บทที่ 617 ความล้ำลึกของจิตวิญญาณ
สวี่ชิงทราบจุดที่ตนแตกต่างกับผู้บำเพ็ญทั่วไปเป็นอย่างดี
นั่นก็คือร่างกาย
แม้กายเนื้อจะเป็นของเขา แต่เป็นสิ่งที่นิ้วเทพเจ้าสร้างขึ้นในตอนนั้น เดิมก็เพื่อปรับให้ผสานกับร่างกายของตนได้ดียิ่งขึ้น สุดท้ายก็เพราะผลึกวารีสีม่วงเป็นเหตุ กลายเป็นสร้างให้สวี่ชิงโดยไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลยเสียอย่างนั้น
นี่เป็นกายเนื้อเทพเจ้าร่างหนึ่ง
‘แม้องค์ท่านจะค่อนข้างธรรมดา เป็นแค่นิ้วหนึ่งนิ้วจากร่างกายเทพเจ้าแดนต้องห้ามเซียนที่ไม่รู้ว่าแยกออกไปกี่ส่วน’ สวี่ชิงพึมพำในใจ
แต่ตัวตนขององค์ท่านก็ยังเป็นเทพเจ้า
ดวงตาสวี่ชิงเปล่งประกาย ครุ่นคิดในใจ
‘ดังนั้นดวงตาของกายเนื้อร่างนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นดวงตาของเทพเจ้าในระดับหนึ่ง
‘เช่นนั้นในทางทฤษฎี ข้าก็สามารถใช้สายตาของเทพเจ้ามองโลกใบนี้ได้ด้วย’
สวี่ชิงยกมือขึ้น นวดหว่างคิ้ว เพ่งสมาธิสัมผัสจิตวิญญาณของตนเอง แต่เขายังเข้าใจจิตวิญญาณได้ไม่มากเท่าไรนัก
เขารู้แค่ว่าจิตวิญญาณเป็นตัวแทนของแก่นแท้ เป็นตัวแทนของประสาทสัมผัสเทพ เป็นการรวมกันของความว่างเปล่าอย่างหนึ่ง
มีพลังแก่นแท้มากเท่าไร จะเป็นตัวตัดสินความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ
ส่วนรายละเอียด อันที่จริงสวี่ชิงไม่ได้เข้าใจมากนัก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาที่มีพลังบำเพ็ญในระดับนี้ต้องศึกษา
แต่ตอนนี้ สวี่ชิงตระหนักได้ถึงความสำคัญของจิตวิญญาณหลายครั้ง และสรุปคำตอบออกมาได้จากการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ก่อนหน้านี้
‘จะยกระดับจิตวิญญาณ จากนั้นผสานพิษเข้าไป ตอนนี้ข้าน่าจะทำได้แค่สิ่งที่ตามองเห็น พิษต้องห้ามปะทุขึ้นมาเอง!
‘เช่นนั้น จิตวิญญาณคืออะไรกันแน่’
คำถามนี้ คำตอบของแต่ละคนแตกต่างกัน
บางคนคิดว่าเกิดจากกลิ่นอายของร่างกาย บางคนคิดว่าปรากฏขึ้นจากการรวมตัวกันของแก่นแท้ และบางคนคิดว่าเป็นคลื่นพลังที่มองไม่เห็น
สรุป ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับความว่างเปล่าที่เลื่อนลอย
สวี่ชิงหลับตาทั้งสองข้าง แผ่เจตจำนงพิษต้องห้ามในร่างกายออกมา ปกคลุมทะเลความรู้สึก ค้นหาจิตวิญญาณของตัวเอง
เขาหาเจอได้ เพราะที่ส่วนลึกของทะเลความรู้สึก ส่วนปลายของแก่นแท้ ที่นั่นมีแสงไฟกลุ่มหนึ่งที่เกิดจากประสาทสัมผัสเทพ
มีแสง และมีไฟ
แสงคือแสงของจิตวิญญาณ ไฟคือไฟแห่งชีวิต
พวกมันผสานกันราวกับเป็นศูนย์กลางของทั้งหมด ที่นี่ถูกแก้ไข ความรู้ความเข้าใจก็ได้รับผลกระทบ เมื่อที่นี่มอดดับ ชีวิตก็จะกลายเป็นสีดำ
นี่ ก็คือจิตวิญญาณที่สวี่ชิงคิดก่อนหน้านี้
ทว่าตอนนี้ สวี่ชิงลังเล
เพราะเขาลองนำพิษต้องห้ามของตนผสานเข้าไปในแสงไฟนี้ เขาสัมผัสการวูบไหวของแสงไฟได้อย่างชัดเจน และสัมผัสได้ว่าหลังจากที่พิษต้องห้ามผสานเข้าไปในนั้นแล้วกลายเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่ได้ผลอย่างที่เขาอยากให้เป็น พริบตาต่อมาก็แยกตัวกันเอง
ราวกับการผสานทั้งหมดเป็นแค่ผิวเผินเท่านั้น เหมือนกับ…แสงกลุ่มนี้ ความจริงแล้วเป็นแค่ภาพมายา
มัน อาจจะไม่ใช่รากเหง้าของจิตวิญญาณ
สวี่ชิงเงียบนิ่ง
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป ขณะที่สวี่ชิงครุ่นคิด ก็ผ่านไปแล้วเจ็ดวัน
ในเจ็ดวันนี้ ร่างกายของสวี่ชิงซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด การพิจารณา การค้นหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ทำให้เขาได้คำตอบ มีแต่ทำให้แก่นแท้อ่อนแอรวมถึงกลิ่นอายเบาบางลงเท่านั้น
‘ผู้บำเพ็ญกับคนธรรมดานั้นแตกต่างกัน ผู้บำเพ็ญมีปราณก่อกำเนิด มีประสาทสัมผัสเทพ กระทั่งมาถึงระดับข้าในตอนนี้ที่สามารถสิงร่างได้…
‘หลังจากสิงร่าง ข้ายังคงเป็นข้า เช่นนั้นจิตวิญญาณ…ก็ไม่มีทางอยู่ในกายเนื้อ!’
สวี่ชิงขมวดคิ้ว นึกย้อนถึงตอนที่นิ้วเทพเจ้าจะสิงร่างตัวเองก่อนหน้านี้ ตอนนั้นเขาจำได้ว่าร่างกายสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณกำลังถูกทำลาย สัมผัสได้ว่าจิตใต้สำนึกกำลังสลายไป
‘ต้องทดลองเสียหน่อย’
สวี่ชิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววดื้อรั้น เขาต้องรู้ให้ได้ว่าจิตวิญญาณคืออะไร และมีเพียงเช่นนี้ถึงจะสามารถสำเร็จการผสานพิษต้องห้ามขั้นถัดไป
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก ขณะที่กำลังจะส่งจิตเทพให้กับเจ้าเงา แต่ก็หยุดชะงักไป
หลายวันมานี้เจ้าเงาเอาแต่ตื่นกลัว มันรู้สึกว่าหลังจากที่สวี่ชิงได้รับคำชี้แนะจากรัฐทายาทก็น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายก็เช่นเดียวกัน
เมื่อเห็นสวี่ชิงจะออกคำสั่ง มันจึงรีบตั้งใจฟัง แต่รออยู่สักพัก ก็ไม่เห็นสวี่ชิงถ่ายทอดคำสั่งมาเสียที
“หลี่โหยวเฝ่ย!” สวี่ชิงคิดๆ ก็ส่งเสียงเรียกหลี่โหยวเฝ่ยที่อยู่ด้านนอก
หลี่โหลวเฝ่ยที่กำลังทำงานสารพัดอย่างอยู่ในโถงใหญ่ เมื่อได้ยินก็คารวะมาทางห้องด้านหลังที่สวี่ชิงอยู่ หันหลังไหววูบ พุ่งออกไปด้านนอก
ในคืนนั้น หลี่โหยวเฝ่ยกลับมา หิ้วผู้บำเพ็ญกลางคนผู้หนึ่งมาด้วย วางไว้ตรงหน้าสวี่ชิง
“นายท่าน คนผู้นี้เป็นอาชญากรในเทือกเขาทนทุกข์ ข่มขืนชิงทรัพย์ ทำแต่เรื่องชั่วๆ และเพราะอยู่ใต้อาณัติบรรพจารย์โม่กุย จึงยังไม่มีใครลงโทษเขา”
หลี่โหยวเฝ่ยเอ่ยอย่างนอบน้อม
สวี่ชิงก้มหน้ามอง นี่เป็นชายกลางคนผู้หนึ่ง พลังบำเพ็ญแก่นลมปราณ ไม่ใช่เผ่ามนุษย์
ใบหน้ามีแผลเป็นรอยหนึ่ง ดูอัปลักษณ์ยิ่ง กลิ่นคาวเลือดบนตัวเข้มข้น
สวี่ชิงพยักหน้า เขารู้ว่าหลี่โหยวเฝ่ยคงไม่กล้าหลอกตน เว้นเสียแต่เบื่อจะใช้ชีวิตแล้ว จึงโบกมือให้เขาออกไป จากนั้นก็มองไปที่ผู้บำเพ็ญกลางคนที่ยังสลบไสลตรงหน้า ยกมือขวาขึ้นกดไปที่หน้าผากเขา
พริบตาต่อมา ประสาทสัมผัสเทพของเขาก็ทะลักเข้าไป กลิ่นอายรวมถึงคลื่นพลังทั้งหมดของตน แทรกซึมเข้าไปในร่างกายผู้บำเพ็ญคนนี้ตามประสาทสัมผัสเทพ กระทั่งปราณก่อกำเนิดของเขาก็จำแลงออกมา แทรกเข้าไปทีละจุด
เริ่มสิงร่าง!
พริบตาต่อมา จากสัมผัสรับรู้ของสวี่ชิง ก็มาถึงทะเลความรู้สึกที่ไม่ค่อยสว่างนักผืนหนึ่ง วังสวรรค์หกวังในนี้เปล่งแสงวูบวาบตามปกติ วังสวรรค์ทั้งหกสั่นสะเทือนจากการปรากฏตัวของสวี่ชิง
สวี่ชิงไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ใด แผ่จิตเทพออกไป ปกคลุมทั้งทะเลความรู้สึก ค้นหากลุ่มแสงไฟของจิตวิญญาณอีกฝ่าย ไม่นานก็พบ จึงพุ่งเข้าไปทันที
‘ที่สวี่ชิงกล่าวมาข้ารู้จักทุกตัวอักษร แต่ทำไมหลังจากร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ข้าถึงฟังไม่ออกเล่า เขากำลังพูดอะไร…’
อู๋เจี้ยนอูมึนงง เขารู้สึกว่านี่ไม่น่าจะใช่ปัญหาของตน จึงมองไปที่คนอื่นๆ และพบว่าหลี่โหยวเฝ่ยก็เหมือนกับตัวเอง ใบหน้าสับสนงุนงงเสียเต็มประดา
ที่แตกต่าง ในระหว่างที่หลี่โหยวเฝ่ยสับสนงุนงง ก็เจือตื่นกลัวอยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่า เขากังวลว่าสักวันสวี่ชิงจะทดลองเช่นนี้กับตัวเอง
ส่วนหนิงเหยียนกลับหวาดผวา ในใจมีคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ
เพราะคำพูดทำนองนี้ เขาเคยได้ยินบิดาของตนกล่าวออกมา…แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าสวี่ชิงที่อยู่ในระดับปราณก่อกำเนิดจะกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา
เขาสัมผัสได้ว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่สวี่ชิงสัมผัสรับรู้และวิเคราะห์ออกมาด้วยตัวเอง
ดวงตานายกองฉายแววล้ำลึก ยิ้มสดใส กล่าวเสียงต่ำในใจ
“อาชิงน้อย ที่ศิษย์พี่ใหญ่พาเจ้ามาที่แผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา ไม่ใช่แค่เพื่อจะมากลืนกินชื่อหมู่เท่านั้น…ที่นี่ จะเป็นที่ที่เจ้าและข้าจะได้โบยบิน!”
ส่วนโยวจิงตอนนี้เงียบนิ่ง นางมองห้องด้านหลังที่สวี่ชิงอยู่อย่างซับซ้อน ในใจมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
‘หรือว่าสวี่ชิงผู้นี้จะเป็นเหมือนกับข้า ที่เคยเป็นร่างซึ่งแปรมาจากจิตวิญญาณแยกย่อยของตัวตนสักตัวตนหรือ’
ต่างคนต่างความคิด แต่ขณะที่ระลอกคลื่นในใจโหมซัดกันหมด รัฐทายาทก็ยิ้มออกมา ครั้งนี้เขาไม่ได้รู้สึกเกินคาดกับการบรรลุของสวี่ชิง ทั้งหมดอยู่ในการคาดการณ์ของเขา
ก่อนหน้านี้เขาก็คาดไว้แล้ว ด้วยการสติปัญญาของสวี่ชิง จะต้องตระหนักถึงขั้นนี้แน่
‘นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างข้ากับอาจารย์ของเจ้าเด็กคนนี้ ความรู้ของอาจารย์เขายังมีจำกัด จึงไม่เหมาะที่จะชี้แนะ เรื่องนี้ไม่โทษเขา หยกเช่นนี้ หากมีแต่คนจะแกะสลัก นั่นก็ไม่ใช่หยกแล้ว’
รัฐทายาทอมยิ้มลุกขึ้น เขารู้ว่าขั้นต่อไป อีกฝ่ายก็จะนึกถึงพลังการเปลี่ยนแปลงสัมผัสรับรู้ของตนเองทางนี้ และเขาก็จะให้ทางเลือกหนึ่งกับสวี่ชิง
“ให้คนนอกลงมือใช้สัมผัสรับรู้เปลี่ยนความทรงจำ วิธีการนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ เข้าไปในจิตใต้สำนึกไม่ได้ ทำได้เพียงผิวเผินเท่านั้น อีกทั้งจะมีตราประทับของข้ากลางจิตวิญญาณของเขาด้วย แต่ข้อดีคือ ดวงตาเขาจะมีพิษ
“ด้วยนิสัยของเด็กคนนี้ เขาน่าจะไม่ยอม เช่นนั้น…วิธีการที่สองของข้า โอกาสที่เขาจะยอมรับก็น่าจะมากขึ้น”
รัฐทายาทก้าวเท้า กำลังจะเดินไป จู่ๆ เจ้านกแก้วก็อ้าปาก กล่าวทวนคำพูดของสวี่ชิงที่อยู่ในห้องด้านหลังขึ้นมา
“อยากจะทำให้ได้ถึงจุดนี้ ก็มีเพียงวิธีเดียวที่จะทำได้!
“นั่นก็คือสลักพิษนักไม่ถ้วยเอาไว้บนร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อทุกมัด เลือดทุกหยด กระดูกทุกข้อของขาแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรง!
“ข้าเปลี่ยนความทรงจำไม่ได้ แต่การสร้างความทรงจำไม่ใช่แค่ประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจเท่านั้น ยังมีสัญชาตญาณของร่างกายด้วย!
“ใช้พิษสลักจนกลายเป็นสัญชาตญาณของร่างกาย ใช้สัญชาตญาณไปบดบังความทรงจำ!
“และดวงตาทั้งสองของข้าก็ต้องฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็จะพึ่งพาปฏิกิริยาทั้งหมดของกายเนื้อ ส่งข้อมูลหนึ่งถาวรให้ความทรงจำว่า
“ข้ามีพิษ!”
ดวงตาสวี่ชิงเปล่งประกายวูบวาบ ฮึกเหิมกระปรี้กระเปร่า
ในโถงใหญ่ ทุกคนตาลอย หลิงเอ๋อร์ยิ่งกังวล หนิงเหยียนสูดลมหายใจ นายกองประทับใจ รัฐทายาทชะงักฝีเท้า กลับไปนั่งเงียบๆ
‘ไม่ต้องให้ข้าเปลี่ยนสัมผัสรับรู้…เจ้าเด็กคนนี้…เขากำลังเปลี่ยนสัมผัสรับรู้ด้วยตัวเองหรือ’

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา