เข้าสู่ระบบผ่าน

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา นิยาย บท 648

บทที่ 648 ลมทรายกั้นทะเลทราย หวนคิดถึงบุตรชายวิถีสวรรค์

สายลมสีเทา พัดผ่านทะเลทรายสีเทา บางทีนับจากวันนี้ชื่อของทะเลทรายครามจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจากปากผู้คน

เพราะเม็ดทรายทั้งหมดบนพื้นเป็นสีเทา และท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมทรายที่กลายเป็นลมพายุ

ลมพายุนี้แฝงอำนาจเทพเอาไว้ กระจายไปทั้งแปดทิศ รัศมีน่าตื่นตะลึง และทำให้เกิดลางสังหรณ์ว่าจะไม่มีวันจางหายไปตลอดปีอย่างนั้น

กระทั่งม่านฟ้าที่นี่ยังเปลี่ยนไป ไม่มีแสงพระจันทร์สีชาด ราวกับทะเลทรายแห่งนี้ถูกตัดขาดอยู่ด้านนอกแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา

คนภายนอกที่มาเยือนอาณาบริเวณนี้ ล้มตายในทะเลทรายเกือบหมด

ต่อให้เป็นจักรพรรดิตำหนักของตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดก็ไม่สามารถย่างเข้าไปได้ ทำได้เพียงหนีออกมาหัวซุกหัวซุน ทูตเทวะที่ติดตามเหล่านั้นตายไปในลมพายุสีเทาซึ่งมาอย่างกะทันหันด้วยไม่น้อย

ตอนนี้ถอยออกมาถึงด้านนอกทะเลทราย พวกเขาจ้องมองลมพายุด้านหน้าอย่างเงียบนิ่ง

“ที่นี่ ตัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว

“ลมพายุสีเทานี้ก็จะคงอยู่ตลอดกาล ขัดขวางผู้ที่จะเข้าไปทุกคน

“คนด้านในออกมาด้านนอกได้ แต่หากคนภายนอกอยากเข้าไปด้านใน ต้องเผชิญกับการสะกดของพายุนี้”

สุดท้ายตำหนักพระจันทร์สีชาดจึงทำได้แค่ถอยออกไป เปลี่ยนที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ต้องห้าม ทำสัญลักษณ์ไว้

ส่วนสรรพชีวิตในพายุสีเทานี้ พวกเขายังเป็นปกติทุกอย่าง มีเพียงจิตใจเท่านั้นที่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกัน พวกสวี่ชิงก็ออกจากพื้นที่เจ้าเหนือหัวนั้น ปรากฏตัวในลมทรายสีเทา

ครั้งนี้ต่างกับการบีบแผ่นหยกส่งข้ามไปยังสถานที่ปลอดภัยหลังเสร็จการใหญ่เช่นครั้งก่อนๆ ตรงที่สวี่ชิงกับเฉินเอ้อร์หนิวไม่จำเป็นต้องส่งข้าม ลมพายุสีเทานี้กลายเป็นเกราะคุ้มกันให้พวกเขา

กระทั่งกล่าวได้ว่าการพูดคุยกับประตูไม้สีดำตอนสุดท้ายของนายกอง ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้ตอนนี้กลายเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา

ดังนั้น พวกเขาจึงกลับมายังร้านยาเล็กๆ ในเมืองดิน

ร้านยายังปกติทุกอย่าง บรรพจารย์โม่กุ่ยทำหน้าที่อย่างจงรักภักดี คอยปกป้องร้านยาในระหว่างนี้สุดความสามารถ

คนนอกไม่รู้จักตัวละครในภาพ แต่เขาแค่ผาดแรกก็รู้ทันทีว่าคนเหล่านั้นคือใคร โดยเฉพาะสวี่ชิงที่เขาจำได้ ดังนั้นหลังจากที่เงียบนิ่ง เขาจึงเลือกคุ้มครองที่นี่ต่อไปอย่างเชื่อฟัง

จนทรายครามด้านนอกเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย การเกิดขึ้นของหลุมฟ้ารวมถึงการมาเยือนของพายุสีเทาในภายหลัง

ทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เขายิ่งมั่นใจกับความคิดของตนเอง เขาจะอยู่ที่นี่ ต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น

ภายใต้การตัดสินใจเช่นนี้ เขาก็ดูแลเหล่าลูกเจี๊ยบในลานด้านหลังเป็นอย่างดี เลี้ยงจนอ้วนพีไปหลายตัว รวมถึงศิษย์คนนั้นของเขาด้วย

ตอนนี้เมื่อเห็นร่างเงาของสวี่ชิงกับพวกรัฐทายาทปรากฏขึ้นบนถนน บรรพจารย์โม่กุยก็ฮึกเหิม รีบก้าวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เคารพนบน้อม

ทุกคนก็กลับมาเช่นนี้

วันต่อมา ร้านยาเปิดทำการอีกครั้ง ดวงหน้าเล็กๆ ของหลิงเอ๋อร์ก็แดงระเรื่อทำบัญชีต่อไป และคอยมองไปยังห้องด้านหลังที่สวี่ชิงอยู่เป็นระยะ นางปลื้มอกปลื้มใจนัก

พลังบำเพ็ญของนางไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ หลอมดวงชะตาจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลแล้วเรียบร้อย

ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะวาสนาในรังไหมสีเลือด

ตอนนั้นผู้ที่ได้รับวาสนาไม่ใช่แค่สวี่ชิง หลิงเอ๋อร์เองก็ได้มาด้วยการสนับสนุนของพวกรัฐทายาท ได้รับประโยชน์เช่นกัน

หนิงเหยียนและหลี่โหยวเฝ่ยยังคงถูพื้น นายกองกลับไปเป็นผู้คุ้มกันอีกครั้ง คอยจับจ้องโยวจิงที่ต้มน้ำ

ทว่าของเล่นของโยวจิงไม่ได้กลับคืนไป นางมักจะต้มน้ำพลางตบโคมไฟหนังมนุษย์ ตวาดให้อีกฝ่ายพ่นลมให้ไฟแรงขึ้น

อู๋เจี้ยนอูยังคงร่ายกลอน

ช่วงนี้ไม่ได้เจอบรรพจารย์โม่กุย อู๋เจี้ยนอูก็คิดถึงมาก

“ข้าออกไปด้านนอกเวลาเปลี่ยนผัน ยามหันหน้ามองก็เป็นเมื่อวาน”

บรรพจารย์โม่กุยทำหูทวนลม

ส่วนเหล่ารัฐทายาทก็ไม่ค่อยแตกต่างกับเมื่อก่อนนัก ท่านย่าห้าอยู่ที่ลานด้านหลัง พออกพอใจกับเหล่าลูกเจี๊ยบของตน ส่วนท่านปู่แปดก็ตบบ่านายกอง พร่ำพรรณนาของเขาต่อไป

เพียงแต่สวี่ชิงฟังอยู่สองสามครั้ง พบว่าจากการที่นายกองยกยอปอปั้น ท่านปู่แปดทางนั้นยังไม่ทันกล่าวอะไร ก็เล่าเรื่องของตนออกมามากมายอย่างภาคภูมิใจ

และทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ องค์หญิงหมิงเหมยจะส่ายหัว

ส่วนการฝึกบำเพ็ญของสวี่ชิงก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

“สวี่ชิง แม้ว่าปราณก่อกำเนิดทั้งหมดของเจ้าจะเข้าสู่ขั้นที่สี่แล้ว แต่ในด้านความสามารถ เจ้ายังไม่ได้ขุดค้นพลังที่แท้จริงขึ้นมา

“ดังนั้น ก่อนอื่นเจ้ายังปลดดวงอาทิตย์ที่เอวไม่ได้ หมวกบนศีรษะก็ห้ามไม่ต้องถอด”

วันที่สามหลังจากกลับมาร้านยา รัฐทายาทเรียกให้สวี่ชิงมาหา เขาดื่มชาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังเสมือนอาจารย์

“ในช่วงนับจากนี้โลกภายนอกคงจะโกลาหลวุ่นวายนัก และความมหัศจรรย์ของทะเลทรายแห่งนี้จะทำให้ที่นี่ค่อนข้างสงบ

“ดังนั้น เจ้าต้องถือโอกาสนี้เร่งขัดเกลา”

สวี่ชิงได้ยินก็พยักหน้า หลังจากเขากลับมาก็ไปที่ตำหนักขบถจันทร์ พบว่ารูปสลักน้อยลงกว่าก่อนหน้านี้มาก บรรยากาศตึงเครียดยังคงคุกรุ่นในตำหนักขบถจันทร์เป็นระลอก

กระทั่งในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เกี่ยวข้องกับภาพในสมองของสรรพชีวิตเมื่อหลายวันก่อน พายุใกล้จะปะทุขึ้นมาเลาๆ

ดังนั้นความต้องการยาจึงเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

และเทียบกับโลกภายนอก ทะเลทรายที่กั้นไว้ด้วยพายุสีเทาเป็นสถานที่ที่สงบจริงๆ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าที่นี่มีเตรียมสู่เทวะอยู่ถึงสี่ตน

สวี่ชิงเก็บความคิดลงอย่างรวดเร็ว มองรัฐทายาทเบื้องหน้ารวมถึงองค์หญิงหมิงเหมยที่อยู่ข้างๆ คารวะให้อย่างนอบน้อม

“โปรดท่านผู้อาวุโสชี้แนะด้วยขอรับ”

สำหรับท่าทีของสวี่ชิง รัฐทายาทพึงพอใจมาก

“สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำ คือศึกษาวิถีสวรรค์ของเจ้า ข้าไม่รู้ว่าของเจ้าสิ่งนี้มีรายละเอียดอย่างไร แต่คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่เจ้าแย่งวาสนามาเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้

“แม้เรื่องเช่นนี้ในสมัยของพวกเราจะปรากฏขึ้นบ้างบางครั้ง แต่วิถีสวรรค์ของเจ้าค่อนข้างไม่ธรรมดา ระดับของมันสูงอย่างยิ่ง!

“วันนี้สิ่งที่ข้าอยากเตือนเจ้าคือ เจ้าละเลยมันเสียเหลือเกิน”

สีหน้ารัฐทายาทค่อนข้างเคร่งขรึม เพื่อป้องกันไม่ให้ตนรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นเขาล้วนผ่านการขบคิดพิจารณาในใจก่อนแล้วค่อยกล่าวออกมาในทุกประโยค

ส่วนรัฐทายาท แม้เขาจะกล่าวออกมาเช่นนี้ แต่อันที่จริงก็ยังรู้สึกสงสัย น้อยนักที่เขาจะมองผิดไป โดยเฉพาะด้วยพลังบำเพ็ญรวมถึงประสบการณ์ของเตรียมสู่เทวะ

สำหรับวิถีสวรรค์ของสวี่ชิง ก่อนหน้านี้เขาก็สังเกตอยู่นานมาก

วิถีสวรรค์นั้น สิ่งที่เขาเห็นคือการยอมรับและความเป็นอิสระในระดับที่ลึกยิ่งกว่า สิ่งนี้แตกต่างกับที่สวี่ชิงบอกว่าสัมผัสรับรู้ออกมา

วิถีสวรรค์ที่สัมผัสรับรู้ออกมา ร่างของมันจะเป็นภาพมายา อีกทั้งระดับยังไม่มากพอ ต้องหล่อเลี้ยงตามการฝึกบำเพ็ญอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันค่อยๆ เติบโต

และหากเปรียบวิถีสวรรค์เป็นชนเผ่าหนึ่ง เช่นนั้นคนของเผ่านี้ อันที่จริงก็คือตัวตนที่ธรรมดาที่สุด หลังจากที่พวกมันต้องเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงจะกลายเป็นชนชั้นสูงได้

นี่คือปลายทาง เพราะไม่ว่าจะเติบโตอย่างไร ก็ยากที่จะแปรเป็นวิถีสวรรค์บรรพกาลของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ฝ่ายหลังเป็นดั่งราชวงศ์ของเผ่า

แต่วิถีสวรรค์ของสวี่ชิงไม่ใช่ บนร่างมันมีการยอมรับในระดับที่ลึกยิ่งกว่า อีกทั้งในสัมผัสของรัฐทายาท ยังเกี่ยวข้องกับวิถีสวรรค์บรรพกาลด้วย

เรื่องนี้น่าเหลือเชื่อนัก หลังจากที่รัฐทายาทสังเกตเห็นก่อนหน้านี้ยังตื่นตะลึง เขาคิดว่าสวี่ชิงจะต้องใช้วิธีการอะไรดึงดูดมัน จากนั้นก็หลอกล่อแย่งชิงมาอยู่ข้างกาย

องค์หญิงหมิงเหมยครุ่นคิด มองสวี่ชิง จากนั้นก็มองวิถีสวรรค์ของสวี่ชิง เอ่ยขึ้นมากะทันหัน

“สวี่ชิง วิถีสวรรค์ของเจ้า ผ่านประสบการณ์ครั้งใหญ่อะไรมาใช่หรือไม่”

สวี่ชิงกำลังจะตอบ เมื่อนายกองที่อยู่หน้าประตูได้ยินก็หัวเราะขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“ย่อมเป็นเช่นนั้นขอรับ ตอนนั้นข้าพาอาชิงน้อยไปทำการใหญ่เรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไรหรือ” ผู้อาวุโสแปดถามอย่างสนอกสนใจ

“ก็ไม่มีอะไรหรอกขอรับ แค่ให้อสูรสมุทรบรรพกาลรู้จักกับบิดา แล้วกลายเป็นหลานชายของพวกเรา ส่วนข้ากับอาชิงน้อย ก็มีบุตรชายเพิ่มมาอีกหนึ่ง

“เฮ้อ จะว่าไปก็ไม่ได้เจอลบุตรชายนานแล้ว คิดถึงเหมือนกันนะ”

นายกองพูดพลาง เงยหน้ามองท้องฟ้า

และบนท้องฟ้าพริบตานี้ ก็มีเสียงอึ้ออึงดังมาราวกับตอบรับ

รัฐทายาทพลันผุดลุกขึ้นยืน องค์หญิงหมิงเหมยก็หน้าเปลี่ยนสี น้องหญิงห้าใจสั่นสะท้าน

น้องแปดสูดลมหายใจ มองเฉินเอ้อร์หนิว จากนั้นก็มองสวี่ชิง ชี้ไปบนท้องฟ้า

“ลูกชายของพวกเจ้าหรือ”

สวี่ชิงลังเล เอ่ยตอบเสียงเบา

“หลังจากที่ตื่นขึ้นมา องค์ท่านน่าจะเป็นหนึ่งในวิถีสวรรค์บรรพกาลขอรับ”

รัฐทายาทนั่งลงหยิบจอกชาขึ้นมาเงียบๆ รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาอีกครั้ง

องค์หญิงหมิงเหมยและน้องหญิงห้าก็จมอยู่ในความเงียบงัน ส่วนน้องแปดก็เบิกตากว้าง

หนิงเหยียนที่กำลังถูพื้นก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในเสี้ยวขณะนี้ เกิดนึกเสียใจขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง

‘ตอนนั้น…อันที่จริงข้าก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นบิดาของวิถีสวรรค์เหมือนกัน’

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา