บทที่ 374 มั่นคงมิแปรผัน
อะไรคือเทพเจ้า
สวี่ชิงไม่รู้ว่าคนอื่นถูกถามด้วยคำถามเดียวกันหรือไม่ และไม่รู้คำตอบของพวกเขา
ตอนนี้เขายืนอยู่กลางผืนท้องฟ้าดาราก้มหน้ามองเสี้ยวหน้าเทพเจ้าที่น่ากลัวข้างล่าง
มองกระดูกสันหลังสีทองที่ขดเป็นวงๆ มองแผ่นดินใหญ่ที่ถูกล้อมเอาไว้เหมือนอาหาร
ทุกอย่างนี้ทำให้จิตใจของสวี่ชิงงุนงงสับสนไปบ้างเล็กน้อย
ในสมองของเขามีภาพตอนเป็นเด็กที่ตนเห็นดวงตาของเสี้ยวหน้าเทพเจ้าที่สูงส่ง ควบคุมสรรพชีวิตทั้งหลาย ลืมตื่นขึ้นบนท้องฟ้าเป็นครั้งแรกผุดขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
หลังจากครั้งนั้น เขาไร้ซึ่งญาติพี่น้อง สูญเสียความดีงามทุกอย่าง เมืองก็หายไปจากโลกนี้
เขาที่อยู่กลางฝนเลือดเหลือเพียงความหวาดกลัว ความสับสนงุนงง ร้องไห้ ไร้ที่พึ่ง
สวี่ชิงเงียบงัน
เขานึกถึงหลายปีนั้นที่ตนเป็นเด็กเร่ร่อน ในตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นของที่กินได้หรือไม่ได้ เขาล้วนกินมันลงไปทั้งสิ้นเพื่อที่จะอยู่รอดต่อไป
ขีดจำกัดเดียวที่เขารักษาเอาไว้คือเขาไม่กินคน
เขาเคยได้กลิ่นเนื้อมนุษย์ และเคยเห็นคนเป็นๆ ถูกกินจนกลายเป็นโครงกระดูก เอามาต้มเป็นน้ำแกง
เขาก็เคยหิวจนถึงขีดสุด แต่เขามองคนเก็บกวาดกินคนพวกนั้น แล้วมองไปยังเสี้ยวหน้าเทพเจ้าบนท้องฟ้า เขารู้สึกว่าหากมีชีวิตต่อไปแบบนั้นไม่สู้ตายๆ ไปเสียดีกว่า
และสิ่งที่เขากลัวที่สุดนอกจากความหิวโหยแล้วคือฤดูหนาว
ฤดูหนาวในทุกปีล้วนเป็นการทดสอบความเป็นตาย
เขาเคยเห็นคนที่หนาวตายมามากมายเหลือเกิน เคยถอดเสื้อผ้าของผู้ตายมามากมาย พูดได้ว่าเขาในตอนนั้น เสื้อผ้าทุกชิ้นบนร่างล้วนมาจากคนตายทั้งสิ้น
เขาจึงให้ความสำคัญกับเสื้อใหม่มาก
การทรมานประเภทนี้ช้าเนิบ แต่กลับทรมานบาดลึกไปถึงกระดูก เจ็บปวดทรมานหาสิ่งใดเปรียบ
ตลอดทางที่เดินมานี้ เขาที่อยู่ในตำแหน่งต่ำสุดของโลกใบนี้ ได้เห็นความน่าเวทนาของชีวิตมนุษย์มานับไม่ถ้วน ได้เห็นความชั่วร้ายของมนุษย์มามากมาย
คนที่เหมือนกับเขามีเยอะแยะ ต่างใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดทุกข์ยาก แบกรับความสิ้นหวังที่ไม่มีอนาคต
และทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับความตาย เขาล้วนเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าเทพเจ้าบนท้องฟ้าที่ทั้งทรงอำนาจและโหดเหี้ยม มองใบหน้าที่สะอาดเกลี้ยงเกลาก็เหมือนได้เห็นดวงตาที่เย็นชา
……
สวี่ชิงเงียบนิ่ง
ความทรงจำไหลวนในสมองของเขาช้าๆ เขานึกถึงเมืองเล็กๆ เมืองนั้นที่สุดท้ายตนเลือกเป็นที่พักพิง ข้างหน้ามีภาพเทพเจ้าลืมตาเป็นครั้งที่สอง ไม่เหมือนกับครั้งแรก เมืองเล็กเมืองนั้นไม่ได้หายไป
ดังนั้นเขาได้เห็นศพดำคล้ำแต่ละร่าง ความโหดเหี้ยมจากการกลายพันธุ์ทุกร่าง เลือดเนื้อที่ระเบิดเป็นแห่งๆ และกลิ่นคาวจากในการเน่าเปื่อยที่ไม่สลายไป
จากนั้นเขาก็นึกถึงลมหายใจบนพระจันทร์สีชาด นึกถึงท่าทีสูงส่ง นึกถึงจิตชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากในนั้น
จากนั้นเขาก็นึกถึงดวงตาสีทองในอุโมงค์ภูต นึกถึงการปลอบโยนจากเสียงร้องงิ้วสั่นเครือของหญิงชุดแดงในบ้านไม้แห่งนั้น
ทุกอย่างนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
สุดท้ายภาพทุกอย่างก็ซ้อนทับกับเสี้ยวหน้าเทพเจ้านอกแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่อยู่ในครรลองสายตาของเขา
ในใจของเขาค่อยๆ มีคำพูดที่ตอนเด็กๆ เคยพูดมานับครั้งไม่ถ้วนประโยคหนึ่งเกิดขึ้นมา
เทพเจ้าคืออะไร
“ไอ้ลูกหมาเลี้ยง!”
สวี่ชิงเงยหน้า มองจุดกำเนิดแสงมหึมาเหนือท้องฟ้าดารา มองเงาร่างที่เผยออกมารางๆ ในนั้น เอ่ยเรียบนิ่ง
พูดประโยคนี้ออกมา จุดกำเนิดแสงคลอนไหวย่างรุนแรง เสียงอ่อนโยนในนั้นพลันดังออกมา
“เจ้าว่าอะไรนะ”
“ข้าบอกว่าเทพเจ้าเป็นไอ้ลูกหมาเลี้ยง!” สวี่ชิงสีหน้าจริงจัง เมื่อเอ่ยปากพูดไปก็เอ่ยเสริมอีกประโยค
“ตอนเด็กๆ ข้ายังเคยด่ามันว่าไอ้หมาพันธุ์ทาง!”
สวี่ชิงชี้ไปทางเสี้ยวหน้าเทพเจ้าที่อยู่ข้างล่าง
“ข้ายังเคยด่ามันว่าไอ้ชั่วช้าสารเลว”
สวี่ชิงคิดๆ อย่างละเอียดแล้วพูดขึ้นอีกว่า
“ที่ด่าบ่อยที่สุดคือไอ้เทพเจ้าชาติชั่วเวรตะไล!”
พูดจบสวี่ชิงก็ถ่มน้ำลายไปยังเสี้ยวหน้าเทพเจ้าที่อยู่ข้างล่าง
ตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่เขาด่าเทพเจ้าก็จะถ่มน้ำลายรดด้วย
ทุกครั้งล้วนร่วงลงดิน ครั้งนี้สวี่ชิงดีใจนัก เขาคิดว่าบางทีนี่อาจรดไปบนเสี้ยวหน้าเทพเจ้า
ในตอนที่น้ำลายหยดลงไปไม่หยุด จุดกำเนิดแสงข้างบนก็กะพริบแสงแรงกล้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน เสียงอบอุ่นในนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะ
“ไอ้เทพเจ้าชั่วช้าสารเลว ไอ้เทพเจ้าชาติชั่วเวรตะไล!”
เสียงหัวเราะนี้แฝงความเบิกบานเป็นอย่างยิ่งเอาไว้ ดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ท้องฟ้าดาราทั้งผืนสั่นคลอน ในตอนที่ภาพเบื้องหน้าสวี่ชิงรางเลือน เขาก็ได้ยินในเสียงหัวเราะมีเสียงชื่นชมดังมา
“คนที่ด่าเทพเจ้ามีมากมาย แต่คนที่เดินมาด่าข้างหน้าข้าแบบนี้มีน้อยนัก และไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นข้าก็ด่าแบบนี้เหมือนกัน แต่ข้าสู้เจ้าไม่ได้ เพราะข้าไม่ได้ถ่มน้ำลาย
“สหายตัวน้อย ร่างกายเจ้าแม้จะไม่สมบูรณ์ แต่จุดยอดเยี่ยมเหนือกว่าความไม่สมบูรณ์ มอบประกายแสงหมื่นจั้ง หวังว่าไม่ว่าเมื่อใด จิตใจนี้จะมั่นคงมิแปรผัน!”
เสี้ยวขณะต่อมา ท่ามกลางเสียงสนั่นหวั่นไหวที่แปรเปลี่ยนมาจากเสียงหัวเราะ ข้างหน้าสวี่ชิงพร่าเลือน เขายังคงยืนอยู่บันได ยืนอยู่ต่อนหน้าเทวรูปมหาจักรพรรดิ และในเสี้ยวพริบตาที่เขาเงยหน้า เทวรูปมหาจักรพรรดิก็สั่นสะเทือนรุนแรงปะทุแสงเจิดจ้าท่วมฟ้า
แสงนี้แผ่ออกถึงสองพันจั้งทันที และยังแผ่ออกไปเรื่อยๆ
ถึงสี่พันจั้งก็ยังไม่หยุด แล้วแผ่ไปถึงหกพันกว่าจั้ง แปดพันกว่าจั้ง…สุดท้ายก็แผ่ซ่านออกไปข้างนอก จนถึงหมื่นจั้ง!
เขามองประกายแสงหมื่นจั้งของเทวรูปมหาจักรพรรดิ มองระลอกคลื่นรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางท้องฟ้า ความจริงเขาไม่คิดว่าตัวเองตอบได้ดีขนาดนั้น เพราะตอนเขาเด็กๆ ก็เคยเห็นคนมากมายที่ด่าเช่นนี้
ในยามที่ชีวิตยากเย็นแสนเข็ญ เผชิญหน้ากับเสี้ยวหน้าเทพเจ้า ต่อให้กลัวมัน แต่ความกล้าในการด่าย่อมยังมี
นี่เป็นความกล้าของคนตัวเล็ก และเป็นความน่าเศร้าของคนตัวเล็กๆ
ในสมองของสวี่ชิงดังก้องไปด้วยคำพูดพวกนั้นที่เทวรูปมหาจักรพรรดิพูดเมื่อก่อนหน้านี้
นี่ทำให้เขานึกถึงตอนเด็กในถ้ำยากจก มีเพียงคนที่ใกล้ตายพวกนั้นถึงจะเปลี่ยนมาเป็นคนที่ไม่เกรงกลัวอะไร กล้าเย้ยหยันหยามหมิ่นเจ้าเมือง
แต่ในตอนที่พวกเขายังมีข้าวกินก็เหมือนกับคนรวยในเมืองพวกนั้น เคารพนอบน้อมเจ้าเมือง ไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย
สวี่ชิงเข้าใจขึ้นมารางๆ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนคิดถูกต้องหรือไม่ จวบจนเสียงที่หลงเหลือของเทวรูปมหาจักรพรรดิในสมอง ประโยคสุดท้ายนั้นดังก้องไม่หยุด
หวังว่าเจ้าไม่ว่าเมื่อใด จิตใจนี้ก็จะมั่นคงมิแปรผัน!
สวี่ชิงพยักหน้า
ในตอนนี้เอง จากประกายแสงหมื่นจั้งจากเทวรูปมหาจักรพรรดิ ภาพสะท้านสะเทือนภาพนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่มณฑลรับเสด็จราชันเท่านั้น
ไกลจากมณฑลรับเสด็จราชันออกไป ณ เขตปกครองผนึกสมุทรที่ห่างจากมณฑลรับเสด็จราชันไกลโพ้น ในวังครองกระบี่ในนั้น ตอนนี้มีเสียงระฆังเต๋าดังยาวนาน
ระฆังเต๋าในวังครองกระบี่เป็นสิ่งที่ดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิประทานให้ หลายปีมานี้ มีเพียงเกิดเรื่องใหญ่ถึงจะส่งเสียงออกมา
แต่จู่ๆ วันนี้มันส่งเสียงระฆังดังก้อง
แม้จะเป็นเพียงแค่ทีเดียว แต่ก็ยังคงทำให้ผู้บำเพ็ญชายหญิงในวังครองกระบี่ทุกคนต่างสีหน้าเปลี่ยนไป จิตใจเกิดคลื่นซัดโหม และไม่นานนัก สาดเหตุที่ทำให้ระฆังเต๋าส่งเสียงยาวนานก็ถูกสืบได้
“มณฑลรับเสด็จราชัน สวี่ชิงผู้ครองกระบี่หน้าใหม่ หยั่งใจสาบาน มหาจักรพรรดิประทานคำอวยพรประกายแสงหมื่นจั้ง จึงทำให้ระฆังเต๋าในเขตปกครองผนึกสมุทรเผ่ามนุษย์ดังขึ้นครั้งหนึ่ง!”
คำตอบนี้ทำให้ผู้ครองกระบี่ในวังครองกระบี่ทุกคนต่างจิตใจสะท้านสะเทือน จำชื่อหนึ่งเอาไว้
สวี่ชิง!
ยิ่งมีกลิ่นอายที่โดดเด่นไม่ธรรมดาแต่ละทางพวยพุ่งขึ้นฟ้าออกมาจากในวังครองกระบี่ คนที่แผ่กลิ่นอายเหล่านี้ล้วนเป็นอัจฉริยะโดดเด่นในวังครองกระบี่ของยุคนี้
พวกเขาล้วนมาจากมณฑลต่างๆ ในเขตปกครองผนึกสมุทร ล้วนเป็นคนที่มารับตำแหน่งที่นี่หลังจากที่ได้ตำแหน่งผู้ครองกระบี่จากการทดสอบครั้งนี้
เนื่องจากมณฑลรับเสด็จราชันอยู่ไกลโพ้นติดทะเล ดังนั้นจึงเป็นที่ที่ทำการทดสองคุณสมบัติผู้ครองกระบี่เป็นที่สุดท้าย
ผู้ครองกระบี่ที่มาจากมณฑลรับเสด็จราชันตอนนี้เพิ่งทำการคัดเลือกเสร็จ ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งถึงจะมารับตำแหน่งที่วังครองกระบี่ได้ สวี่ชิงยังไม่ทันมา ชื่อของเขาก็เลื่องลือไปทั่ววังครองกระบี่แล้ว
ตอนนี้ที่ภูเขาข้างหลังวังครองกระบี่ ในป่ากระบี่แห่งหนึ่ง หญิงสาวชุดขาวคนหนึ่ง กำลังเดินเนิบนาบออกมา
หญิงสาวคนนี้รูปโฉมงามล้ำ ริมฝีปากแดงเรื่อ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น มองเห็นเพียงแวบเดียวงดงามชวนหลงใหล โดยเฉพาะที่เยื้องไปข้างล่างตาขวายังมีไฝน้ำตาเม็ดหนึ่ง แต่สีหน้ากลับเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็ง
เป็นหญิงสาวที่งดงามเลิศล้ำปานล่มบ้านล่มเมือง
ตอนนี้นางเดินอยู่ชายขอบป่ากระบี่ เงยคอระหงขึ้น ดวงตาหงส์ทอดสายตามองไปทางมณฑลรับเสด็จราชัน ริมฝีปากแดงเรื่อเผยอเล็กน้อย เสียงประดุจน้ำพุใสกระจ่าง
“มณฑลรับเสด็จราชัน…อวิ้นเอ๋อร์น่าจะใกล้กลับมาแล้ว แม่จะรอเจ้าอยู่ที่นี่”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา