบๆ ภูเขารวมไว้ด้วยผู้บำเพ็ญจำนวนมหาศาล ผู้บำเพ็ญเหล่านี้ส่วนมากล้วนเป็นผู้บำเพ็ญท้องถิ่นของเผ่าปีกมารประจิม และมีส่วนหนึ่งที่เดินทางมาจากเผ่าปีกมารบูรพา
ดังนั้นในพริบตาที่สวี่ชิงปรากฏตัวขึ้น เสียงฮือฮาก็ดังมาจากทั้งสี่ทิศ
บ้างตวาดกราดเกรี้ยว บ้างโห่ร้องยินดี ทำให้นอกภูเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่เจ็ดเสียงดังเอะอะโหวกเหวก
เพียงแต่เทียบกับความคึกครื้นข้างนอกภูเขาแล้ว ในภูเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่เจ็ดกลับเงียบสงัด
เช่นนี้เอง ภายใต้การจับจ้องของคนทั้งหลาย สวี่ชิงเดินมาถึงข้างหน้าภูเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่เจ็ด
ยังคงเป็นคำพูดอย่างก่อนหน้านี้ ยังคงหลับตานั่งสมาธิบนบันไดของภูเขาเจ้าเหนือหัว รอให้มีคนปรากฏตัวขึ้น มาทำลายการป้องกันของตน
แต่ครั้งนี้กำหนดเอาไว้แล้วว่าแตกต่างจากก่อนหน้านี้
ภายใต้การท้าสู้เช่นนี้ของสวี่ชิง ท่ามกลางการปลุกกระแสของความคิดเห็นของสาธารณชน ในที่สุดก็มีผู้แข็งแกร่งระดับ เตรียมสู่เทวะที่ไม่ว่าจะมาด้วยความตั้งใจของตนเอง หรือถูกบ่งชี้เป็นนัย สุดท้ายก็เลือกที่จะแหกกฎทำลายระเบียบ
จะใช้วิธีนี้มาจบเรื่องไร้สาระที่ทำให้เผ่าปีกมารประจิมเสียหน้าอย่างต่อเนื่องเสียที
เหมือนดั่งเช่นตอนนี้
ในพริบตาที่สวี่ชิงนั่งลง เสียงแค่นขึ้นจมูกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ดังมาจากทั่วทุกสารทิศเหนือภูเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่เจ็ด
“เสี่ยเฉินจื่อ อย่าได้กำเริบเสิบสาน!”
ขณะที่เสียงดังก้อง เงาร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาอย่างรวดเร็วจากบนภูเขา ตรงดิ่งมาหาสวี่ชิง
ผู้มาท่าทางเหมือนคนหนุ่มโลกใบใหญ่เจ็ดใบอยู่ในแสงระยิบระยับพร่างพราวบนตัวเขา ก่อเป็นพลังมหาศาล ราวถล่มภูเขาล่มมหาสมุทร มาด้วยรัศมีอำนาจแข็งแกร่งไม่อาจต้านทาน มาถึงยังเหนือศีรษะสวี่ชิง
ที่ตรงนั้น เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ในดวงตาประกายเย็นเยือกฉายวาบ มือขวายกขึ้นมาทางสวี่ชิง แล้วพลันกดลงมา
ตราประทับฝ่ามือมหึมาตราหนึ่ง ก่อขึ้นอย่างรวดเร็วข้างหน้าเขา ปกคลุมผืนฟ้า ซัดลงมาทางสวี่ชิง
แม้การลงมือของระดับเตรียมสู่เทวะคนอื่นๆ ก็มีตราประทับฝ่ามือขนาดมหึมาปรากฏเช่นกัน แต่ครั้งนี้ ตราประทับฝ่ามือนี้ต่างไปจากผู้บำเพ็ญระดับเตรียมสู่เทวะที่สวี่ชิงเคยปะทะด้วยเป็นอย่างมาก
ตราประทับฝ่ามือนี้ชัดกว่า ลายทั้งหมดในนั้นไม่มีที่ใดที่รางเลือนเลย ที่สำคัญที่สุดคือ กฎระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ก่อฝ่ามือนี้ขึ้นมา จำนวนและระดับขั้นยิ่งน่ากลัวกว่าที่สวี่ชิงเคยพบมาก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก
และสิ่งที่ยิ่งน่าตื่นตะลึงก็คือในนั้น…มีระลอกคลื่นอำนาจด้วย!
ระลอกคลื่นนี้แปลกประหลาด ต้นกำเนิดแม้จะเป็นชายหนุ่มเตรียมสู่เทวะเจ็ดโลกคนนั้น แต่เมื่อแยกแยะอย่างละเอียดก็จะพบว่า ต้นกำเนิดที่แท้จริงมาจากฝ่ามือที่ยกขึ้นมาของเขา
บนฝ่ามือเขามีถุงมือที่บางราวปีกจักจั่นคู่หนึ่ง
นี่คือ…ของวิเศษแห่งเจ้าเหนือหัว!
สามารถปะทุพลังที่เทียบเท่ากับเจ้าเหนือหัวได้
ผู้บำเพ็ญระดับเตรียมสู่เทวะควบคุมมัน ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายจะต้องมหาศาลอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ ชายหนุ่มระดับเตรีนมสู่เทวะเจ็ดโลกคนนี้ ในดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว คล้ายว่าทุ่มสุดตัวสู้ตายแล้ว โคจรพลังบำเพ็ญทั้งร่าง ผลักดันพลังของถุงมือ
ทำให้ตราประทับฝ่ามือที่ปรากฏออกมาแผ่กลิ่นอายที่น่าหวาดกลัวออกมา บดขยี้มิติมาตลอดทาง ปกคลุมสวี่ชิง
ดวงตาทั้งสองที่หลับอยู่ของสวี่ชิงลืมขึ้นมาช้าๆ เงยหน้ามองไปทางฝ่ามือที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหนือศีรษะ
กระบี่จักรพรรดิในร่างกำลังสั่นสะเทือน เพียงแค่เสี้ยวความคิดของเขาก็จะพุ่งออกไปได้ทันที ทำลายฝ่ามือนี้
แต่สวี่ชิงไม่ได้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือจิตใจ สำหรับการเกิดสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่ประหลาดใจเลย
เรื่องที่อีกฝ่ายทำลายกฎกติกาอยู่ในการคาดเดาของเขาอยู่แล้ว
เขาไม่ต้องไปลงมือแล้ว
ใต้ระดับเจ้าเหนือหัวลงไป เขาจะจัดการ แต่หากมีพลังระดับเจ้าเหนือหัวปรากฏขึ้น สวี่ชิงเชื่อว่า…มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นสิ่งที่จักรพรรดินีเฝ้ารอ
การท้าทายของตนเป็นเพียงแค่ตัวล่อเท่านั้น
จักรพรรดินีมายังเผ่าปีกมารประจิมเพื่อพบมหาจักรพรรดิเผ่าปีกมาร และมหาจักรพรรดิเลือกให้พระองค์รอ ในนั้นย่อมมีความหมายลึกซึ่งอะไรแฝงอยู่
การรอคอยนี้ อาจจะเป็นหนึ่งวัน หรืออาจจะเป็นหนึ่งเดือน ยิ่งอาจเป็นไม่มีเวลาจำกัดก็ได้
ดังนั้น เผชิญหน้ากับการท้าทายของระดับเจ้าเหนือหัวคนอื่น จักรพรรดินีไม่เลือกที่จะลงมือ แต่ให้สวี่ชิงไปท้าทาย เหตุผล…เพราะจักรพรรดินีไม่ชอบเป็นฝ่ายถูกควบคุม องค์ท่านอยากจะควบคุมเอง
ลงมืออย่างไร ลงมือเมื่อใด ใช้วิธีใด เหตุผลอะไรลงมือ จะต้องอยู่ในจังหวะขององค์ท่าน
และทุกอย่างล้วนเพื่อให้มหาจักรพรรดิเผ่าปีกมาร ส่งราชโองการอนุญาตให้เข้าพบ
ร่องรอยในนี้ สวี่ชิงวิเคราะห์ได้อย่างกระจ่างแจ้ง เขาเองก็เชื่อว่าคนเหล่านั้นของเผ่าปีกมารประจิมไม่ได้โง่ ท่าทางคงวิเคราะห์เรื่องนี้ได้อย่างชัดแจ้งเช่นกัน
ดังนั้น หลังจากที่มีผู้บำเพ็ญถือครองของวิเศษระดับเจ้าเหนือหัวปรากฏตัวขึ้น ไม่สามารถตัดสินจิตใจของอีกฝ่ายว่าเป็นมาดีหรือร้ายได้อย่างง่ายดาย
ในนี้มีความเป็นไปได้บางอย่างว่า…อาจมีเจ้าเหนือหัวที่จงใจทำเช่นนี้
ด้วยเหตุผลที่ไม่ทราบแน่ชัดบางอย่าง อาจเป็นการช่วยจักรพรรดินีให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น มอบเหตุผลและโอกาสให้จักรพรรดินีได้ควบคุมสถานการณ์ตามต้องการ
ดังนั้นเสี้ยวขณะต่อมา ในยามที่ตราประทับฝ่ามือที่ก่อขึ้นจากถุงมือเจ้าเหนือหัวห่างจากสวี่ชิงร้อยจั้ง มันก็พลันสะเทือนขึ้นวูบหนึ่ง แล้วหยุดกลางอากาศ นิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ใต้ตราประทับฝ่ามือ เงาของหลี่ว์หลิงจื่อเหมือนกับที่สวี่ชิงคาดเอาไว้แบบนั้น ปรากฏตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ ยกมือสะบัดเบาๆ ทันใดนั้นตราประทับฝ่ามือมหึมาแข็งแกร่งทรงพลังนั่นก็หายไปในพริบตา
ทั่วทุกสารทิศเงียบกริบ
“หลี่ว์หลิงจื่อขึ้นมาแท่นเต๋าพบข้า”
การดังขึ้นของเสียงนี้ทำให้มิติที่เกิดความปั่นป่วนได้รับการแก้ไขทันที ทำให้กฎเกณฑ์และกฎระเบียบที่พังทลาย กลับเป็นปกติในพริบตา ยิ่งทำให้ความตึงเครียดก่อนหน้านี้สลายไปในทันที
เจ้าเหนือหัวทุกคนปรากฏร่างขึ้นในฟ้าดินทันที โค้งคารวะไปทางแท่นเต๋าที่รูปร่างลักษณะเหมือนปีก
เพราะผู้ที่พูดประโยคนี้ออกมาก็คือมหาจักรพรรดิเผ่าปีกมารยุคนี้นั่นเอง
จักรพรรดินีเงยหน้า สีหน้าเป็นปกติ ก้าวไปทางมิติก้าวหนึ่ง
จุดประสงค์ขององค์ท่านบรรลุแล้ว
และตอนนี้เจ้าเหนือหัวที่แผ่จิตเทพลงมาที่นี่รอบๆ เหล่านั้นต่างมองหน้ากัน ต่างมีความคิดที่ต่างกัน ต่างสลายไป
ไม่นานนัก แม้แต่หญิงชราที่เขาเจ้าเหนือหัวลูกที่เจ็ดคนนั้น ร่างก็เลือนหายไปเช่นกัน เหลือเพียงชายหนุ่มที่เมื่อครู่ลงมือกับสวี่ชิงกลางท้องฟ้าคนนั้น ประสานหมัดไปทางสวี่ชิง หันหลังจากไป
สวี่ชิงอยู่ที่ตีนเขา มองภาพนี้ รู้ว่าภารกิจของตัวเองนับว่าสิ้นสุดลงแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปท้าทายต่อ
“เช่นนั้น…”
ในสมองสวี่ชิงมีความคิดหนึ่งผุดขึ้น
“ในเมื่อมาเผ่าปีกมารประจิมแล้ว อีกทั้งยังมีการปกปิดอำพรางของจักรพรรดินี ก่อนหน้านี้ผ่านจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็เกิดระลอกคลื่นเล็กน้อย เช่นนั้น…มีสถานที่หนึ่ง บางทีอาศัยเรื่องเหล่านี้อาจจะไปตรวจดูสักหน่อยได้”
สวี่ชิงจำข้อมูลที่ศิษย์พี่ใหญ่บอกมาได้ตลอด ตำหนักวิชาเซียนสองแห่งของแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมารต่างมีมรดกวิชาเซียนวิชาหนึ่ง
“ห้าหมาหกราก…”
สวี่ชิงพึมพำในใจ หกรากราคะตัณหาของเผ่าปีกมารบูรพาเขากุมไว้ได้แล้ว เช่นนั้นวิชาห้าหมาสละเซียนของเผ่าปีกมารประจิม หากเปลี่ยนเป็นในเวลาอื่น สวี่ชิงรู้ว่าหากอยากไปสังเกตเรียนรู้ ความยากสูงมาก
แต่ตอนนี้…
“อาศัยชื่อของจักรพรรดินี ทั้งยังมีกระแสที่ข้าก่อขึ้นตลอดเกือบครึ่งเดือนที่ผ่านมา บางทีข้าอาจสามารถเข้าไปดูได้!”
สวี่ชิงเงียบนิ่งครู่หนึ่ง หลังจากที่มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไม่มีช่องโหว่ ร่างของเขาเพียงไหววูบก็ลอยขึ้นฟ้าทันที ท่ามกลางสายตาและคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้บำเพ็ญจำนวนมหาศาลรอบๆ จากไปไกลอย่างรวดเร็ว
ทิศทางที่ไป เป็น…ตำหนักวิชาเซียนเผ่าปีกมารประจิมนั่นเอง!
ตำหนักวิชาเซียนเผ่าปีกมารประจิมห่างจากภูเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่เจ็ดไม่ไกล สร้างอยู่บนทะเลสาบที่ชื่อว่าสละเซียน
น้ำในทะเลสาบดำสนิท ส่วนตำหนักวิชาเซียนสร้างขึ้นจากหินสีขาว ในขณะที่วิจิตรปราณีตหรูหรา ก็มีประกายแสงไหลวน
ร่วมขับเน้นกับน้ำในทะเลสาบ ทำให้คนรู้สึกสงบนิ่งอย่างน่าแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง
ส่วนบนทะเลสาบยังมีผู้บำเพ็ญหลายร้อยนั่งขัดสมาธิอยู่ ผู้บำเพ็ญเหล่านี้มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีคนชรามีเด็ก เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนเป็นสีขาว นั่งหลับตาฝึกบำเพ็ญอบู่บนทะเลสาบ
ระลอกคลื่นวิชาเซียนเป็นระลอกๆ ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
ในตอนที่สวี่ชิงมาถึง สิ่งที่เขาเห็นก็คือภาพฉากนี้ และจำได้ทันทีว่าคนเหล่านี้ก็คือปรมาจารย์เซียนของเผ่าปีกมารประจิม!
และการมาเยือนของเขาไม่ได้ดึงความสนใจของผู้บำเพ็ญทั้งหลายที่นี่ สวี่ชิงก็แค่กวาดสายตา ก็ตั้งสมาธิ ประสานหมัดโค้งคารวะไปทางตำหนักวิชาเซียนสีขาวที่อยู่ใจกลางทะเลสาบ เอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
“เสี่ยเฉินจื่อ รับคำสั่งเจ้าเหนือหัว มาที่นี่เพื่อยืมวิชาห้าหมาสละเซียนสังเกตศึกษา!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา