เข้าสู่ระบบผ่าน

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา นิยาย บท 435

บทที่ 435 ดาบปฐมบรรพจารย์สะบั้นไพศาลดั้งเดิม

และสวี่ชิงในตอนนี้ก็ก้าวเข้ามาในโลกภาพวาดฝาผนัง มาเยือนอีกครั้ง

จากกฎเกณฑ์ของโลกใบหนึ่งที่กดอัดมาบนร่าง เขาสูดลมหายใจลึก เอาป้ายออกมาแล้วไปยังเขตสิบสามตะวันออกที่เขาต้องดูแลในอนาคตตามการชี้นำทิศทาง

พื้นที่เขตนี้กว้างใหญ่มาก ก่อนหน้านี้มือผีไม่ได้พาเขามา หลังจากสวี่หาเจออย่างรวดเร็ว สายตาก็มองไป

ลักษณะภูมิประเทศของที่นี่เป็นภูเขาไฟเป็นหลัก พื้นดินสีแดงก่ำ หินหนืดเดือดทะลัก

เผ่าฟ้าทมิฬสามคนนั้นถูกสยบแยกกันในภูเขาไฟสามลูก

ใช้แสงและความร้อนของภูเขาไฟลอกเลียนแบบพลังของดวงอาทิตย์ ทำการทรมานพวกมันทั้งวันคืน

สวี่ชิงเหาะเหินไปสำรวจรอบหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นคือดึงผู้บำเพ็ญเผ่าฟ้าทมิฬคนหนึ่งออกมา ตรวจสอบอย่างละเอียด จากเวลาที่ไหลผ่านไป หลังจากห้าร้อยอึดใจ ในดวงตาสวี่ชิงก็ฉายประกาย

“กลิ่นอายของพระจันทร์สีชาดเข้มข้นกว่าเผ่าคลื่นศักดิ์มาก…” สวี่ชิงพึมพำ

ความจริงวันนั้นที่มือผีอธิบายและผ่าชำแหละเผ่าฟ้าทมิฬต่อหน้าเขาในวันนั้น สวี่ชิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพระจันทร์สีชาดในร่างของเผ่าฟ้าทมิฬแล้ว

กลิ่นอายนี้มาจากเลือดสีดำของเผ่าฟ้าทมิฬ

วันนี้มาถึง หลังจากที่เขาสำรวจก็ยืนยันจุดนี้

‘นี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมข้าถึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพระจันทร์สีชาดในตัวของเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์แล้ว เพราะในกายของผู้บำเพ็ญเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์มีสายเลือดเผ่าฟ้าทมิฬผสมอยู่ส่วนหนึ่ง

‘ดูจากเช่นนี้แล้ว หรือเผ่าฟ้าทมิฬจะเป็นเหมือนกับผู้บำเพ็ญแผ่นดินเทวะที่ปรากฏบนตราประทับบนเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะมณฑลรับเสด็จราชัน ล้วนแต่เป็นนับถือเทพเจ้าชั่วร้ายที่ปิดดวงตาทั้งสองข้างในพระจันทร์สีชาดนั่น’

ในใจสวี่ชิงเกิดความระมัดระวังขึ้นมา เขารู้ดีว่าพระจันทร์สีม่วงในวังสวรรค์วังที่สี่ของตน เกิดจากการช่วงชิงพลังกลุ่มหนึ่งมาจากพระจันทร์สีชาด

“เผ่าฟ้าทมิฬ…” สวี่ชิงครุ่นคิด เขารู้สึกว่า การวิเคราะห์ของตัวเองน่าจะเป็นความจริง นี่ก็ตรงกับเรื่องที่พูดกันว่าในเผ่าฟ้าทมิฬไม่มีดวงอาทิตย์ มีเพียงดวงจันทร์เท่านั้น

นานหลังจากนั้น สวี่ชิงสะกดความคิดลงไป ส่งจิตเทพไปหาเจ้าเงา ให้มันทิ้งเนตรเงาไว้บนร่างเผ่าฟ้าทมิฬสามตนนี้เพื่อสังเกตสำรวจ

ขณะเดียวกันยังติดตั้งแผ่นหยกบันทึกภาพเงาเคลื่อนไหวเอาไว้ด้วย

จากนั้นสวี่ชิงก็คิดๆ เพื่อที่จะให้พวกมันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ สืบรายละเอียดออกมาได้มาขึ้น เขาจึงขังเผ่าฟ้าทมิฬทั้งสามตนนี้เอาไว้ในภูเขาไฟลูกเดียวกันเสียเลย

ทำทุกอย่างเหล่านี้เสร็จ สวี่ชิงก็ลองจับนักโทษต่างเผ่ามาตนหนึ่ง เขาคิดจะลองว่าเคล็ดพรางมารยาชิงมรรคาจะทำให้ตนกลืนกินอีกฝ่ายได้สำเร็จ พลังบำเพ็ญยกระดับขึ้นจากการนั้นได้หรือไม่

แต่น่าเสียดาย แม้ด้านกำลังรบสวี่ชิงจะสามารถบดขยี้นักโทษได้ แต่ความแตกต่างของระดับพลังบำเพ็ญ ทำให้ผลลัพธ์ของเคล็ดพรางมารยาชิงมรรคาไม่ได้ดีเท่าไรนัก

สวี่ชิงขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกกว่า หากเทียบกับกลืนกินระดับแก่นลมปราณเป็นการกินถังหูลู่ ไม่ว่าถังหูลู่จะแข็งเพียงใดเขาล้วนกินได้ อย่างไรเสียชั้นที่หุ้มอยู่ข้างนอกก็คือน้ำตาล เข้าปากก็ละลาย ลงไปในกระเพาะก็ย่อยได้

ส่วนการกลืนกินระดับปราณก่อกำเนิดก็เหมือนว่าชั้นข้างนอกของถังหูลู่หุ้มด้วยเหล็ก กลายเป็นลูกเหล็ก ย่อยไม่ได้

จุดนี้สวี่ชิงก็สามารถเข้าใจได้ ต่อให้อีกฝ่ายอ่อนแอเพียงใด ระดับขั้นพลังก็ยังคงเป็นปราณก่อกำเนิด ความแตกต่างของระดับขั้น ทำให้เคล็ดวิชาระดับแก่นลมปราณยากจะแสดงศักยภาพได้ตามปกติ

แน่นอนก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี แต่มันยุ่งยากมาก สะดวกสบายไม่สู้กลืนกินระดับปราณก่อนกำเนิด

สวี่ชิงรู้สึกว่าอาจจะเป็นเพราะวิธีการของตัวเองไม่ถูก ดัจึงคิดวางแผนรอให้หลังจากที่ตัวเองทนแบกรับที่นี่ได้นานยิ่งขึ้น ค่อยลองหาวิธี ตอนนี้คำนวณเวลาแล้ว เขาเตรียมจะจากไป

วันนี้เขามาที่นี่สองครั้งแล้ว ตอนนี้ร่างกายแบกกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ไว้ก็ใกล้จะถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว

และในตอนที่เขาเตรียมจะจากไป จู่ๆ ที่ไกลๆ ก็ฟ้าดินเปลี่ยนสี เมฆหมอกบนฟ้าปรากฏขึ้นเอง แปรเปลี่ยนเป็นเมฆดำมืดไปทั่ว สายฟ้าแต่ละทางๆ แลบแปลบปลาบในนั้นไม่ขาดสาย

ประดุจทัณฑ์สวรรค์

ยิ่งมีสายฟ้าจำนวนไม่น้อยฟาดผ่าลงพื้น เกิดเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวรัวเป็นชุด ทำให้ผืนแผ่นดินพังทลาย เศษหินระเบิดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังขยายบริเวณไปเรื่อยๆ อีกด้วย

สวี่ชิงดวงตาจ้องเพ่ง เขาไม่ได้ใช้กฎเกณฑ์ทำให้เกิดภาพนี้

“หรือจะมีพัศดีคนอื่นมา”

สวี่ชิงร่างไหววูบ มุ่งหน้าเข้าไปใกล้ ทุกที่ที่พาดผ่าน รอบๆ ล้วนเกิดลมเมฆโหมทะลัก

มองไกลๆ แล้วเหมือนกายสวรรค์ที่หุ้มล้อมด้วยพลังอันกล้าแกร่ง กำลังห้อตะบึงไป

และในเสี้ยวพริบตาที่สวี่ชิงใกล้เข้าไป เงาร่างทางหนึ่งก็พลันพุ่งออกมาจากพื้นดินข้างล่างทัณฑ์สวรรค์ นั่นเป็นต่างเผ่าที่ผิวทั่วทั้งร่างเป็นสีฟ้า ศีรษะมีเขาเดียว ร่างสูงใหญ่ตนหนึ่ง

ต่างเผ่าตนนี้มีตาเดียว แขนทั้งสองใหญ่หนา แต่ละข้างมีนิ้วเก้านิ้ว ตอนนี้สีหน้าแฝงด้วยความร้อนรน ยิ่งมีความบ้าคลั่ง กำลังพุ่งไปในเมฆอัสนีบนฟ้าอย่างรวดเร็ว

เขากำลังผจญเคราะห์!

สวี่ชิงเมื่อได้เห็นก็กระจ่างทันที ที่นี่ไม่มีพัศดีคนอื่น เหตุผลที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินก็คือต่างเผ่าตนนี้

ต่างเผ่าตนนี้ไม่ธรรมดาเลย พลังบำเพ็ญในโลกใบเล็กก็ยังใกล้ทะลวงพลังบำเพ็ญได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โลกใบเล็กแปรเปลี่ยนเป็นทัณฑ์สวรรค์ทำการสยบกำราบ

เรื่องนี้ในโลกใบเล็กมีให้เห็นไม่มากนัก ช่วงนี้จากการที่เข้าใจแดนคุก สวี่ชิงรู้ดีว่า…อีกฝ่ายไม่มีทางทำสำเร็จ

หากกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ไม่ใช่วังครองกระบี่เป็นผู้ควบคุม อีกฝ่ายมีความเป็นไปได้ว่าจะทำได้สำเร็จ แต่การสยบกำราบของทัณฑ์สวรรค์ที่นี่ตอนนี้ แม้สวี่ชิงจะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่จากความเข้าใจของเขา พลานุภาพของมันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน

และที่นี่เดิมไม่มีการควบคุมดูแล คิดแล้วนี่ก็เป็นเหตุผลที่ต่างเผ่าตนนั้นเลือกที่นี่

แต่นักโทษตนนี้เห็นได้ชัดว่าคาดการณ์ไม่ถึงเรื่องการมาเยือนของสวี่ชิงในวันนี้

‘ผู้อาวุโสมือผีจัดให้ข้ามาที่นี่เป็นเพราะรู้เรื่องนี้ใช่หรือไม่’ ในขณะเดียวกับที่สวี่ชิงในใจกระจ่าง เมฆเคราะห์แถบนั้นก็พลันมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวออกมา

อัสนีส่งเสียงสะท้านเลื่อนลั่น ฟ้าเปลี่ยนสี อัสนีแต่ละทางๆ ฟาดลงมาจากในชั้นเมฆ แต่ไม่ได้ฟาดผ่ามายังต่างเผ่าที่พุ่งมาตนนั้น แต่กลับรวมตัวอย่างรวดเร็ว

แล้วรวมเป็นดาบยาวที่ก่อขึ้นจากสายฟ้าแลบฟ้าร้องเล่มหนึ่งข้างล่างชั้นเมฆ

ดาบเล่มนี้แสงอัสนีมหาศาล เจิดจ้าพร่างพราย ตอนนี้เมื่อปรากฏขึ้นฟ้าดินส่งเสียงดังกึกก้อง

พลังแข็งแกร่งทรงพลานุภาพกลุ่มหนึ่งฟาดลงมา ในนั้นแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่โคจรโลกใบเล็กแห่งนี้ แฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ยิ่งแฝงด้วยพลังแห่งมรรคาสวรรค์

แผ่ท่วงทำนองเต๋าอันชัดเจนออกมา!

แสงดาบในเสี้ยวขณะนี้ยิ่งเจิดจ้าเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สีสันในฟ้าดินเปลี่ยนแปลง เหมือนว่าในเสี้ยวขณะนี้โลกมืดมนลงโดยสมบูรณ์ มีเพียงประกายของดาบเล่มนี้ที่เป็นแสงเพียงหนึ่งเดียวในฟ้าดิน!

ด้วยพลานุภาพอันสูงสุด สำแดงพลังไม่สิ้นสุด ทำให้เกิดเสียงแหวกอากาศที่ดังก้องผืนฟ้า ฟันไปยังต่างเผ่าตนนั้นดาบหนึ่ง!

นี่ถึงจะเป็นดาบสวรรค์ที่แท้จริง!

สิ่งที่ฟาดฟันไม่ใช่กาย แต่เป็นมรรคา!

ดาบหนึ่งฟาดลงมา ทะลุผ่านร่างของต่างเผ่าไปในพริบตา

ต่างเผ่าผิวสีฟ้าทั่วทั้งร่างสะท้านเฮือก ปากส่งเสียงร้องโหยหวนน่าสังเวช ขณะทั่วทั้งร่างสั่นสะท้าน ก็กระอักเลือดออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

ในขณะที่ร่างจะร่วงหล่น พลังบำเพ็ญระดับก่อลมปราณตนนั้นไม่อาจทานทนได้ เพียงพริบตาก็ระเบิดทันที!

เห็นได้ชัดว่าการปรากฏขึ้นของดาบเคราะห์สวรรค์ประเภทนี้ อยู่นอกเหนือสิทธิ์อำนาจของเขา

แต่สวี่ชิงก็ไม่ยอมแพ้ ดวงตาทั้งสองหลับลงทันที เริ่มทำสมาธิ

เหมือนกับสัมผัสรับรู้ข้างหน้าภูเขาจักรพรรดิภูตในตอนนั้น พยายามทำให้เงาดาบในสมองเลือนหายไปอย่างช้าๆ พยายามจำมันเอาไว้

เวลาหลายร้อยอึดใจ เพียงพริบตาก็ผ่านพ้นไป

สวี่ชิงลืมตา ในดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด เขาเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าที่เมฆหมอกสลาย ฟื้นคืนสู่ปกติ ถอนหายใจเบาๆ ออกมาทีหนึ่ง

การสัมผัสรับรู้ของเขา…ก็ยังคงล้มเหลวอยู่ดี

ด้านหนึ่งคือเวลาที่ดาบสวรรค์ปรากฏขึ้นสั้นเกินไป อีกด้านหนึ่งคือขีดจำกัดสูงสุดในการมาเยือนโลกใบนี้ของเขา ทำให้สภาวะของเขาไม่ดี

และยังมีอีกด้านหนึ่งคือระดับของดาบสวรรค์เล่มนี้สูงมาก ในระดับหนึ่งแล้วสามารถมองเป็นดาบสะบั้นไพศาลดั้งเดิมได้เลย

ทุกอย่างนี้ทำให้สวี่ชิงยากจะทำสำเร็จ

“แล้วก็ข้าใจร้อนเกินไป”

สวี่ชิงพึมพำ หลังจากวิเคราะห์สาเหตุของการล้มเหลว เขาก็จำต้องทะยานตัวขึ้นท่ามกลางการทอดถอนใจ ไปจากโลกใบเล็กแห่งนี้

ในเสี้ยวพริบตาที่ออกมา จากร่างที่พลันผ่อนคลาย ความรู้สึกเหนื่อยล้าก็เกิดขึ้นทั่วทั้งร่างทันที

ทุกครั้งที่ออกจากโลกใบเล็ก เขาล้วนเกิดความรู้สึกแบบนี้ นี่เกิดจากพลังบำเพ็ญของเขาไม่พอ แบกรับกฎเกณฑ์ของโลกใบหนึ่ง ภาระต่อร่างกายสูงมาก

แต่ว่าสวี่ชิงไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ในดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด ในใจก็ยังคงทำการวิเคราะห์อยู่

“หากอยากสัมผัสรับรู้จะต้องให้มันปรากฏขึ้นหลายๆ ครั้ง…ตัวเองยิ่งต้องอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย เป็นสมาธิโดยสมบูรณ์โดยสมบูรณ์

“จึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุดาบสวรรค์สะบั้นมรรคานี้”

สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด ก้มหน้ามองโลกใบเล็กข้างล่าง ในใจมีทิศทาง

“ดาบสะบั้นไพศาล ตอนนี้ข้าบรรลุแล้วสองดาบ หากดาบสวรรค์สะบั้นมรรคาทำได้สำเร็จ เช่นนั้นดาบนี้ก็จะเป็นดาบที่สามของข้า”

สวี่ชิงหลังจากมาถึงเมืองหลวงเขตปกครองก็ไม่ได้ไปจากที่นี่เลย ไม่เคยออกไปตามหาศาลเจ้าไพศาลอนันต์ข้างนอก ดังนั้นดาบสะบั้นไพศาลจึงไม่บรรลุเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นเขาก็รู้ว่าเงื่อนไขการสัมผัสรับรู้ดาบสะบั้นไพศาล ความจริงแล้วศาลเจ้าส่วนมากล้วนว่างเปล่า

ในเมื่อขอเพียงมีคนทำสำเร็จครั้งหนึ่งก็สูญสิ้นพลังแล้ว ต้องใช้เวลาหลังจากนั้นสามสิบปีถึงจะค่อยๆ สัมผัสรับรู้ใหม่ได้อีกครั้ง

นี่ก็ชี้แล้วว่าความยากของการสะสมดาบสะบั้นไพศาลสูงมาก ต้องมีวาสนาถึงจะหาศาลเจ้าที่ครบกำหนดเวลา หรือยังไม่เคยได้รับการสัมผัสรับรู้ หรือบังเอิญว่าผู้สัมผัสรับรู้ตายพอดี

ขณะที่ครุ่นคิด สวี่ชิงก็กลับมาถึงกรมราชทัณฑ์

“ยังไม่กลับหอกระบี่แล้วกัน!”

ในเสี้ยวพริบตาที่เดินออกมาจากภาพวาดฝาผนัง สวี่ชิงหันไปมองทางภาพโลกใบเล็ก

ในดวงตาฉายแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว หามุมหนึ่งที่ชั้นเก้าสิบแล้วนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ

หลังจากนั้นสองชั่วยาม ในยามที่โลกใบเล็กทีพัศดีทยอยเดินออกมา ร่างของสวี่ชิงภายใต้การโคจรจากผลึกแก้วสีม่วงในร่างก็ฟื้นฟูเป็นปกติ

เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ลุกขึ้นก้าวเข้าไปในภาพวาด แบกรับกฎเกณฑ์ที่ประทับลงมา เข้าไปในโลกใบเล็กอีกครั้ง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา