บทที่ 1134 มหาวิถีดุจฟ้าคราม
การชิงวิถีภายในหุบเขา บริเวณใกล้เคียงไร้ซึ่งผู้ชม
สมาชิกตระกูลหลี่เหล่านั้น ในเสี้ยวขณะนี้ชีวิตของแต่ละคนล้วนถูกเงาปกคลุม ทุกสิ่งที่มองเห็นล้วนเป็นความมืดมิด
มิติหรือกาลเวลา ต่างล้วนเป็นเช่นนี้
กลายเป็นกาลอวกาศที่ถูกสกัดกั้น เหมือนคนตาบอดที่มองไม่เห็นสีสัน
แต่ในที่ไกลออกไป มีตัวตนผู้หนึ่งกำลังจ้องมองการต่อสู้ครั้งนี้
ภายในสำนักเซียนมรรคา บนผืนนาอันอุดมสมบูรณ์ ราชาพิษก้มมองพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า
ตรงนั้นเคยมีหญ้าพิษสองต้น ต้นหนึ่งกลายเป็นแสงสว่าง สลายไปแล้ว ส่วนอีกต้น…ก็เหี่ยวเฉาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
แต่เห็นได้ชัดว่า ในสายตาของราชาพิษ สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่แสดงให้เห็นภายนอก สายตาของเขาราวกับทะลุผ่านการสกัดกั้น มองเห็นกาลอวกาศ และยังมองเห็นภาพฉากในหุบเขา
มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมความหมายลึกซึ้ง
“สัมผัสรับรู้มรดกของข้าก็คือเกี่ยวพันกับผลกรรมเวรของข้า ตอนนี้หากสังหารศิษย์ของข้าอีก เช่นนั้น…ในเสี้ยวขณะนี้ที่มรดกสมบูรณ์ ผลกรรมเวรนี้ก็นับว่าถือกำเนิดขึ้นอย่างแท้จริง”
“หลังจากนี้ วิถีของเจ้า จะใช้ผลกรรมเวรนี้เป็นตัวนำ ข้าสามารถยืมได้โดยไม่ต้องคืน”
“แม้แต่เทพเซียนจะไม่ยอมให้อนุมาน แต่ผลของข้า อยู่ก่อนเหตุ”
……
เสียงของราชาพิษ ภายในหุบเขาย่อมไม่ได้ยิน มีเพียงจิตต่อสู้จากหลี่เมิ่งถู่เท่านั้นที่ลุกไหม้อยู่ตลอดเวลาในเสี้ยวขณะนี้ ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
กลายเป็นทะเลเพลิง ต้องการเผาผลาญทั่วทุกทิศทาง
ทำให้เขาทั้งคนกลายเป็นดวงดาวที่ทวนกระแสจากพื้นดินสู่ฟากฟ้า กลายเป็นสายรุ้งยาวอันแหลมคมที่ดูเหมือนจะแบ่งแยกมิติ ส่องประกายเจิดจรัสแห่งชีวิต ตรงดิ่งไปยังเค้าร่างพร่าเลือนที่ ‘มองเห็น’ พุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใด
ความเร็ว ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ!
เหลือเพียงความฝัน…ที่กลายเป็นสิ่งเดียว กลายเป็นแรงผลักดัน กลายเป็นความยึดมั่น
เขาหลี่เมิ่งถู่คนนี้ แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งนัก แต่ทำอะไรก็ยึดถือความตรงไปตรงมาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชิงวิถียิ่งเป็นเช่นนั้น
เพราะเขาเคารพในวิถี
ดังนั้น เขาจึงไม่อนุญาตให้ใจเต๋าของเขาแปดเปื้อน และไม่อนุญาตให้ตัวเองก้มหัวให้ใคร
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เด็กจนโต เขาขยันหมั่นเพียรฝึกบำเพ็ญเสมอมา อยากจะก้าวไปให้สูงขึ้น อยากจะเห็นทิวทัศน์ของฟากฟ้า อยากจะคว้าธรรมนูญที่เป็นตัวแทนของระดับที่สูงขึ้น
เขาต้องการพิสูจน์ให้ตระกูลเห็น พิสูจน์ให้อาจารย์เห็น พิสูจน์ให้โลกเห็น…
ที่มาและสายเลือดของบรรพบุรุษเขาแม้จะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญท้องถิ่นของระบบดาวที่ห้า แต่ใจที่การแสวงหาวิถีของเขาไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
เขา ก็ไม่ด้อยไปกว่าดวงดาวคนอื่นๆ ในระบบดาวที่ห้า
เขาสามารถทำให้ตระกูลรุ่งเรืองได้ เขาสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ เขาสามารถเหยียบย่างเข้าไปสู่เมืองเซียนที่เฝ้าใฝ่ฝันได้!
แม้เขาจะรู้ดีว่า ตัวเขาในตอนนี้ บางทีในสายตาของบางคนอาจจะดูน่าขันเหมือนแมลงเม่า
แต่แล้วอย่างไรเล่า
ความตาย ไม่เคยน่ากลัว
สิ่งที่น่ากลัวคือ…ไม่สามารถรับรู้วิถีได้
มาตรวัดของชีวิต ก็ไม่ใช่ความยาวเสมอไป
ดังนั้น ต่อให้พุ่งเข้าสู่กองไฟ ต่อให้จะต้องถูกเผาอย่างแน่นอน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะต่อสู้ไปจนถึงเสี้ยวขณะสุดท้าย
การชิงมรดกนั้น เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา เขารู้ชัดว่าในเสี้ยวพริบตาที่สวี่ชิงปรากฏตัวขึ้น จุดจบของตัวเองก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น…ตายอยู่ในวิถี ก็ถือว่าไม่ผิดต่อเลือดและเหงื่อที่หลั่งรินตลอดทางที่ตนเดินมา ไม่ผิดต่อความยึดมั่นที่ยึดไว้มาครึ่งชีวิตของตน ไม่ผิดต่อความคาดหวังของคนในตระกูล และไม่ผิดต่อเหล่าคู่ต่อสู้ที่แตกดับไปในกาชิงวิถีของเขาตลอดเส้นทางนี้
พุ่งออกไปด้วยเสียงดังกึกก้องสะท้านสะเทือน!
ดุจดอกไม้ที่บานสะพรั่งดอกหนึ่ง บานอยู่บนฟากฟ้า
แต่น่าเสียดาย…
ความฝันมักจะทอดถอนใจอยู่ในใจ เมื่อจับพู่กันส่วนใหญ่ล้วนเขียนแต่ความเสียใจ
วิชาเวทของเขา พลังวิเศษของเขา ความพยายามทั้งหมดของเขา การเผาไหม้ทุกอย่างของเขา สุดท้ายก็ไม่อาจแตะต้องเงาร่างที่อยู่ในสายตาได้แม้แต่น้อย
สวี่ชิงยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับยืนอยู่นอกพิภพ อยู่ในกาลอวกาศที่แตกต่างกัน
ไม่ว่าหลี่เมิ่งถู่จะลงมืออย่างไร ก็ยังไม่อาจสัมผัสหรือแตะต้องได้
อำนาจคำสาปมรณะของเขาทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสีได้ ลมเมฆหอบทะลัก ทำให้ฟ้าดินโดยรอบทะลักกลิ่นอายความตายน่าหวาดหวั่นในเสี้ยวขณะนี้ได้
ทำให้ภูตผีปีศาจปรากฏขึ้นมาได้ ทำให้ความว่างเปล่ากลายเป็นยมโลกเมืองผีได้
ทำให้เสียงคร่ำครวญโหยไห้ดังก้องระงมไปทั่ว
แต่…ในตอนนี้ กลับกลายเป็นความว่างเปล่า
แตะต้องคู่ต่อสู้ไม่ได้ ไม่อาจอาบย้อมผลกรรมเวรได้
ราวกับอยู่ในฟ้าดินอันโดดเดี่ยว เสียงตะโกนของคนๆ หนึ่ง มีเพียงเสียงสะท้อนกลับมาเท่านั้น
อำนาจสายฟ้าของเขา ก็ทำได้แค่คำรามอยู่ข้างกาย ทะเลสายฟ้าที่ก่อตัวขึ้นเทลงมา ก็ยังคงไม่มีความหมายอะไรแม้แต่น้อย
ต่อให้เป็นบัญชาสารภาพ ไต่สวนบุคคลเบื้องหน้า แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบแม้แต่น้อย ราวกับบุคคลที่ถูกถามไม่ได้อยู่ในโลกนี้
ดังนั้น กระแสน้ำทิพย์ก็ถูกเหนี่ยวนำ แสงเรืองรองแห่งขั้วโลกพุ่งลงมา แต่สิ่งที่สามารถเหนี่ยวนำมาได้สุดท้ายก็สิ่งที่เห็นภายนอก ที่พุ่งลงมาได้ส่วนใหญ่ก็เป็นภาพลวงตา
สำหรับผู้บำเพ็ญที่ไม่มีธรรมนูญ ทุกอย่างนี้ล้วนเรียกได้ว่าเฉียบคมร้ายกาจ แต่สำหรับผู้บำเพ็ญที่มีธรรมนูญแล้ว ก็เป็นเพียงการแสดงหุ่นกระบอก ดุจบุปผาในกระจก ดวงจันทร์ในสายน้ำก็เท่านั้น
ดังนั้น บุปผาในกระจก จึงไม่อาจส่องสะท้อนสวี่ชิงออกมาได้
หัตถ์เทพเจ้าที่เคยดูน่ากลัว หยาบกระด้างอีกทั้งเป็นสีแดงอมม่วง เต็มไปด้วยรยางค์และดวงตา สุดท้ายก็เป็นเพียงมือที่ขาด อำนาจเทพที่แฝงอยู่ก็ไม่ใช่คุณสมบัติเทพ
ดังนั้น จึงไม่น่ากลัวอีกต่อไป
ไอพลังประหลาดและเสียงรำพึงรำพัน ก็สูญเสียความแปลกประหลาดไป
เหลือไว้เพียงความขมขื่น
ความพยายามทั้งหมด การระเบิดพลังทั้งหมด แม้จะเผาผลาญชีวิต ก็ยังไม่อาจแตะต้องสวี่ชิงได้แม้แต่น้อย
เขาสามารถ ‘เห็น’ ได้อย่างรางเลือน แต่ไม่อาจแตะต้องได้
นี่ก็คือวิถี
ก็เหมือนกับคนในภาพวาด ไม่ว่าจะกระโดดขึ้นมาอย่างไร จะโกรธแค้นเพียงใด จะลงมืออย่างไร ก็ไม่อาจแตะต้องสิ่งมีชีวิตนอกภาพวาดได้เลย
ท้ายที่สุดแล้ว…วิถีสูงสุดนั้นดุจฟ้าคราม มีเพียงข้าที่ไม่อาจหลุดพ้นไปได้
ทำได้เพียงลงมือครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลองอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ระเบิดพลังอย่างต่อเนื่อง
คิดจะทำลาย ‘ภาพวาด’ เบื้องหน้า ต้องการทะลายสิ่งที่มองไม่เห็นเบื้องหน้า
สุดท้าย…ก็ออกไปไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา