บทที่ 691 กู่เยวี่ยหนิงเหยียน
ท้องฟ้า ฝนโปรยปราย
ฝนนี้ราวน้ำตา แต่ก็เหมือนเลือดเช่นกัน ทว่าสีของมันไม่ได้เป็นสีแดง แต่เป็นสีทอง
น้ำตาสีทอง เลือดสีทอง ในตอนนี้ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ปกคลุมไปทั่วแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราทั้งดินแดน
แต่มันไม่ได้เป็นของจริง
ฝนเป็นภาพมายา คล้ายว่าปนเปื้อนไปด้วยพลังของแม่น้ำแห่งกาลเวลาด้วยเช่นกัน ดังนั้นดูเหมือนโปรยปรายแต่แท้จริงแล้วบางทีมันอาจจะตกอยู่ในห้วงบรรพกาล หรือบางทีอาจจะตกในอนาคต…
นี่ก็เป็นเพราะคุณสมบัติอันพิเศษของเทพเจ้า
สำหรับเทพเจ้าตัวตนเช่นนี้ ในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์น้อยนักที่จะมีคนสามารถพูดถึงแก่นแท้ที่แท้จริงขององค์ท่านออกมาได้ ร่างชีวิตที่อยู่เหนือระดับชั้นในตอนนี้ ร่างขององค์ท่านมีเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่อาจพูดได้อย่างกระจ่างชัดเจน
แม้บุตรเทวะจะทะลวงขั้นล้มเหลว แต่ในชั่วพริบตาหนึ่ง ความจริงเขามีลักษณะพิเศษของเทพเจ้า ดังนั้น การตายขององค์ท่านย่อมเกิดฝนเลือดเทพหลั่งไหลเช่นนี้
ยิ่งมีเขตแดนจิตโศกเศร้าเข้มข้นกลุ่มหนึ่ง แผ่ลามเข้ามาในใจของทุกสรรพชีวิตจากในฝนเลือดนี้
แปรเปลี่ยนเป็นคำพูดประโยคหนึ่ง
“ทุกคนเมามายกันหมดเหลือเพียงข้าที่มีสติรับรู้ กับทุกคนมีสติรับรู้แต่ข้าเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เมามาย อันไหน…น่าเศร้ายิ่งกว่ากัน”
สวี่ชิงเงียบนิ่ง
ในสมองของเขา เสียงที่ดังสะท้อนไม่ได้มีแค่เสียงนี้เท่านั้นแต่ยังมีคำพูดสุดท้ายที่บุตรเทวะพูดกับเขาก่อนตายประโยคนั้นด้วย
เป็นไปได้ไหมว่า อดีตของข้าก็คืออนาคตของเจ้า…
ประโยคนี้ประทับไปในใจของสวี่ชิง แผ่ลามไปในวิญญาณ
จวบจนครู่หนึ่ง สวี่ชิงเงยหน้าขึ้นมา มองไปยังดวงดาวจันทร์สีชาดบนท้องฟ้า
มองไปจากตรงนี้ ดวงดาวจันทร์สีชาดก็คือหินอุกาบาตขนาดมหึมาก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง กินพื้นที่ไปครึ่งผืนฟ้า ทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นสีแดง
ยิ่งมีความรู้สึกกดดันรุนแรงกลุ่มหนึ่ง จากการมาเยือนขององค์ท่านก็ปกคลุมฟ้าดิน แม้แต่ฝนเลือดมายาก็ค่อยๆ รางเลือนไปเพราะการมาเยือนของดวงดาวจันทร์สีชาดดวงนี้
เพียงพริบตา ท้องฟ้าเกิดรอยยุบ มรรคาสวรรค์จำต้องหลีกถอย กฎเกณฑ์ทุกอย่าง จากการปรากฏขึ้นของดวงดาวจันทร์สีชาดก็พังทลายแยกสลาย ไม่มีอยู่อีกต่อไป
แผ่นดินก็เช่นกัน ปฏิกิริยาน้ำขึ้นน้ำลงมาถึงระดับสูงสุด ภูเขาถล่ม แผ่นดินแตกแยก แม่น้ำไหลย้อนทวน ประดุจวันสิ้นโลกมาเยือน
“มาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย อย่างมากสามวัน องค์ท่านจะมาปรากฏตัวที่นี่”
นายกองยืนข้างๆ สวี่ชิง มองจันทร์สีชาดเลียริมฝีปาก จากนั้นก็ยกมือเรียกดวงอาทิตย์จำลองทั้งเก้ากลับมา กำเล่นในมือพลางเอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
“ส่วนคำพูดที่บุตรชายคนที่สี่ของเจ้าเหนือหัวพูดกับเจ้าก่อนตาย ศิษย์น้องเล็ก ไม่จำเป็นต้องไปสนใจ เจ้าต้องรู้ว่าคนบางคนก่อนตายก็ชอบพูดจาลึกลับเป็นปริศนาอะไรบางอย่างเพื่อให้ผู้คนจดจำ”
“นิสัยนี้ความจริงแล้วดีมากเลย วันหน้าข้าก็เตรียมทำแบบนี้เหมือนกัน บทพูดข้าก็คิดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว อนาคตตอนที่ข้าตาย ข้าก็พูดว่า…ในยามที่เสี้ยวหน้าเทพเจ้าลืมตาอีกครั้ง ข้าจะกลับมาเพื่อพบศิษย์น้องเล็กของข้า”
“เป็นอย่างไร บทพูดนี้เท่ไหม แสดงมิตรภาพของเราออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยใช่หรือไม่ ฮ่าๆ ทำให้คนที่ได้ฟังคิดเชื่อมโยงไปสรตะเลยใช่หรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจจะคิดว่าข้าคือเสี้ยวหน้าเทพเจ้าก็ได้” นายกองกะพริบตาปริบๆ
“ข้าคิดบทพูดให้เจ้าเอาไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน วันหน้าหากเจ้าจะม่องเท่ง จำไว้ว่าก่อนตายจะต้องใช้เสียงต่ำๆ พูดว่า…ปีที่สิบเอ็ดที่ศิษย์พี่ใหญ่ข้าลงมาเยือน ข้าจะกลับมา”
สวี่ชิงมองนายกองผาดหนึ่ง
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าขอบคุณท่านมากๆ เลย”
“ฮ่าๆ ไม่ต้องเกรงใจ ระหว่างพวกเราเกรงใจอะไรกันเล่า” นายกองหน้าตาระรื่นเบิกบาน หัวเราะอย่างได้ใจ
“เช่นนั้น ศิษย์พี่ใหญ่ ในช่วงเวลาช่วงนั้นของบุตรเทวะที่ท่านไป มีอะไรหรือ” สวี่ชิงถามสิ่งที่อยากถามก่อนหน้านี้ออกมาในตอนนี้
นายกองได้ยินใบหน้าก็ยังยิ้มอยู่เช่นเดิม มีเพียงในดวงตาเท่านั้นที่มีความล้ำลึกบางอย่างเพิ่มขึ้น เอ่ยเสียงแผ่วเบาออกมา
“หลี่จื้อฮว่าตัดเพลิงเทวะของตัวเองก่อนที่บุตรชายคนที่สี่ของเขาจะเป็นระดับปราณก่อกำเนิดเคราะห์ที่สาม”
สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด
นายกองพยักหน้า
สวี่ชิงมองนายกองแวบหนึ่ง ไม่ถามอะไรมากอีก
ตอนนี้ จากความตายของบุตรเทวะ ผู้บำเพ็ญจากตำหนักขบถจันทร์ที่อยู่รอบๆ แต่ละคนสีหน้าฮึกเหิมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ต่อให้ดวงดาวจันทร์สีชาดมาเยือน ทว่าเรื่องในตอนนี้ ในประวัติศาสตร์แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ไม่เคยมีปรากฏขึ้นมาก่อน
ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดล่มสลาย!
จักรพรรดิตำหนักถูกสะกด บุตรเทวะแตกดับ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง!
และเทียบกับผู้บำเพ็ญตำหนักขบถจันทร์แล้ว ผู้บำเพ็ญตำหนักจันทร์สีชาดพวกนั้นลมหายใจหอบถี่ ในใจเกิดคลื่นซัดโหมไม่รู้จบ
จันทร์สีชาด เพียงเงยหน้าก็มองเห็น
แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ความตายพร้อมมาเยือนทุกเมื่อเช่นกัน
เพราะหลังจากสูญเสียจักรพรรดิตำหนักและบุตรเทวะแล้ว ในสามวันที่จันทร์สีชาดจะมาถึงที่นี่ พวกรัฐทายาทที่อยู่บนท้องฟ้า ตัวตนของพวกเขาคือระดับสูงสุดในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา
คำพูดเดียวตัดสินเป็นตาย!
ตอนนี้บนท้องฟ้า รัฐทายาทจ้องมองดวงดาวจันทร์สีชาด สีหน้าเคร่งเครียด องค์หญิงหมิงเหมยและองค์หญิงห้าที่อยู่ข้างๆ เขา ตลอดจนน้องแปดล้วนเป็นเช่นนี้
มีเพียงน้องเก้าเท่านั้นที่สีหน้าไร้อารมณ์ มองดวงดาวจันทร์สีชาดอย่างเย็นชา จิตสังหารกลุ่มหนึ่ง พวยพุ่งขึ้นมาจากร่างของเขา
“พวกเรามีเวลาเพียงสามวันเท่านั้น”
รัฐทายาทดึงสายตากลับมาจากดวงดาวจันทร์สีชาด มองไปทางสวี่ชิงและนายกอง
“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ไม่ว่าพวกเจ้าจะมีอาจารย์วางแผนทุกอย่างนี้จริงหรือไม่ ข้าขอถามเพียงคำถามเดียว พวกเจ้ามีวิธีฟื้นคืนชีพเสด็จพ่อของพวกเราจริงหรือ”
รัฐทายาทเพียงพูดออกมา น้องชายน้องสาวที่อยู่ข้างๆ เขาต่างมองมาทางนายกองและสวี่ชิง
นายกองได้ฟังก็เงยหน้ามองพวกรัฐทายาท เอ่ยอย่างหยิ่งทะนง
“พวกท่านปู่ท่านย่าโปรดวางใจ ข้าเฉินเอ้อร์หนิวคนนี้ไม่เคยคุยโว บอกว่าฟื้นคืนชีพได้ก็จะต้องฟื้นคืนชีพได้อย่างแน่นอน แต่ว่าจะต้องขอความร่วมมือจากพวกท่านปู่ท่านย่าสักหน่อย อย่างเช่นสำแดงวิชา หรือไม่ก็กรีดเลือดอะไรพวกนี้…”
ประโยคนี้นายกองเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยวมั่นใจ ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
แต่พวกรัฐทายาทหลังจากเงียบนิ่งไปครู่หนึ่งก็เลือกที่จะมองไปทางสวี่ชิง
สำหรับคำพูดของเฉินเอ้อร์หนิวพวกเขาล้วนไม่เชื่อมั่นไปโดยสัญชาตญาณ แต่ความสัมพันธ์ของสวี่ชิงกับพวกเขาต่างออกไป นับว่าเป็นลูกศิษย์ของพวกเขาได้ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นคำพูดของเขาจึงต่างออกไป
เห็นเป็นเช่นนี้ นายกองกระอักกระอ่วนไปเล็กน้อย ดังนั้นจึงมองสวี่ชิงตาละห้อย ในใจของเขารู้ดี หากอยากให้พวกรัฐทายาทร่วมมือ ตัวเองพูดร้อยประโยค ไม่สู้สวี่ชิงพูดเพียงประโยคเดียว
คำพูดของเขาราวว่าเพียงพูดวิชาก็สำแดงขึ้นทันใด ทันทีที่ดังก้องทะเลเลือดระเบิดส่งเสียงคำรามก้อง พุ่งตรงไปยังกระจกขบถจันทร์
หลังจากกระจกขบถจันทร์ดูดซับไปแล้ว พายุสีเลือดลูกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจของสรรพชีวิตที่เหลือรอดในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา
เพียงพริบตา คนทั้งสั่นสะท้าน ไม่ว่าจะมีพลังบำเพ็ญอะไร ตอนนี้ทุกคนในแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ คำสาปในร่างของพวกเขาเหมือนน้ำแข็งเจอกับน้ำเดือด
เริ่มละลาย!
“ต่อไป เป็นขั้นที่สอง ท่านปู่รัฐทายาท ฟื้นคืนชีพเจ้าเหนือหัวต้องการสายเลือดของพวกท่านเป็นตัวกระตุ้น ผสานเลือดระดับเตรียมสู่เทวะของพวกท่านเข้าไปในรูปสลักเจ้าเหนือหัว ฟื้นคืนเลือดเนื้อของเขา!”
นายกองพลันเงยหน้า มองไปทางพวกรัฐทายาท
รัฐทายาทกับพี่น้องต่างมองหน้ากัน จากนั้นก็ต่างหลับตา หว่างคิ้วต่างแยกออก เลือดที่แฝงไว้ด้วยชีวิตและพลังบำเพ็ญของพวกเขาแต่ละหยดๆ ลอยออกมา ผสานไปในรูปสลักเจ้าเหนือหัว
ทยอยดำเนินไปไม่หยุด
“จากนั้นเป็นขั้นที่สาม รวบรวมพลังเจตจำนงที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นหลังจากที่คำสาปลดลงแล้วจากคนทั้งหลาย รวมไปในรูปสลักเจ้าเหนือหัว ปลุกเจ้าเหนือหัวให้ตื่นขึ้น!”
ร่างของนายกองลอยขึ้นฟ้า ผมสยายกระเซิง ในดวงตาฉายความบ้าคลั่ง ตะโกนเสียงดังออกมา เสียงเขาดังไปในตำหนักขบถจันทร์ ดังก้องไปในสมองของคนทั้งหลาย
ไม่นานนัก จุดแสงแต่ละจุดๆ ก็ลอยขึ้นจากพื้น พุ่งมาจากทั่วทุกสารทิศ หลังจากที่ปรากฏขึ้นที่นี่ก็ตรงไปในรูปสลักเจ้าเหนือหัว หลังจากจมลงไปแต่ละจุดๆ แล้ว รูปสลักเจ้าเหนือหัวก็ขยับขึ้นเป็นครั้งแรก…นับจากห้วงเวลาอันยาวนานมานี้
ฝุ่นธุลีมหาศาลร่วงหล่น แผ่นดินสะเทือนขุนเชาสั่นคลอน
แต่ก็เป็นแค่นี้เท่านั้น รูปสลักเทพเจ้าขยับเล็กน้อยก็สงบนิ่ง ไม่ฟื้นตื่นขึ้นมา
เลือดของพวกรัฐทายาทยังคงถูกส่งต่อไป เห็นเป็นเช่นนี้ก็กวาดตามองนายกอง
นายกองไม่ลนลานแม้แต่น้อย ความบ้าคลั่งในดวงตากลับยิ่งเข้มข้น ตะโกนไปทางกระจกขบถจันทร์
“อาชิงน้อย ช่วยส่งหนิงเหยียนกับอู๋เจี้ยนอูมาให้ข้าหน่อย!”
สวี่ชิงพยักหน้า รีบประสานปางมือ ทันใดนั้นกระจกขบถจันทร์กะพริบวูบวาบ หนิงเหยียนและอู๋เจี้ยนอู่ที่อยู่ไกลที่ร้านยาในเทือกเขาทนทุกข์ เงาร่างของพวกเขาถูกของวิเศษแดนสงครามบังคับส่งข้ามมาที่นี่
ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น บนใบหน้าของทั้งสองยังแฝงด้วยความงุนงง หลังจากมองเห็นทุกอย่างรอบๆ ชัดเจน หนิงเหยียนสูดลมหายใจลึก อู๋เจี้ยนอูตกใจร้องเสียงหลง
“ไม่ทราบว่าท่านปู่อยู่เหนือศีรษะ ไม่ว่าใครล้วนตกใจราวสายฟ้าฟาด!”
นายกองถลึงตา ตะโกนออกมา
“อู๋เจี้ยนอู เอาสัตว์เลี้ยวพวกนั้นของเจ้าออกมาให้หมด สายเลือดของพวกมันมาจากสหายสนิทของเจ้าเหนือหัว ให้พวกมันคุกเข่าหมอบคารวะ ออกมาปลุกให้เจ้าเหนือหัวฟื้นตื่นด้วย”
“หนิงเหยียน ข้ารู้ว่าสายเลือดของเจ้ามาจากดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิ บิดาเจ้าคือจักรพรรดิมนุษย์คนปัจจุบันใช่ไหม เจ้าไม่ได้แซ่หนิง แต่แซ่กู่เยวี่ย! ไปคุกเข่าหมอบคารวะเสีย ใช้ฐานะสายเลือดชนรุ่นหลังจักรพรรดิโบราณไม่รู้ต่อกี่ยุคกี่สมัยของเจ้ากเข่าหมอบคารวะ ปลุกให้เจ้าเหนือหัวฟื้นตื่นขึ้น!”
อู๋เจี้ยนอูตะลึงไปเล็กน้อย ไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น เรียกออกมาทันที แต่หนิงเหยียนทางนั้นเมื่อได้ยินสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ตกใจเป็นอย่างยิ่ง
สวี่ชิงมองไปอย่างเย็นชา
“ยังไม่ทำตามอีก!”
หลิงเหยียนหดศีรษะ เขากลัวนายกอง แต่กลัวสวี่ชิงมากกว่า ดังนั้นจึงฉายสีหน้าประจบประแจงออกมาตามสัญชาตญาณ รีบพยักหน้า
“เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา