บทที่ 623 อำนาจของสวี่ชิง!
“พูดถึงเรื่องนี้…” นายกองสีหน้าฉายแววภาคภูมิ เอาลูกท้อลูกหนึ่งออกมาตามสัญชาตญาณ กำลังจะกิน ก็พบว่ารัฐทายาทกำลังมองตน
เขาจึงกะพริบตาปริบๆ เอาสาลี่ออกมาลูกหนึ่ง ยื่นให้รัฐทายาท
“ท่านปู่ชราเอาสักลูกไหมขอรับ”
รัฐทายาทใบหน้าไร้อารมณ์
นายกองยิ้มแห้ง เก็บสาลี่ลงไป กระแอมออกมาทีหนึ่ง
“พูดถึงเรื่องนี้ นั่นย่อมเป็นตาแก่ที่เป็นฝ่ายตามหาข้า ตอนนั้นข้ายังสวมกางเกงผ่าก้น เล่นดินเล่นโคลนกับพวกน้องสาวข้างบ้านอยู่เลย สุดท้ายตาแก่ก็มาเจอเข้า รบกวนเรื่องดีๆ ของข้า แล้วยังคลำๆ กระดูกของข้า บอกว่าข้าเป็นคนที่มีวาสนากับเขา จึงลักพาตัวข้ามา
“ส่วนอาชิงน้อย นั่นเป็นเขาที่เป็นฝ่ายตามหาท่านอาจารย์ ไม่เหมือนกับข้า”
รัฐทายาทมองนายกองผาดหนึ่ง เขาฟังเข้าใจแล้ว เจ้าเด็กนี่เป็นฝ่ายตามหาอาจารย์ของเขา ด้วยความหน้าด้านหน้าทนถึงได้รับเอาไว้ กำลังจะเอ่ยปาก
แต่ในตอนนี้เอง รัฐทายาทในใจสัมผัสได้ เงยหน้ามองไปทางบริเวณที่ไกลที่สวี่ชิงอยู่
นายกองก็สัมผัสได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน มองไป
ท่ามกลางฟ้าดินที่มืดมน ในลมทรายสีคราม สวี่ชิงยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ พลางมองดอกลิขิตฟ้าข้างหน้า
เขารู้ ดอกไม้ดอกนี้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่วางเอาไว้
และรู้ดีว่าคนที่สามารถรู้อดีตของตนจะต้องเป็นท่านอาจารย์อย่างแน่นอน ดังนั้น การปรากฏขึ้นของดอกลิขิตฟ้าดอกนี้ก็ไม่ได้น่าประหลาดใจแล้ว
ท่านอาจารย์คาดการณ์ทุกอย่างเอาไว้ล่วงหน้า
สวี่ชิงยกมือขึ้นอย่างระมัดระวัง ถือกล่องเหล็กขึ้นมาอย่างช้าเนิบ มองดอกไม้ที่อยู่ในนั้น เขาคิดถึงชายชราคนนั้นที่ฐานที่มั่นคนเก็บกวาดขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่อาจควบคุม
“หัวหน้าเหลย ในที่สุดข้าก็หาดอกลิขิตฟ้าเจอแล้ว…”
สวี่ชิงพึมพำ หลับตาลง
จากการแตกสลายไปของใบหน้าสีเลือดข้างหลัง จากเลือดมากมายมหาศาลที่ทะลักเข้าไปตามรูขุมขนทั่วร่าง เขาในเสี้ยวขณะนี้ก็ยังคงได้ยินเสียงแว่วเสียงทอดถอนใจไม่ยอมจำนนของความเป็นเทพ
ความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่หลั่งริน ก็กลับมาอย่างต่อเนื่อง
ดอกไม้ดอกนี้เป็นเหมือนสมอตัวหนึ่ง
ทำให้ความปั่นป่วนว้าวุ่นทุกอย่างของเขามีต้นกำเนิดความมั่นคง ทำให้ความสับสนงุนงงเหมือนฝันทุกอย่างของเขา มีเครื่องหมายของความมั่นคง ยิ่งทำให้ความเป็นมนุษย์ของเขานับจากนี้เกิดเป็นรูปธรรม แปรเปลี่ยนเฉกเช่นศิลา แข็งแกร่งไม่อาจทำลายลงได้
ความทรงจำทุกอย่างที่แต่เดิมสำคัญแต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ ตอนนี้กลับมาสำคัญอีกครั้ง
ภาพเมื่อตอนเด็ก ภาพที่สำนักเจ็ดเนตรโลหิต ประสบการณ์ในเขตปกครองผนึกสมุทร…
ทุกอย่างปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง อีกทั้งยิ่งลึกซึ้ง
เขายืนยันชื่อของตัวเอง ยืนยันคนและสิ่งที่ตัวเองไม่อาจทอดทิ้งไปได้
ความเป็นเทพกำลังซ่อนเร้นไป ความเป็นเดรัจฉานกำลังถูกควบคุม
นาน นานมาก
สวี่ชิงลืมตา ในดวงตาฉายความโศกเศร้า เขา ได้สติตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
ความปั่นป่วนว้าวุ่นหายไป
ความหิวไม่เหลืออยู่อีก
ทันทีที่ตื่นขึ้นมา เขาสัมผัสได้ถึงความแตกต่างออกไปของร่างกายตัวเอง พลังกายเนื้ออันมหาศาลกำลังไหลเวียนอยู่ในร่าง แผ่กลิ่นอายที่น่าหวาดกลัวและระลอกคลื่นพลังที่น่าครั่นคร้ามออกมา
ในอดีตเขายากที่จะควบคุมร่างเทพเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ในด้านความเข้ากันได้มาถึงในระดับสูงสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นับจากเสี้ยวขณะนี้ ร่างนี้ไม่เป็นของนิ้วเทพเจ้าอีกต่อไป
เนื่องจากกำลังรบที่เพิ่มขึ้นทำให้ยิ่งน่าครั่นคร้าม
จากนั้น สวี่ชิงสัมผัสสมบัติเทพที่แปรเปลี่ยนจากพลังพระจันทร์สีม่วง และสัมผัสร่องรอยความคิดที่ความเป็นเทพเคยควบคุมตน
นั่นเป็นอักขระสีทองตัวหนึ่ง ประทับอยู่ในใจกลางของชีวิต
องค์ท่านสามารถถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งได้ทุกเวลา
และเทียบกับเรื่องเหล่านี้ ประสบการณ์ครั้งนี้ของสวี่ชิงถึงจะเป็นเรื่องที่ล้ำค่าที่สุด
เขาสัมผัสได้ถึงการสูญเสียความเป็นมนุษย์ ผ่านความบ้าคลั่งของความเป็นเดรัจฉาน สัมผัสได้ถึงความเย็นชาของความเป็นเทพ
สุดท้ายเขามีสมอเป็นของตัวเอง
ควบคุมความเป็นเดรัจฉานที่คลุ้มคลั่ง เก็บซ่อนความเป็นเทพที่เย็นชา ทำให้ความเป็นมนุษย์กลับคืนมา อีกทั้งกลายเป็นผู้ควบคุม
“ขั้นตอนนี้ก็คือสัมผัสเทพ”
เสียงของรัฐทายาทดังมาจากข้างหลัง ดังเข้ามาในหูสวี่ชิง
สวี่ชิงเงียบนิ่ง
“อาชิงน้อย หลังจากประสบการณ์ครั้งนี้ เจ้าสัมผัสได้ถึงอำนาจหรือไม่” เสียงของนายกองแฝงด้วยความสงสัยใคร่รู้ ดังก้องไปทั่วทุกทิศ
สวี่ชิงหันมามองข้างหลัง
เขาเห็นรัฐทายาท เห็นนายกอง
“ศิษย์พี่ใหญ่ ผู้อาวุโส” สวี่ชิงเสียงแหบแห้ง สายตาจับจ้องไปบนแขนที่เสียเนื้อไปไม่น้อยของนายกอง
บริเวณที่ถูกเขากัด คล้ายว่าจะพิเศษมาก ด้วยพลังฟื้นฟูของนายกองก็ยังไม่ฟื้นฟูขึ้นมาโดยสมบูรณ์
สังเกตเห็นสายตาของสวี่ชิง นายกองก็แอบแขนซ้ายไปไว้ข้างหลัง ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งเร่ง ทั้งคาดหวัง
รัฐทายาทคิดจะส่ายหน้า เขาไม่คิดว่าสัมผัสเทพครั้งแรกก็จะสามารถกุมอำนาจได้ ปกติแล้วต้องทำหลายครั้งถึงจะสำเร็จ แต่คิดถึงความสามารถในการเรียนรู้ของสวี่ชิง เขาก็ควบคุมการส่ายหน้าเอาไว้
‘ความสามารถในการเรียนรู้ของเจ้าเด็กคนนี้ผิดปกติเกินมนุษย์มนาเกินไปมาก…คอยสังเกตก่อนแล้วค่อยว่ากันจะดีกว่า’
สวี่ชิงมองรัฐทายาทผาดหนึ่ง แล้วจ้องมองดวงตานายกอง ในใจเกิดระลอกคลื่น จากนั้นก็นึกถึงสัญชาตญาณในตอนที่ตนคลุ้มคลั่งว้าวุ่นก่อนหน้านี้ของตน
แต่ว่าตอนนั้นเขาอยู่ในสภาวะไม่รู้ตัวดังนั้น การนึกย้อนความทรงจำต้องใช้เวลาไปสัมผัสอย่างละเอียด
เวลาผ่านไป หลังจากนั้นสองก้านธูป สวี่ชิงขมวดคิ้ว
เขานึกถึงก่อนหน้านี้ตัวเองนอกจากความหิวแล้วยังมีความปรารถนาในเลือดสดๆ ที่รุนแรงขึ้นอย่างหนึ่ง แต่นี่ไม่เหมือนกับอำนาจเทพเจ้าที่เขาจินตนาการเอาไว้เล็กน้อย
นายกองเห็นสีหน้าของสวี่ชิง กระแอมออกมาทีหนึ่ง สีหน้าแฝงด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อย
“แม้ความเป็นไปได้ที่จะรู้สึกถึงอำนาจจากการสัมผัสเทพครั้งแรกจะน้อยนิดริบหรี่ แต่อาชิงน้อย ศิษย์พี่ใหญ่ผิดหวังในตัวเจ้านิดๆ แต่ว่าเจ้าก็อย่าได้ท้อไป เจ้ายังอายุน้อย ตั้งใจพยายามเข้า ข้าคิดว่าครั้งที่สองเจ้าจะต้องสำเร็จเหมือนกับข้าอย่างแน่นอน”
นายกองสายตาจับไปบนร่างสวี่ชิง ในใจไม่รู้จะว่าโล่งใจหรือถอนหายใจดี เอ่ยขึ้นช้าเนิบ
“ไปเถอะ ควรจะกลับไปได้แล้ว”
อำนาจเป็นพลังที่เป็นเอกลักษณ์ของเทพแต่ละองค์ แตกต่างกันออกไป และมีคุณสมบัติเฉพาะเป็นเพียงหนึ่งเดียว
‘นี่ก็คือพลังต้นกำเนิดพระจันทร์สีชาดอย่างนั้นหรือ!’
รัฐทายาทในใจเกิดคลื่นปั่นป่วนทันที เขารู้ดีว่าภายใต้การชักนำอย่างจงใจของชื่อหมู่ ผู้คนก็จะพูดถึงพระจันทร์สีชาดและชื่อหมู่ปะปนกัน แต่ความจริงแล้ว…พระจันทร์สีชาดอยู่ข้างหน้า ชื่อหมู่อยู่ข้างหลัง
พระจันทร์สีชาดอยู่ในห้วงวันเวลามาเนิ่นนานมาก ในยามที่แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์กำเนิดขึ้นก็มีแล้ว
ส่วนชื่อหมู่…เป็นเทพในภายหลัง หลังจากที่เสี้ยวหน้ามาเยือน
เหตุที่ชื่อหมู่พักผ่อนหลับใหลในพระจันทร์สีชาดก็เพราะองค์ท่านคิดจะช่วงชิงและครอบครองพระจันทร์สีชาดต่อไป กลายเป็นพระจันทร์สีชาด นี่คือเส้นทางการเป็นเทพของชื่อหมู่
อำนาจขององค์ท่านล้วนได้มาในขั้นตอนนี้
และการช่วงชิงอำนาจชื่อหมู่ เท่ากับเป็นการรับพลังการรับรู้ขององค์ท่าน เหมือนกินของที่คนอื่นย่อยไปแล้ว แต่สวี่ชิง…เขาไม่ได้เป็นแบบนั้น
แต่ว่าเทียบกับพลังแท้จริงแล้ว ในมุมหนึ่งกล่าวเช่นนี้ได้ จากในเสี้ยวพริบตาแรกที่สัมผัสรับรู้เลือดสดๆ ได้ เขากับชื่อหมู่ก็เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันแล้ว!
เป้าหมายของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกระทำหรือถูกกระทำ ล้วนเป็นพระจันทร์สีชาด
ความคิดเหล่านี้ทำให้ในใจรัฐทายาทสั่นสะท้านรุนแรง แต่เขาก็ยังรักษาความสุขุมเอาไว้โดยสัญชาตญาณ เอ่ยขึ้นราบเรียบ
“ไม่เลว ตรงกับการวิเคราะห์ของข้า
“เลือดหนึ่งหยดสร้างร่างวิญญาณได้
“เลือดหนึ่งหยดเติบโตได้โดยไร้ขอบเขต
“สวี่ชิง ในตอนที่เจ้าเปลี่ยนเลือดสดๆ ทั้งหมดเป็นสีม่วง เจ้าจะควบคุมอำนาจที่เกี่ยวข้องกับเลือดได้มากขึ้น ไม่แน่ว่าวันหนึ่ง…พระจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้าก็จะกลายเป็นสีม่วงของเจ้า
“ตอนนี้ การฝึกบำเพ็ญของเจ้าจบไปอีกขั้นหนึ่ง กลับไปพักผ่อนสักหน่อย เจ็ดวันให้หลัง…ข้าจะพาเจ้าไปที่หนึ่ง ไปพบคนผู้หนึ่ง”
รัฐทายาทสีหน้าเรียบนิ่ง คำพูดล้ำลึกยากเกินหยั่ง เหมือนว่าทุกอย่างล้วนอยู่ในการคาดเดาของเขา
ตอนนี้พูดจบ เขาก็เดินไปข้างหน้า ขณะสะบัดมือก็คลายนิ้วออก เลือดสดหยดนั้นกลับไป ซึมไปยังหว่างคิ้วของสวี่ชิงที่ร่างฟื้นฟูแล้ว ผสานเข้าไป
สวี่ชิงลืมตา มองไปทางนายกอง
นายกองฝืนยิ้ม เขารู้สึกกดดันมาก ความจริงความรู้สึกที่สวี่ชิงมอบให้เขาในตอนนี้มากกว่าแต่ก่อนมากๆ
“ครั้งแรกที่สัมผัสเทพก็ควบคุมอำนาจได้อย่างแท้จริงแล้ว! เมื่อครู่ความจริงข้าก็แค่พูดไปตามปากเท่านั้น อีกทั้งอำนาจนี้…”
นายกองสูดลมหายใจลึก แอบพูดในใจว่าไม่ได้ ผนึกของข้าต้องปลดต่อไป!
ในใจคิดแบบนี้ แต่ปากเขาทำได้แค่ฝืนพูดออกไป
“ไม่เลวๆ เหมือนกับข้าในตอนนั้น ฮ่าๆ…”
นายกองพูดพลางสาวเท้าไปเร็วๆ สามสี่ก้าว ตามรัฐทายาทไป
สวี่ชิงพยักหน้า ตามฝีเท้าของคนทั้งสอง เดินตรงไปข้างหน้า
ลมทรายสีครามเหมือนปกติ พัดผ่านมา
ท้องฟ้ามืดสลัว จากแสงสีแดงที่ปลายขอบฟ้าก็เปลี่ยนมาสว่างกว่าในวันก่อนๆ ขึ้นอีกมาก
สาดทอมาบนร่างของพวกสวี่ชิงทั้งสามคน ฉายภาพเงาอันรางเลือนไว้บนพื้น
เดินจากไปไกลเรื่อยๆ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา