บทที่ 1068 ครอบครัวที่ยอดเยี่ยมสุดยอดไปเลย
………………..
เผชิญหน้ากับศีรษะที่น่าหวากลัว สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวไม่มีกำลังรบต้านทานใดๆ ตลอดเส้นทางมานี้ถูกพันธนาการเดินทางมา พวกเขาคิดวิธีที่จะลองสลัดให้หลุดพ้นมากมาย
แต่ล้มเหลวทั้งสิ้น
ตอนนี้ถูกโยนลงมา สังเกตเห็นสีหน้าอีกฝ่าย เอ้อร์หนิวสูดลมหายใจลึก
“เอ่อ…มันกำลังให้พวกเราทำอาหารให้หรือ”
สวี่ชิงสัมผัสได้ถึงเป้าหมายของศีรษะนี้เช่นกัน ทายว่าอีกฝ่ายน่าจะสังเกตเห็นวิธีที่ศิษย์พี่ใหญ่เรียกโครงกระดูก ทำให้มันไม่ต้องดูดดินโคลนขึ้นมาให้เปลืองแรงก็สามารถกินอาหารได้ในรวดเดียว
ดังนั้นจึงมีการลักพาตัวพวกเขาสองคนก่อนหน้านี้
เหตุที่รวมเขามาด้วย คิดว่าคงเพราะในตอนที่ศิษย์พี่ใหญ่เรียกโครงกระดูก หมอกสีเทาบนมีดสลักชะตาวาสนาของตนก็คงส่งผลเช่นเดียวกัน
“คงจะเป็นแบบนี้กระมัง…”
สวี่ชิงมองเอ้อร์หนิวผาดหนึ่ง
ขณะเดียวกันนี้ ศีรษะที่อยู่บนท้องฟ้า เห็นพวกตนทั้งสองที่เป็นบ่าวรับใช้กลับยังไม่เริ่มงาน ดังนั้นแรงดูดที่ส่งออกมาจากปากก็พลันแรงขึ้น อีกทั้งยังแผ่มาที่ร่างของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิว คล้ายเป็นการเตือน
ภายใต้แรงดูดนี้ สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวจิตใจสั่นสะท้าน ไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น สวี่ชิงแผ่หมอกสีเทาบนมีดสลักชะตาวาสนาออกไป ส่วนเอ้อร์หนิวทางนั้นก็ทุ่มสุดแรงเกิด ร้องเรียกเสียงดัง
“จงตื่นขึ้นเถิด!”
เสี้ยวขณะต่อมา สุสานแห่งนี้สั่นสะเทือน หลุมศพมหาศาลพังถล่ม ซากศพแต่ละซากๆ ภายใต้การเรียกขานของทั้งสองคน ต่างคลานออกมา
จากนั้น ก็ลอยขึ้นฟ้าจากแรงดูด ศีรษะมหึมานั่นกลืนกินไม่หยุด
ภาพเหตุการณ์นี้หลังจากดำเนินไปหนึ่งก้านธูป ท่ามกลางการทำงานอย่างขยันขันแข็งของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิว แรงดูดก็ค่อยๆ สลายไป สีหน้าของศีรษะมหึมาฉายแววพึงพอใจออกมา
เหมือนว่ามันไม่ได้กินอาหารที่สะอาดแบบนี้มานานมากแล้ว
ในเมื่อแต่ก่อนต้องกินดินเข้าไปมาก
แต่ตอนนี้มีคนปอกเปลือกให้
แต่เทียบกับความสบายอารมณ์ของมันแล้ว เอ้อร์หนิวทางนี้หน้าตาเคร่งเครียด สวี่ชิงก็ขมวดคิ้วไปเช่นกัน ประสบการณ์ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบเช่นนี้ทำให้พวกเขายากจะควบคุมทิศทางของสถานการณ์ได้
แต่ไม่ทันที่พวกเขาจะคิดวิธีรับมืออะไรออก เสี้ยวขณะต่อมา แรงดูดก็เกิดขึ้นอีก ร่างของทั้งสองคนกลับมาอยู่ข้างศีรษะมหึมานั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้ หลังจากถูกพันธนาการใหม่อีกรอบ…
ศีรษะใหญ่นี่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จากไปไกลจากภัตราคารแห่งนี้ ครู่หนึ่ง ก็พาสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวข้ามผ่านระยะทางไกลมหาศาล
ในตอนที่มาปรากฏขึ้นก็เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยขุนเขา
ฟ้าดินยังคงมืดมิด สายฝนยังคงโปรยปราย และขุนเขาที่ว่านี้ สิ่งที่เห็นในรูม่านตาที่หดเล็กของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิว…นั่นเป็นหลุมศพที่ใหญ่กว่าจำนวนมากมายมหาศาล
สถานที่ที่พวกเขาอยู่เมื่อก่อนหน้านี้ หลุมศพแม้จะกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ก็ล้วนแต่มีขนาดปกติ
แต่ที่นี่ บนหลุมศพขนาดใหญ่ที่ราวกับขุนเขาแต่ละหลุมๆ เหล่านั้นยังมมีหลุมศพเล็กๆ มากมาย จำนวนมากยิ่งกว่าก่อนหน้า
มาถึงที่นี่ ที่กลางอากาศ ศีรษะมหึมานั่นพลันอ้าปากกว้าง ไม่ได้แผ่แรงดูดออกไป แต่ส่งเสียงคำรามต่ำออกมา
เสียงคำรามเหมือนสายฟ้าฟาด ดังครืนครานแผ่ไปทั่วทุกสารทิศท่ามกลางม่านฝน
เสี้ยวขณะต่อมา ภาพที่ทำให้สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวต้องยิ่งหวาดหวั่นครั่นคร้ามก็ปรากฏขึ้น
เห็นเพียงจากเสียงสะท้อนก้องของเสียงคำราม ที่สุดปลายสายตาไกลๆ เหมือนมีเสียงคำรามคล้ายกันดังแว่วสะท้อนมา อีกทั้งไม่ใช่เสียงเดียว แต่เป็นระลอกมาจากทั่วทุกสารทิศ
สุดท้าย…ศีรษะที่มีขนาดย่อมกว่าศีรษะนี้ที่พันธนาการพวกเขาสองคนเอาไว้ ก็ใช้ความเร็วที่น่าตื่นตะลึงแหวกผ่านอากาศ พุ่งตรงมาที่นี่
มองไปแล้วนี่เหมือนจะเป็นตัวเมีย ระลอกคลื่นพลังที่แผ่ออกมาเป็นระดับเจ้าเหนือหัวเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน จากรอบๆ ทิศยังมีศีรษะที่ขนาดเล็กยิ่งกว่าเจ็ด แปดศีรษะ ประดุจลูกเล็กๆ พุ่งมาอย่างรวดเร็ว
พวกมันอ่อนแอกว่ามาก เป็นแค่ระดับหวนสู่อนัตตาเท่านั้น
เห็นภาพเหล่านี้ ในใจสวี่ชิงเคร่งเครียด
เอ้อร์หนิวยิ่งในใจสั่นสะท้าน
“นี่เป็นครอบครัวหนึ่งอย่างนั้นหรือ”
นี่ก็เป็นครอบครัวหนึ่งจริงๆ
ตอนนี้รวมตัวอยู่ด้วยกัน พวกมันสังเกตเห็นพวกสวี่ชิงทั้งสองคน ก็ต่างเข้าใกล้มา สายตาจับจ้องไป บ้างก็อ้าปากคล้ายว่าจะกลืนกิน
ตอนนี้ ศีรษะที่ใหญ่ที่สุดที่พาพวกสวี่ชิงทั้งสองคนมาที่นี่ส่งเสียงคำรามต่ำทุ้มออกมา
คล้ายจะบอกคู่ของตัวเองและลูกๆ
จากนั้น…ศีรษะตัวเมียและศีรษะเล็กๆ ทั้งหมด ดวงตาในเสี้ยวพริบตานี้ก็เปล่งประกายสุดขีด
ภาพนี้ทำให้สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวเห็นแล้วโล่งอก
แม้จะจนปัญหา แต่ภายใต้การกดดันจากครอบครัวนี้ก็จำต้องพยายามทุ่มเทหาอาหารให้พวกมันอยู่ดี
ส่วนร้านภัตราคารก็คือพื้นที่สุสานขนาดใหญ่แห่งนี้
ภายใต้การเรียกขานของทั้งสอง ซากศพมากมายปรากฏขึ้น ส่วนตัวตนในหลุมศพขนาดใหญ่ พวกเขาลองเรียกแล้วแต่ไม่เป็นผล
และครอบครัวนี้…ในตอนแรกเริ่มก็ต่างแผ่แรงดูดออกเป็นบริเวณกว้างกลืนกิน
สุดท้ายก็ยังมีดินโคลนจำนวนหนึ่งถูกสูดเข้าไป
แต่มาถึงภายหลัง พวกมันก็ลอยอยู่กลางอากาศเสียเลย ไม่ได้แผ่แรงดูดออกไปอยู่ทุกชั่วขณะ รอเมื่อซากศพคลานออกมาถึงจะเจ้าคำ ข้าคำ สูดซากศพพวกนั้นเข้าปาก
ระหว่างนี้ยังคำรามเสียงต่ำซึ่งกันและกัน เหมือนเวลากินข้าว ครอบครัวหนึ่งพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
ทำเอาสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวเห็นแล้วจิตใจอ่อนล้า
อย่างไรเสียการเรียกออกมาไม่หยุด สำหรับพวกเขาก็เป็นการผลาญพลังอย่างหนึ่งเหมือนกัน
เพียงแต่ กระเพาะของพวกมันใหญ่เหลือเกินนัก
“นี่กินภูเขาเข้าไปก็ตั้งหลายลูกแล้ว ทำไมยังไม่อิ่มอีก!”
เอ้อร์หนิวถอนหายใจในใจ ส่งสัญญาณสายตาให้สวี่ชิง
สวี่ชิงเข้าใจทันทีโดยไม่ต้องพูดอะไร ทั้งสองจึงร่วมกันหลอมหมอกสีเทาเข้าไปในสุสานขนาดใหญ่บนยอดเขา แม้ไม่อาจเรียกตัวตนที่หลับใหลอยู่ภายในออกมาได้โดยตรง แต่จากการสำรวจของพวกเขาเมื่อครู่ ก็เชื่อว่าจะต้องก่อให้เกิดเป็นแรงกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง
มีความเป็นไปได้ว่าจะตื่นขึ้นจากการกระตุ้นนี้
สำหรับตื่นขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไร พวกเขาสองคนก็ไม่สนใจอะไรให้มากแล้ว
ตอนนี้จากการลงมือสุดกำลัง สุสานนั่นระเบิดออก
แผ่นดินสะเทือนขุนเขาสั่นไหว มือยักษ์ข้างหนึ่งทะลวงออกมาจากหลุมศพขุนเขา
ทันทีที่มือใหญ่ข้างนี้ปรากฏขึ้น ศีรษะมหึมาบนท้องฟ้าดวงตาก็พลันเปล่งประกาย
สีหน้าของมันคล้ายจะหัวเราะแต่ก็ไม่หัวเราะ คล้ายว่าเข้าใจความคิดของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวเป็นอย่างดี
สำหรับการปรากฏขึ้นของซากศพมหึมานี้ก็ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย กลับเป็นคู่ของมันที่พุ่งออกไป ชนเข้าอย่างแรง
มือใหญ่สั่นสะเทือน คล้ายหวั่นเกรง เริ่มถอยกลับไป
ส่วนศีรษะสองศีรษะนี้แผ่จิตมุ่งร้ายออกมา ไล่ตามชนไปที่ภูเขาลูกนั้น ทะลวงดินโคลน พุ่งเข้าไปข้างใน
เห็นเป็นเช่นนี้ สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวก็ไม่หยุดคิดให้เสียเวลา ทะยานไปอย่างเต็มกำลัง ฉวยโอกาสหนีหนีไปไกลในพริบตา
ศีรษะเล็กๆ เหล่านั้นคิดจะขัดขวาง แต่เห็นได้ชัดว่าด้านความเร็วสู้สองคนนี้ไม่ได้ ดังนั้นไม่นานนักสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวก็หายไปจากขอบฟ้า
พวกเขาในชั่วอึดใจเดียวหนีไปหนึ่งก้านธูปเต็มๆ อีกทั้งความเร็วไม่ลดลงแม้เพียงน้อยนิด แต่ละคนต่างไม่พูดไม่จา หนีเต็มกำลังต่อไป
แต่เสี้ยวขณะต่อมา ความกดดันอันคุ้นเคยก็พลันกดอัดลงมา
ศีรษะมหึมานั่นมาปรากฏข้างหน้าทั้งสองคนอีกครั้ง มันมองไปที่หลุมศพบนผืนดินก่อน จากนั้นก็มองไปทางพวกเขาทั้งสองคนเหมือนอย่างจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
“ใช่แล้ว ยังมีหยกประดับที่ห้อยอยู่ก็ทิ้งเอาไว้ด้วยเหมือนกัน”
“เสื้อคลุมก็ไม่เลว ถอดมา!”
ชายชราได้ยินก็โกรธเดือดดาล คำรามเสียงต่ำออกมา
แต่เสียงคำรามต่ำที่ดังยิ่งกว่าดังออกมาจากปากของศีรษะมหึมาที่อยู่ข้างหลังสวี่ชิง ส่งออกมาราวพลังกดดัน
ชายชราสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความอัดอั้น กัดฟันกรอด ถอดกำไลข้อมือ ปิ่น เข็มขัดและหยกประดับ ยังมีเสื้อคลุมอีกด้วย…ล้วนถอดออกทั้งหมด จากนั้นก็ถอยไปอย่างรวดเร็ว
ศีรษะมหึมากวาดตามองอย่างเกียจคร้าน ไม่ได้ไล่ตามไป ส่วนของที่ทิ้งเอาไว้พวกนั้นก็ไม่ได้เอาไปด้วยเช่นกัน แต่หันกลับไปกินข้าวต่อ
สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวในใจนึกเสียดายเล็กน้อย
แต่ว่าผลเก็บเกี่ยวก็มหาศาลนัก ต่างเก็บของเหล่านี้ลงไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่มองหน้ากัน ในใจก็เกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา
“ครอบครัวนี้เป็นคนดีใช้ได้เลยนะเนี่ย”
……
ขณะเดียวกัน ในโลกแห่งสายฝนที่โปรยปรายไปทั่วทั้งสุสาน ในส่วนลึกมีภูเขาน่าครั่นคร้ามสูงเสียดเมฆลูกหนึ่ง
ภูเขาลูกนี้ก็เป็นหลุมศพเช่นกัน
ในภูเขาเงียบสงัด มีเพียงจักรพรรดินีเท่านั้นที่เดินอยู่ในห้องฝังศพที่เป็นใจกลางของสุสานในภูเขาลูกนั้น
ซากร่างนับไม่ถ้วนรอบๆ นางกำลังกลายเป็นเถ้าธุลี โลงมหึมาที่อยู่ใจกลางก็เช่นกัน รวมถึงตัวตนน่าครั่นคร้ามที่ยังไม่ทันจะฟื้นตื่นร่างหนึ่งในโลง ก็จะหายไปตลอดกาลด้วย
จักรพรรดินีใบหน้าไร้อารมณ์ เดินไปจนสุดทางของวังสุสาน
ตรงนั้นมีประตูหินบานหนึ่ง
ยืนอยู่หน้าประตู สายตาของจักรพรรดินีเหมือนมองทะลุได้ มองเห็นข้างในนั้น
นั่นเป็นวังใต้ดินที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าแห่งหนึ่ง
ในวังใต้ดินเต็มไปด้วยโครงกระดูกกลาดเกลื่อน กองกันนับไม่ถ้วนราวมหาสมุทร
รวมกันที่ใจกลางเป็นแท่นบูชาที่ก่อขึ้นจากกระดูกแท่นหนึ่ง
บนแท่นบูชามีซากร่างนั่งขัดสมาธิส่องประกายสีเงินร่างหนึ่ง
บนร่างตลบอวลไปด้วยกลิ่นอายเซียน แผ่พลังกดดันแห่งมหาจักรพรรดิ
น่าเสียดาย แตกดับไปแล้ว
รอบๆ มีตราประทับมรดกสีสันพราวพร่างมากมาน ในนั้นระลอกคลื่นพลังแข็งแกร่ง ในตราประทับทุกตราล้วนมีพลังวิเศษที่ไม่ธรรมดา
ขณะเดียวกันก็ยังมีรอยเต๋ามากมายปรากฏรางเลือน รอยเต๋าเหล่านี้ล้วนแปรเปลี่ยนมาจากอำนาจ แฝงไว้ด้วยพลังน่าหวั่นเกรง ยิ่งมีของวิเศษมหาจักรพรรดิมากมาย ส่องประกายพราวพร่าง หลับใหลอยู่ที่นี่
ไม่ว่าชิ้นใด หากอยู่ที่โลกภายนอกล้วนมากพอให้ผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือบ้าคลั่งทั้งนั้น
โดยเฉพาะในมือทั้งสองของซากร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่มีผลึกหินสีดำก้อนหนึ่ง ในนั้นมีหมอกลอยวนเวียน ปรากฏเป็นใบหน้าของมหาจักรพรรดิปีกมารอยู่รางๆ !
ส่วนรอบๆ วังใต้ดินยังมีประตูหินที่ทั้งมีขนาดมหึมาทั้งปิดผนึกอยู่อีกแปดบาน เหมือนว่านี่เป็นทางเข้าที่ทอดตัวมาที่นี่แปดทาง
จักรพรรดินีตอนนี้ยืนอยู่ข้างหลังประตูหินบานหนึ่งในนั้น
องค์ท่านไม่ได้ผลักประตูหินในทันที แต่หลังจากที่จ้องมองครู่หนึ่ง ในดวงตาก็ฉายแววครุ่นคิด
“ผนึกมรดกเป็นของจริง รอยเต๋าอำนาจเป็นของจริงเช่นกัน ของวิเศษมหาจักรพรรดิก็เป็นของจริง”
“ส่วนโครงกระดูกเซียนนี้ก็ตรงกับกลิ่นอายของหมิงเหยียนจริงๆ”
“โครงกระดูกรอบๆ ก็ล้วนแล้วแต่ตายเพราะพลังชีวิตถูกดูดกลืน ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะปิดด่านของหมิงเหยียน”
สายตาของจักรพรรดินีจับจ้องไปยังผลึกหินสีดำที่อยู่บนมือทั้งสองที่แห้งเหี่ยวของโครงกระดูกเซียนก้อนนั้น
“นั่นคือวิญญาณชะตาของมหาจักรพรรดิปีกมารรุ่นนี้ที่ถูกหมิงเหยียนในช่วงรุ่งเรืองชิงเอาไป ใครถือครองมัน คนคนนั้นก็จะถือครองชะตาของมหาจักรพรรดิปีกมาร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มหาจักรพรรดิปีกมารปรารถนาที่จะชิงเอามันกลับคืนไปมากที่สุด”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา