บทที่ 1099 ผืนนภาอันกว้างใหญ่ไพศาล
ในสายลม เสียงหัวเราะพูดคุยยังคงลอยมา
ท่ามกลางฟ้าดิน เรือสีดำลำนั้นก็ยังคงกำลังพุ่งทะยาน
มุ่งหน้าสู่เหมืองวิญญาณ เข้าใกล้ไปอย่างรวดเร็ว
มองจากไกลๆ เหมืองวิญญาณแห่งนี้ ราวกับหลุมลึกขนาดมหึมา กินพื้นที่ถึงพันลี้
บนหลุมลึกนั้น มีฝาครอบประกายแสงสีดำส่องกะพริบวูบวาบปกคลุมอยู่ ผนึกสถานที่แห่งนี้ไว้
ส่วนรอบๆ เหมืองวิญญาณ ที่มองเห็นล้วนเป็นป่าร้าง ผู้คนเบาบาง
จากการเข้าประชิดไปใกล้ของเรือเหาะสีดำ ผู้บำเพ็ญแปด เก้าคนบนเรือ มีชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งกระแอมไอเบาๆ
เห็นได้ชัดว่าเขามีสถานะและตำแหน่งสูงสุดในกลุ่มคนบนเรือลำนี้ ดังนั้นทุกคนจึงหันไปมองทันที
เมื่อสายตาทุกคู่รวมมา ชายหนุ่มผู้นั้นก็เอ่ยอย่างราบเรียบ
“อีกเดี๋ยวพักผ่อนกันให้เต็มที่ ภารกิจครั้งนี้ทุกคนลำบากแล้ว ไม่นึกเลยว่าพวกเหลือรอดพวกนั้นจะซ่อนตัวอยู่ในพวกมนุษย์ธรรมดา แต่พวกเราก็ยังตามหาร่องรอยจนพบได้ เช่นนี้ก็นับว่าสำเร็จภารกิจของตระกูลได้อย่างลุล่วงอย่างสมบูรณ์แล้ว”
“เพียงแต่เสียดายเล็กน้อย เพื่อสืบหาเบาะแสของพวกเขา เราจำต้องทำลายเมืองมนุษย์ไปหลายแห่ง เรื่องนี้จะเล็กก็เล็กจะใหญ่ก็ใหญ่…”
ชายหนุ่มถอนหายใจ
ผู้บำเพ็ญโดยรอบได้ยินดังนั้น แต่ละคนก็เอ่ยขึ้นทันที
“ญาติผู้พี่ไห่ซานช่างจิตใจดีนัก”
“ญาติผู้พี่ การตายของมนุษย์ธรรมดาผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น สรุปแล้วแล้วเป็นความรับผิดชอบของพวกอัปมงคลเหลือรอดพวกนั้น การสังหารเดิมก็ไม่ใช่เจตนาของเรา เรื่องนี้ต่อให้เป็นตระกูลก็ต้องเข้าใจ”
“ใช่แล้ว ตามหาพวกอัปมงคลเหลือรอด นี่เดิมก็เป็นโองการที่มีมาอย่างยาวนานของเมืองเซียนมานานแล้ว พวกเราทุกคนล้วนยืนยันได้ว่า เรื่องนี้พวกเราทำเพื่อปฏิบัติภารกิจ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรา”
ชายหนุ่มพยักหน้า หลังจากแสดงความเสียใจเล็กน้อย สายตาก็กวาดมองไป มองไปยังหญิงสาวรูปงามข้างกาย ยิ้มเล็กน้อย
“ไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ในบรรดาเหมืองวิญญาณสามสิบห้าแห่งของตระกูล มีที่นี่ที่เงียบสงบที่สุด พูดไปแล้วข้าก็เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก แต่เมื่อมาถึงที่นี่ ก็มาถึงถิ่นของศิษย์น้องหลิงแล้ว”
คนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ยิน ก็ยิ้มพยักหน้า เอ่ยขึ้นมา
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโสหลิงเฟิงที่ดูแลเหมืองวิญญาณที่นี่ เป็นผู้ที่ได้รับการอุปถัมภ์ของตระกูล ยิ่งเป็นบรรพจารย์สายของศิษย์น้องหลิง อีกเดี๋ยวเมื่อเราไปเยี่ยมผู้อาวุโสหลิงเฟิง หวังว่าศิษย์น้องจะช่วยพูดดีๆ ให้สักสองสามประโยค ให้ท่านผู้อาวุโสชี้แนะพวกเราบ้าง”
“แม้จะเป็นผู้ที่ได้รับการอุปถัมภ์ต่างแซ่ แต่ด้วยพลังบำเพ็ญของผู้อาวุโสหลิงเฟิง การชี้แนะเพียงเล็กน้อย ก็คงทำให้พวกเราได้รับประโยชน์ไม่น้อย”
เสียงหัวเราะพูดคุยดังก้องสลับไปมา หญิงสาวที่ถูกสายตาของทุกคนจับจ้องยิ้มเล็กน้อย
“พี่ไห่ซานชมเกินจริงแล้ว ข้าก็แค่อาศัยความคุ้มครองจากท่านบรรพจารย์ก็เท่านั้น จะเทียบกับท่านทั้งหลายได้อย่างไร”
“บรรพจารย์ในฐานะผู้ที่ได้รับการอุปถัมภ์ พิทักษ์รักษาอยู่ที่นี่ ก็เป็นโอกาสที่ตระกูลของท่านทั้งหลายมอบให้”
“แต่ว่าในเมื่อพี่ไห่ซานเอ่ยปากแล้ว อีกเดี๋ยวหลังจากที่ข้าเข้าพบบรรพจารย์แล้ว จะขอร้องท่านให้มอบสิทธิ์ในการเข้า โลกใบเล็กเพื่อดูดซับพลังวิญญาณให้กับทุกท่านเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่งอย่างแน่นอน”
“หวังว่าจะทำให้ศิษย์พี่ทุกท่านได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ที่นี่”
หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วเบา แม้คำพูดจะถ่อมตัว แต่ในใจก็พึงพอใจกับคำพูดของเหล่าผู้บำเพ็ญในตระกูลเหล่านี้ไม่น้อยเลย
เช่นนี้เอง ในระหว่างการพูดคุยหัวเราะกัน เรือที่พวกเขาโดยสารอยู่ก็ลอยมาอยู่หน้าเหมืองวิญญาณแล้ว
จากการพุ่งตัวออกไปของคนทั้งหลายทีละคนๆ หญิงสาวแซ่หลิงหลังจากย่อตัวคารวะชายหนุ่มนามไห่ซาน ก็เดินออกไปก่อน ใช้แผ่นหยกถ่ายทอดเสียงไปหาบรรพจารย์
คนอื่นๆ สีหน้าสบายๆ ในใจคาดหวังถึงการพักผ่อนต่อจากนี้ รอคอยการเปิดของค่ายกลผนึกเหมืองวิญญาณ
แต่จากเวลาที่ไหลไป ค่ายกลผนึกของเหมืองวิญญาณก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ไม่มีร่องรอยของการเปิดใดๆ ส่วนหญิงสาวแซ่หลิงผู้นั้นคิ้วงามขมวดเล็กน้อย
การถ่ายทอดเสียงไปหาบรรพจารย์ของนาง ไม่มีการตอบกลับใดๆ เช่นกัน
“แปลกจัง…”
หญิงสาวแซ่หลิงคิดครู่หนึ่ง หันกลับไปมองคนข้างกายเหล่านั้นที่เดินทางมาด้วยกัน
“บรรพจารย์น่าจะกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ พี่ไห่ซาน ท่านเป็นสายเลือดสายตรงของตระกูล น่าจะมีสิทธิ์ในการเปิดค่ายกลผนึกเหมืองวิญญาณ ท่านลองเปิดดูดีหรือไม่”
ชายหนุ่มคนนั้นที่เป็นผู้นำกลุ่ม เมื่อได้ยินดังนั้น ก็มองไปยังค่ายกลผนึกที่อยู่ตรงหน้า
มีแสงค่ายกลผนึกขวางกั้น ไม่อาจมองเห็นรายละเอียดการตรวจสอบได้
เขาคิดครู่หนึ่ง ก็ส่ายหน้า
“แม้ข้าจะมีสิทธิ์ แต่ที่นี่อย่างไรก็เป็นที่ที่ผู้อาวุโสหลิงเฟิงดูแล การบุ่มบ่ามเข้าไปโดยพลการไม่เหมาะสม”
“ในเมื่อผู้อาวุโสหลิงเฟิงกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ เช่นนั้นเราก็รอสักครู่ก็แล้วกัน”
คนอื่นๆ ได้ยินดังนั้น ก็ต่างเห็นด้วย
หญิงสาวแซ่หลิงพยักหน้า นำแผ่นหยกออกมา ถ่ายทอดเสียงต่อไป กระทั่งว่าลองถ่ายทอดเสียงไปยังผู้ติดตามของบรรพจารย์ แต่ก็ไม่มีการตอบกลับใดๆ
สถานการณ์เช่นนี้ เธอเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก ในใจค่อยๆ เกิดความลนลานขึ้นมาเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้ กังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น แต่เมื่อนึกถึงพลังบำเพ็ญและอุปนิสัยของบรรพจารย์ เธอก็รู้สึกว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันนั้นมีน้อยมาก
และคนเหล่านี้ก็ไม่ได้สังเกตเห็นว่า หลังค่ายกลผนึกตอนนี้ มีสายตาเย็นชาทางหนึ่งกำลังกวาดมาจากภายใน
กวาดผ่านร่างของพวกเขา
“ระดับหวนสู่อนัตตาขั้นสี่สามคน ระดับเตรียมสู่เทวะโลกสองใบสี่คน ระดับเตรียมสู่เทวะโลกสามใบหนึ่งคน ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือระดับเตรียมสู่เทวะโลกสี่ใบ”
ในเหมืองวิญญาณ สวี่ชิงที่กำลังดูดซับพลังวิญญาณที่นี่ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น หลังจากทอดสายตามองไปยังโลกภายนอก ก็พึมพำเบาๆ
คนเหล่านี้ หากเขาต้องการสังหาร ก็ง่ายดายอย่างยิ่ง
แต่หากไม่จำเป็น สวี่ชิงก็ไม่อยากสังหารอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ในเมื่อการสังหารมากเกินไป สุดท้ายก็จะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยามตามมาในภายหลัง
และไม่สังหารคนเหล่านี้ แม้พวกเขาอาจจะรายงานความผิดปกติของที่นี่ แต่ความผิดปกตินั้นก็เป็นเพียงแค่เหมืองวิญญาณปิดเท่านั้น เนื่องจากไม่ทราบรายละเอียด ดังนั้นแม้ตระกูลของพวกเขาจะส่งคนมาตรวจสอบ ก็ไม่ใช่ในทันที มีความเป็นไปได้สูงว่าต้องใช้เวลา
แต่หากสังหารคนเหล่านี้ เช่นนั้นด้วยวิชาสายเลือดประเภทนั้น เกรงว่าตระกูลของพวกเขาจะตรวจพบเรื่องนี้ก่อนเรื่อง เหมืองวิญญาณเสียอีก
เช่นนี้แล้ว ตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่คิดจะฆ่าตัวตาย สวี่ชิงก็ไม่เลือกที่จะลงมือ แต่กลับดูดซับต่อไป
พลังวิญญาณที่นี่ ตอนนี้เจือจางมากแล้ว สวี่ชิงประเมินเล็กน้อย ประมาณการว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะดูดซับได้หมด
“บรรพจารย์ทำอะไรสุขุมรอบคอบ โดยพื้นฐานแล้วศัตรูของท่านถูกจัดการไปหมดแล้ว และหลายปีมานี้ ท่านก็เฝ้าดูอยู่ที่นี่ แทบไม่เคยออกไปข้างนอกเลย”
“ครั้งสุดท้ายที่ติดต่อกัน คือเมื่อหลายวันก่อน หลังจากพวกเราทำภารกิจเสร็จ ข้าติดต่อบรรพจารย์ว่าจะกลับมาที่นี่สักหน่อย”
ไห่ซานครุ่นคิด พึมพำในใจว่าโอกาสที่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันมีไม่มาก อีกทั้งต่อให้เกิดเรื่องขึ้นจริง ก็อยู่ในขั้นต้น แม้เรื่องยุ่งยากที่ทำให้ผู้อาวุโสหลิงไม่อาจแบ่งสมาธิสนใจสิ่งอื่น จะต้องเป็นระดับเจ้าเหนือหัวอย่างแน่นอน
แต่…นี่ก็หมายถึงคุณงามความชอบเช่นกัน!
“หากข้าเพียงแค่รายงานความผิดปกติของที่นี่ เช่นนั้น หากที่นี่ทุกอย่างเป็นปกติ เป็นเพราะข้าวิเคราะห์ผิดพลาด เรื่องนี้จะต้องทำให้ตระกูลไม่พอใจข้าอย่างแน่นอน”
“ดังนั้น…”
ไห่ซานหลังจากครุ่นคิด ก็พึมพำในใจว่าข้าเพียงแค่มองดูคร่าวๆ จากระยะไกล น่าจะไม่มีอันตราย
คิดมาถึงตรงนี้ เขายืนอยู่บนเรือ แล้วพลันนำแผ่นหยกแผ่นหนึ่งออกมา บีบอย่างแรง อาศัยสิทธิ์ของสายเลือดสายตรงของตัวเอง จับเป้าหมายไปยังค่ายกลผนึกเหมืองวิญญาณที่อยู่ไกลออกไป แสงเลือดในดวงตาทั้งสองฉายวาบ พลันมองไป
ภายใต้การมองไปนี้ จากการจับเป้าหมายของสิทธิ์อำนาจ ในดวงตาของเขา ค่ายกลผนึกที่รางเลือนก็ชัดเจนขึ้นเล็กน้อยทันที
และเมื่อมองผ่านค่ายกลผนึก เมื่อเห็นภาพที่อยู่ข้างใน สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปอย่างมาก
เขามองเห็นซากปรักหักพังไปทั่ว มองเห็นดวงตาที่เย็นชาดุจความตายคู่หนึ่ง!
เพียงแค่มองไปเขาก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง กระอักเลือดสดๆ ออกมา พลังบำเพ็ญระเบิดกึกก้อง
“หนีเร็ว!”
ไม่มีความลังเลใดๆ แม้แต่น้อย ไห่ซานในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง กระตุ้นเรือให้พุ่งออกไปไกลอย่างบ้าคลั่ง ขณะเดียวกันก็เอาแผ่นหยกของตระกูลออกมา จะรายงานและขอความช่วยเหลือ
คนอื่นๆ ไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อเห็นท่าทีของไห่ซานเช่นนั้น ก็เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างมาก
แต่…ยังไม่ทันที่ไห่ซานจะนำแผ่นออกมา เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
“เจ้าไม่ควรจะมองมาเลย”
จากเสียงที่ดังออกมา ในสายตาของพวกไห่ซาน ท้องฟ้าก็ถูกแทนที่ด้วยมือใหญ่ข้างหนึ่ง พื้นที่โดยรอบๆ กลายเป็นช่องตาราง การไหลของเวลาราวกับถูกยืดออกไป
สุดท้ายก็มืดมิดไปทั้งหมด
และมือใหญ่นั้นก็บีบอย่างแรง
กายและจิตดับสลาย แม้แต่เรือเวทสีดำลำนั้นก็กลายเป็นเถ้าธุลีไปเช่นกัน
รอบข้างพลันเงียบสงัดลง
ครู่ต่อมา ค่ายกลผนึกของเหมืองวิญญาณแผ่ระลอกคลื่น สวี่ชิงที่ดูดซับพลังวิญญาณเสร็จสิ้น ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นภายใน แล้วก้าวออกมาหนึ่งก้าว
มองไปยังฟ้าดิน
“ระบบดาวที่ห้า…”
สวี่ชิงพึมพำ
ร่างเพียงไหววูบก็จากไปไกลอย่างรวดเร็ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา