บทที่ 387 นวลนางนิ้วทั้งห้า [ภาคที่หก น้ำค้างขาว]
มณฑลรับเสด็จราชัน ไปตามเทือกเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัย บนท้องฟ้าที่มุ่งหน้าไปทางเหนือ เมฆดำหนาแน่น
ท่ามกลางการโหมทะลักของเมฆดำและสายฟ้าแลบแปลบปลาบ เหมือนว่าฟ้าดินในเสี้ยวขณะนี้กลายเป็นสีเดียว ฉายความกดดันออกมา ประดุจกรงขังมหึมา
สรรพชีวิตในนั้น ไม่อาจหลุดพ้นจากกรงขังนี้ได้เลย ทำได้เพียงแค่ยอมรับอย่างเงียบงัน
เม็ดฝนเม็ดโตเทกระหน่ำลงมา หอบม้วนไปทั่วฟ้าดิน ซัดไอน้ำเป็นกลุ่มๆ เหมือนกลุ่มหมอกตลบอวลจากพื้นดินไปรอบๆ โจมตีทุกสรรพสิ่ง
ในพายุฝนนี้ เรือเหาะขนาดมหึมาที่มีขนาดถึงสามพันจั้งลำหนึ่งกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าในฟ้าดินอย่างรวดเร็ว
รวดเร็วอย่างยิ่งจนกระแทกเกิดเป็นคลื่นเสียงดังเป็นชุดและกลุ่มละอองน้ำ
มองไกลๆ เหมือนมังกรสวรรค์ทะยานแหวกผืนนภา
โดยเฉพาะรูปร่างของเรือเหาะลำนี้เดิมก็เป็นรูปมังกรอยู่แล้ว
ที่หัวเรือมีหนวดมังกรยาวสองเส้น ในยามทะยานไปอย่างรวดเร็วก็ปลิวสะบัด บนนั้นฉายประกายแวววาว สำรวจได้ทั่วทุกทิศ
ในเรือเหาะ สวี่ชิงสวมชุดนักพรตสีม่วงเหลือบทอง ผมใช้ผ้าผูกผมสีขาวไล่แดงผูกเอาไว้ ยืนอยู่บนกระดาน มือทั้งสองแตะอยู่บนรั้วเรือ กำลังทอดสายตามองไปที่ไกลผ่านม่านสายฝน
สิ่งที่เห็นอยู่ในสายตาเป็นความคลุมเครือไปทั่ว โลกทั้งใบในเสี้ยวขณะนี้เหมือนในยามยุคบุกเบิกโลก กว้างไกลสุดสายตา
ทอดสายตามองภาพนี้ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าฟ้าดินยิ่งใหญ่ไพศาล ตัวเล็กเล็กจ้อยไร้ค่าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
นี่ทำให้สวี่ชิงนึกถึงประตูใหญ่โบราณสำริดในแดนต้องห้ามมรณะและตัวตนในฟ้าดินที่ไม่กล้าจ้องมองตรงๆ ที่ตนสำรวจเจอผ่านจากของวิเศษเวทต้องห้ามเหล่านั้น
พวกมันเหมือนกาฝากในโลกใบนี้ สรรพชีวิตทุกสิ่งคือสารอาหารของพวกมัน
ชวนให้คนรังเกียจชิงชังนัก
สวี่ชิงถอนหายใจเบาๆ เก็บความคิดลงไป
ออกจากพันธมิตรแปดสำนักได้ครึ่งเดือนแล้ว
ในครึ่งเดือนนี้ นอกจากฝึกบำเพ็ญแล้ว เวลาส่วนมากเขาล้วนยืนอยู่ตรงนี้ทอดสายตามองไปที่ไกล ในใจมีอารมณ์ความรู้สึกที่พิเศษมากอย่างหนึ่งต่อการเดินทางไกลครั้งนี้ไม่มากก็น้อย
มีความวาดหวัง มีความหมองหม่นใจ มีความซับซ้อน
วาดหวังว่าต่อจากนี้ เขาจะเปิดฉากชีวิตใหม่อีกฉากหนึ่งในดินแดนที่ไม่เคยคุ้น เขาเดินทางจากพื้นที่เล็กๆ กันดารห่างไกลในทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ มาถึงยังสำนักเจ็ดเนตรโลหิต จนเดินมาถึงมณฑลรับเสด็จราชัน ตอนนี้สถานที่ที่จะไปก็เป็นสถานที่ที่ตลอดชั่วชีวิตคนธรรมดาทั่วไปก็ไม่มีทางไปได้
เมืองหลวงแห่งเขตปกครอง
หมองหม่นใจเป็นเพราะ…เขาประกายอรุณ
เขาปรารถนาอยากจะไปให้ถึงในทันทีทันใด แต่ก็กระวนกระวายที่จะเห็นหลุมฝังศพกับตาตัวเอง
อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ปนเปก็กลายเป็นความซับซ้อน
สวี่ชิงเงียบนิ่ง
นานจากนั้นเขาก็ก้มมองดูตราประทับดวงเล็กในมือ ของชิ้นนี้มีขนาดเพียงแผ่นเล็บเท่านั้น เป็นสีดำทั้งอัน บนนั้นสลักภาพอสูรร้ายบางอย่างเอาไว้ งดงามปราณีตมาก
ตราประทับดวงนี้ที่บรรพจารย์มอบให้ ครึ่งเดือนนี้เขาศึกษาค้นคว้าจนถ่องแท้แล้ว
นี่เป็นอาวุธร้ายกาจเพื่อทำลายล้างสังหารเป็นหลัก เมื่อกระตุ้นก็จะมีพลังที่แข็งแกร่งทรงพลังเกินต้านทาน
เพียงแต่หากใช้พลังบำเพ็ญระดับแก่นลมปราณกระตุ้นก็ยากที่จะสำเร็จ จำต้องหล่อเลี้ยงเป็นเวลานาน ถึงจะทำให้มันมีพลังปะทุขึ้นมาในครั้งเดียวได้
ตอนนี้ครึ่งเดือนผ่านไป การหล่อเลี้ยงของสวี่ชิงก็สำเร็จแล้ว ตอนนี้ในชั่วขณะที่ถือเล่นในมือแล้วเก็บลงไป ในห้องโดยสารเรือก็มีคนเดินออกมายังข้างกายเขา
“คารวะนายท่านห้า” สวี่ชิงประสานหมัดคารวะ
คนที่มาคือหญิงชรา เป็นเจ้ายอดเขาห้าแห่งสำนักเจ็ดเนตรโลหิตนั่นเอง นางสวมชุดคลุมยาวสีเขียวคราม ใบหน้าแก่ชรา ผมสีดอกเลา แต่ดวงตากลับเป็นประกายนัก
ตอนนี้ยืนอยู่ที่หัวเรือ หญิงชรามองๆ สวี่ชิง ฉายรอยยิ้มออกมา
สำหรับลูกศิษย์ที่นำความรุ่งโรจน์มากมายมาให้สำนักเจ็ดเนตรโลหิตคนนี้ นางยอมรับจากใจ มองสวี่ชิงนางเหมือนเห็นอนาคตของสำนักเจ็ดเนตรโลหิต
ดังนั้นนางพยายามทำให้ตัวเองดูอ่อนโยน
เพียงแต่ศึกษาค้นคว้าค่ายกลเล่นเล่ห์สกปรกมานานหลายปีทำให้นางแผ่ความเย็นยะเยือกออกมาจากในกระดูก จึงทำให้รอยยิ้มนี้แฝงด้วยความเยือกเย็นน่าขนลุกที่ไม่อาจจางหายไป
“ใจของเจ้าไม่สงบ”
หญิงชรามองดวงตาของสวี่ชิง นางสัมผัสได้ว่าลูกศิษย์ที่อยู่ข้างหน้าคนนี้เหมือนว่าในใจจะมีระลอกคลื่นซัดขึ้นลง
สวี่ชิงพยักหน้า
“ชีวิตคนมักจะมีการพลัดพราก มีการร้างห่างไกล มักจะมีอารมณ์ขึ้นลงที่ควบคุมไม่ได้ เรื่องนี้คนนอกไม่สามารถช่วยเจ้าได้ มีเพียงตัวเจ้าเองที่คิดกระจ่าง คิดถ่องแท้ถึงจะทะลุปรุโปร่ง เจ้าอายุยังน้อย ครั้งนี้ก็ถือเสียว่าเป็นการเดินทางดูชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนก็แล้วกัน
“เขตปกครองผนึกสมุทรมีสิบสามมณฑล มณฑลรับเสด็จราชันอยู่ใต้สุด จากนี้พวกเราจะเดินทางผ่านสี่มณฑลก็จะถึงเมืองหบวงเขตปกครอง ศูนย์กลางของเขตปกครองผนึกสมุทรแล้ว
“และสภาพของแต่ละมณฑลก็แตกต่างกันไป แม้จะมีเผ่ามนุษย์เป็นหลัก แต่กลุ่มเผ่าพันธุ์ต่างเผ่าก็มีไม่น้อย” หญิงชรายิ้มพลางเอ่ย ความเยือกเย็นน่าขนลุกก็ยังหนักหน่วงอยู่เช่นเดิม
“นายท่านห้า การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาแปดเดือนเชียวหรือขอรับ” สวี่ชิงหลังจากที่ประสานหมัดขอบคุณคำปลอบประโลมจากหญิงชรา ก็เอ่ยถามเสียงเบา
“ใช่แล้ว ข้ามาหาเจ้าก็คือจะมาบอกเจ้าเรื่องนี้ด้วย
“ครั้งนี้พวกเราอาศัยจุดส่งข้ามสาธารณะเจ็ดจุด และขอทางสิ่งอัศจรรย์สามครั้ง และยังมีเหาะเหินผ่านทะเลทรายสามเดือน สุดท้ายจึงจะไปถึง นับเวลาดูแล้วก็เป็นเวลาแปดเดือนพอดี เพื่อความปลอดภัยเส้นทางจึงเป็นความลับ เจ้ารู้เอาไว้ก็พอแล้ว”
พูดจบ หญิงชราก็ตบไหล่สวี่ชิง
“สวี่ชิง ก่อนมาท่านบรรพจารย์กับอาจารย์ของเจ้าได้ฝากฝังไว้กับข้า หลังจากที่ถึงเมืองหลวงเขตปกครองแล้ว เจ้ามีอะไรที่ต้องการให้ข้าคนนี้ทำก็บอกมาได้เลย ข้าไม่เชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้ ข้าเชี่ยวชาญค่ายกลสังหาร”
ความเยือกเย็นน่าขนลุกที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มของนายท่านห้าตอนนี้ยิ่งชัดเจน ทั้งยังแฝงด้วยกลิ่นคาวเลือดกลุ่มหนึ่ง
สวี่ชิงไม่แปลกใจ รูปแบบของสำนักเจ็ดเนตรโลหิตก็เป็นเช่นนี้มาตลอด อีกทั้งวิถีค่ายกลผดุงธรรมกับเล่นเล่ห์ทั้งสองขั้วแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าวิถีค่ายกลที่นายท่านห้าถนัดคือค่ายกลเล่นเล่ห์สกปรก ใช้วิธีการวางแผนเล่นเล่ห์ลอบฆ่าเป็นหลัก
“ขอบคุณนายท่านมากขอรับ” สวี่ชิงประสานหมัดคารวะ
ในขณะเดียวกัน ในยามที่พายุฝนในฟ้าดินแห่งนี้ซัดสาดลงไปในโลกมนุษย์ ในเทือกเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัย ข้างๆ สุสานเดียวดายแห่งหนึ่ง มีคนสวมชุดฟางคนหนึ่งยืนอยู่
เขายืนอยู่กลางพายุฝนเงียบๆ ปล่อยให้ฝนสาดใส่ตัว เกิดเป็นเสียงซ่าๆ
ท่ามกลางหยดฝนที่เชื่อมฟ้าดินด้วยสายวารี เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ทอดสายตามองไปยังเรือเหาะบนท้องฟ้าที่ตอนนี้จากไปไกล
ดวงตาทั้งสองใต้หมวกสานฉายประกายแสงสีทองจางๆ
นั่นคือลักษณะของคุณสมบัติเทพ
จิตสังหารรุนแรงกลุ่มหนึ่งกระหน่ำซัดในใจของคนคนนี้ แต่ทว่ากลับเหมือนกลิ่นอายของเขาที่ไม่แผ่ออกมาให้เห็นชัดภายนอกเลยแม้แต่น้อย ทั่วทั้งร่างยิ่งไม่มีระลอกคลื่นใดๆ
เขายืนอยู่ตรงนั้นเหมือนหลอมรวมเป็นหนึ่งไปกับรอบๆ ไม่มีทางถูกค้นพบได้
“เซิ่งเอ๋อร์ คนที่เจ้าอยากฆ่ามากที่สุดตอนมีชีวิต อีกไม่นานพ่อก็จะทำให้เจ้าสมปรารถนา”
คนในชุดฟางก้มหน้า มองไปยังป้ายสุสานเดียวดายข้างหน้า เอ่ยอย่างแผ่วเบา เสียงแหบแห้ง
จากนั้นก็มีจิตเทพแผ่ออกมา คล้ายว่าทักทายกับจอมเซียนจื่อเสวียน พวกนางเหมือนรู้จักกัน
คนนอกฟังไม่ได้ยินรายละเอียด สวี่ชิงในใจก็เต็มไปด้วยความประหลาดอัศจรรย์เช่นกัน ในขณะที่ทำการจับตามองต่อไป ก็ไม่รู้ว่าจอมเซียนจื่อเสวียนพูดอะไรกับชุดกระโปรงองค์หญิง ชุดกระโปรงองค์หญิงตัวนั้นหันมา คล้ายว่ามองมาทางสวี่ชิง
สวี่ชิงก้มศีรษะประสานหมัดคารวะ
ไม่นานนักก็มีเสื้อผ้าจำนวนมากกว่าเดิมเหินขึ้นมาจากข้างล่าง
ในนั้นมีชุดนางกำนัลบางคนยกผลไม้ศักดิ์สิทธิ์จำนวนหนึ่ง ลอยเข้ามาอย่างเมินซึ่งการป้องกันของเรือเหาะ หลังจากที่วางไว้คล้ายว่าทำการต้อนรับแขก เสื้อผ้าเหล่านี้ก็ไม่ได้จากไปทันที แต่กลับเหินไปมาข้างกายของคนทั้งหลายอย่างสงสัยใคร่รู้
การกระทำและกลิ่นอายของพวกมันก่อนหน้านี้สามารถสัมผัสได้ว่าพวกมันไม่ได้มีจิตคิดร้าย
ข้างหน้าสวี่ชิงเป็นถุงมือจำนวนหนึ่ง รูปแบบมากมาย ส่วนมาล้วนปราณีตงดงาม หลังจากที่วนล้อมรอบเขา พบว่าสวี่ชิงไม่สนใจจึงเหินไปทางนายกองทางนั้น
นายกองประเมินอย่างสงสัยใคร่รู้ ซ้ำยังยกมือจิ้มๆ
ไม่นานนัก หลังจากที่จอมเซียนจื่อเสวียนและชุดกระโปรงองค์หญิงทักทายกันเสร็จ แขนเสื้อชุดกระโปรงองค์หญิงเพียงสะบัด เสื้อผ้าบนเรือเหาะก็กระจายอยู่นอกเรือทันที ทำการเหินวนเวียนอีกครั้ง
เหมือนว่าทำการคุ้มกัน หลังจากที่คุ้มกันเรือเหาะจนใกล้ออกจากพื้นที่ราบแห่งนี้ พวกมันก็ทำท่าทางเหมือนประสานหมัดคารวะอำลา ต่างโค้งคำนับ แล้วจึงจากไป
จวบจนมองไม่เห็นร่องรอยแล้ว คนทั้งหลายบนเรือเหาะถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
“เผ่าอาภรณ์เป็นหนึ่งในขั้วอำนาจใหญ่ในมณฑลบังคับจำนน คิดไม่ถึงว่าจอมเซียนท่านจะรู้จักกับพวกมันด้วย” นายท่านห้าเอ่ยอย่างตื่นตะลึง
จอมเซียนจื่อเสวียนยิ้มน้อยๆ
“ข้ากับองค์หญิงใหญ่ของเผ่าพวกมันเป็นสหายเก่ากัน ตอนอายุน้อยๆ เคยท่องพเนจรไปด้วยกัน ตอนนั้นนางอยากให้ข้าใส่นางอยู่เสมอ แต่ข้าปฏิเสธทุกครั้ง
“ผู้อาวุโส…เอ่อ…ใส่แล้วจะเป็นอย่างไรหรือขอรับ” นายกองที่อยู่ข้างๆ ได้ยินก็ใจหล่นวูบ มือขวาหลบไว้ข้างหลัง ถามอย่างอดไม่ได้
สวี่ชิงกะพริบตาปริบๆ เขาเห็นบนมือขวาที่หลบไปข้างหลังของนายกองสวมถุงมือสีดำที่ทำจากผ้าโปร่งบาง
เป็นหนึ่งในถุงมือผ้าโปร่งบางที่วนล้อมรอบเขาเมื่อครู่นั่นเอง ไม่รู้ว่านายกองสวมมันไว้ที่มือตั้งแต่เมื่อไร
จอมเซียนจื่อเสวียนมองนายกองอย่างมีความหมายลึกซึ้งแวบหนึ่ง เอ่ยขึ้นราบเรียบ
“หลังจากที่สวมแล้วก็จะทำสัญญาโบราณกับพวกมันโดยทันที เลือดเนื้อที่ถูกปกคลุมจะเป็นของพวกมันนับแต่บัดนั้น”
นายกองได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก ยกมือขวาขึ้น มองๆ ถุงมือที่อยู่บนนั้น
“แบบนี้นี่เอง เช่นนั้นก็ไม่มีอะไร ในเมื่อเป็นเผ่าที่เป็นสหายสนิทของจอมเซียนจื่อเสวียน ศิษย์ถือว่ามอบเป็นของกำนัลให้ก็แล้วกัน” นายกองพูดแล้วก็กัดไปที่ข้อมือของตัวเอง
ท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดของทุกคนบนเรือเหาะ นายกองก็กัดดังกร๊อบ กัดข้อมือของตัวเองขาด
เหตุการณ์ทั้งหมดสีหน้าเขาไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าชินเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้หลังจากที่กัดขาด เขาก็ถือมือข้างที่ขาดที่สวมถุงมือขึ้นมาแล้วโยนไปนอกเรือเหาะ ทั้งยังยิ้มโบกมือซ้ายไปมาด้วย
“ลาก่อนนะ วันหลังถ้ามีเวลาข้าจะมาเล่นกับเจ้า”
มือข้างที่ขาดที่สวมถุงมือข้างนั้นลอยอยู่นอกเรือเหาะ มันโบกมืออำลากับนายกองด้วย ทั้งยังแฝงด้วยความอาลัยอาวรณ์ จากไปไกลอย่างช้าๆ
“เจ้าจินตนาการได้หรือไม่ว่า มือขวาของตัวข้ากำลังอำลากับข้า” นายกองมองสวี่ชิงด้วยใบหน้าสะท้อนใจ
สวี่ชิงเงียบนิ่ง คนทั้งหลายรอบๆ ต่างไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร
ภาพนี้ยิ่งทำให้อู๋เจี้ยนอูเห็นแล้วดวงตายิ่งเบิกกว้าง ฉายความแปลกประหลาดออกมา บทกวีพรั่งพรู
“โบราณมีอสรพิษใหญ่สลัดหาง เสาะหากินพุงกางแล้วกลับบ้าน
“กาลวันนี้เอ้อร์หนิวกัดมือขาดสะบั้น พลิกผันเป็นสหายกับนวลนางนิ้วทั้งห้า”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา