บทที่ 932 ขุนพลหนุ่มชุดครามขึ้นม้าครั้งแรก
เสียงหวานมีเสน่ห์นี้เข้าคู่กับไอหมอกรอบด้าน พลันเกิดเป็นความนุ่มนวลขยายมาพร้อมไอหมอก
จังหวะหัวใจของสวี่ชิงเต้นรัวกว่าเดิมโดยไม่อาจควบคุม เพียงรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงขั้นเริ่มปากคอแห้งผาก มองไปยังจื่อเสวียนตามสัญชาตญาณ
ในไอหมอก ใบหน้านางดุจดอกท้อ นัยน์ตามีจิตวิญญาณ
แจ่มชัดและล้ำลึก
ในแววตานั้นคล้ายซ่อนโลกนับหมื่นพันใบ ทั้งมีความบริสุทธิ์ขวยอายของเด็กสาว ทั้งมีความลุ่มลึกและสติปัญญาของสตรี
เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความลึกลับ
ยามนี้กะพริบตาแผ่วเบา คล้ายดวงดาวที่สว่างที่สุดบนม่านฟ้ายามราตรีกำลังเปล่งแสง ทำให้คนไม่อาจเคลื่อนย้ายสายตา
ดังนั้นในสายตานี้ แม้พร่ามัวก็ยังเห็นสีแดงชัดในผิวขาวของนาง ความงดงามหยาดเยิ้มเช่นนั้นถึงกับยิ่งเพิ่มความดึงดูดในไอหมอก
โดยเฉพาะ…ฉากที่ทำให้สมองสวี่ชิงมีอสนีบาตปรากฏตามไอหมอกที่หนาแน่นได้เกิดขึ้นแล้ว
เงาร่างของจื่อเสวียนเดินลงในสระ
ข้างสระน้ำเหลือเพียงกระโปรงยาวสีม่วง…
ร่างเนียนละเอียดปานหยกหิมะมีความแดงเรื่อตามธรรมชาติ กายปรากฏชัดเป็นระยะ สมบูรณ์แบบไร้ใดเทียม เรียกได้ว่าสะท้านจิตใจ
กระทั่งใกล้ถูกไอหมอกปกคลุมทั้งหมด นางที่ยืนอยู่ตรงนั้นหันมาเล็กน้อย พลันระบายยิ้ม
เมื่อนางหันมายิ้มด้วยท่วงทีชวนหลงใหล เหล่าสนมในวังล้วนดูจืดชืดหม่นหมอง
ดวงหน้างามละมุนมีเสน่ห์เช่นนี้มากพอให้คนสยบแทบเท้า
และเสียงของนางก็ส่งมาในยามนี้
“สวี่ชิง อาบด้วยกันหรือไม่…”
ประโยคนี้มีเพียงห้าคำ แต่จื่อเสวียนกลับมีเสียงสั่นอย่างหาได้ยากยิ่ง
กระทั่งพริบตาต่อมา ไอหมอกปกคลุมเงาร่างทั้งหมดของนาง ขณะลอยขึ้นยังโอบล้อมเงาร่างสวี่ชิงไว้ในนั้น
หนึ่งคืนไหลผ่าน
คืนนี้สระน้ำเกิดคลื่น ไอหมอกพลิกม้วน ไม่มีใครรู้ว่าในนั้นเกิดอะไรขึ้น ทั้งไม่เห็นสักน้อยนิด
ทว่านอกจวน หนอนสีฟ้ากลางอากาศคิดทุกวิถีทางอยู่ตรงนั้น อยากจะเข้าไปหยอกเย้า แต่จนสุดท้ายยังไม่สำเร็จ
จึงรอต่อไปโดยไม่เต็มใจ
การรอนี้…ดำเนินไปเจ็ดวัน
ตั้งแต่จื่อเสวียนเข้าจวนเจ้าสวรรค์ของสวี่ชิง เจ็ดวันนี้ไม่ได้ออกมาอีกเลย
กระทั่งรุ่งสางวันที่แปด ประตูจวนเจ้าสวรรค์ค่อยๆ เปิดออก จื่อเสวียนในกระโปรงยาวเดินออกมาจากข้างใน
เงาร่างดุจดอกกล้วยไม้
อยู่ใต้แสงอาทิตย์ ผิวที่เผยอยู่ด้านนอกของนางเป็นดั่งเครื่องเคลือบงามประณีต ขาวผ่องเนียนละเอียด ใต้ผิวราวกับมีน้ำแร่ไหลเวียน ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายหาใดเปรียบ
ใบหน้าเมล็ดแตงยิ่งงามจนไร้ที่ติ กรอบหน้างามประณีตดูสง่ารื่นตา ทำให้คนใฝ่หาราวกับนางในภาพวาด
ผมยาวดำขลับนุ่มลื่น เมื่อเจ็ดวันก่อนยังแผ่คลุมหัวไหล่ประดุจน้ำตก แต่บัดนี้กลับม้วนขึ้น ปักด้วยปิ่นหงสาชุบทอง
จึงเผยให้เห็นคอเรียวเล็กและกระดูกไหปลาร้างาม ยิ่งทำให้คนยอมสยบเพื่อนาง
บัดนี้สายลมยามเช้าพัดผ่านแผ่วเบา มุกหยกบนปิ่นไหวตามลม
เป็นฉากเซียนหญิงลงมาโลกมนุษย์โดยแท้
ใบหน้างามล้ำเป็นทุนเดิมบัดนี้ยังมีสีแดงหลงเหลือ เสน่ห์ชวนหลงใหลในดวงตายังไม่จางหาย
ทั้งหมดนี้ทำให้นางงดงามกว่าเดิม
ชั่วขณะที่เดินออกประตูใหญ่ นางเหลียวหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาสวยตกอยู่บนกายสวี่ชิงด้านใน ส่งเสียงธรรมชาติออกมาอย่างนุ่มนวล
“พวกเราตกลงกันแล้วนะ”
“ตกลงกันแล้ว…”
สวี่ชิงหายใจเข้าลึก พยักหน้า
รอยยิ้มจื่อเสวียนแย้มงามกว่าเดิม หันกายจากไป เพียงแต่เดินไม่กี่ก้าวนางคล้ายรู้สึกไม่สบายกายเล็กน้อย แต่ไม่นานพวงแก้มก็แดงขึ้นมาอีก…
มองส่งเงาร่างนางเดินไกลออกไป สวี่ชิงสีหน้าสับสนเล็กน้อย
แต่ยังไม่รอให้เขาหวนนึกทุกฉากในเจ็ดวันนี้ เงาร่างของเอ้อร์หนิวก็หวีดคำรามมาจากใกล้ๆ และไม่ใช่คนเดียว ข้างกายยังมีอู๋เจี้ยนอูด้วย
“เฮ้ อาชิงน้อย บังเอิญจริงนะ”
เอ้อร์หนิวทำท่าเหมือนเพิ่งมาถึงที่นี่ โบกมือทักทายสวี่ชิง
“โชคดีเจ้าเตือนข้าก่อนหน้านี้ ข้าบอกเจ้าให้นะอาชิงน้อย ข้าไปจวนรังสรรค์มาแล้ว จับตาเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยตัวเอง ไม่เดินไปไหนสักก้าว พวกเขาไม่มีโอกาสตัดวัสดุลดขั้นตอนเลย”
เอ้อร์หนิวเดินมาอย่างภูมิใจ อู๋เจี้ยนอูที่ด้านข้างอยากพูดแต่ยั้งไว้ สุดท้ายเพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากไม่จำเป็น ยังคงเลือกปิดปาก
สวี่ชิงหันมา ความสับสนในดวงตาสลายหาย มองศิษย์พี่ใหญ่เรียบนิ่ง
“ศิษย์พี่ใหญ่ บังเอิญจริง”
เอ้อร์หนิวกะพริบตา สายตาพินิจพิเคราะห์บนตัวสวี่ชิงอย่างรวดเร็ว ทำท่าใคร่รู้หาใดเปรียบ ถึงกับเดินวนรอบตัวเขาสองสามรอบ นัยน์ตาเป็นประกาย ปากส่งเสียงจึๆ
ภายใต้สายตานี้ ในสีหน้าเรียบนิ่งของสวี่ชิง สีผิวเขาออกแดงผิดธรรมชาติ…
“อาชิงน้อย เจ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลนะ เหมือนมีบางอย่างแปลกไป”
นายกองยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“เมื่อครู่เหมือนข้าเห็นมีคนออกมาจากจวนเจ้า…คิกคิก”
สวี่ชิงกระแอม กำลังจะเอ่ยปาก อู๋เจี้ยนอูที่ด้านข้างก็เริ่มตื่นเต้น โพล่งคำออกมา
“ขุนพลหนุ่มชุดครามขึ้นม้าครั้งแรก สวรรค์รู้ทำสงครามได้กี่หน เจ็ดวันนี้คล้ายสิ้นแรงทั้งกายใจ ใครเล่ารู้กลางทางพักไปกี่หน!”
อู๋เจี้ยนอูกล่าวคำ พริบตาต่อมาพายุรุนแรงหวีดคำรามขึ้นตรงหน้าเขา ฉับพลันเงาร่างเขาถูกพายุนี้ม้วนออกไปไกลพันลี้
สวี่ชิงแค่นเสียงเย็น
“ถึงตอนนั้น ของตกทอดจากจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว เผ่าบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ขอเพียงเจ้าอยากได้ ผู้ใดจะกล้าขัด”
ไม่รู้ประโยคไหนทำให้อู๋เจี้ยนอูตัดสินใจในที่สุด นัยน์ตาเขาฉายแววเด็ดขาด กัดฟันตกลงเรื่องนี้ จากนั้นหลังสวี่ชิงพยักหน้า อู๋เจี้ยนอูถือไข่ไปจากจวนเร็วรี่
กระทั่งออกมาไกล นัยน์ตาเขาฉายประกายยึดมั่น พึมพำเสียงค่อย
“สัตว์เทพ…”
เขาหายใจถี่รัว ในใจเกิดความแน่วแน่
ยามนี้ หากอาจารย์ของเขาในตอนนั้นอยู่ที่นี่ ใจต้องสับสนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นแน่
ที่จริง…ตอนอยู่เจ็ดเนตรโลหิต ทั้งที่อัจฉริยะฟ้าประทานยอดเขาลำดับหนึ่งเป็นผู้ฝึกกระบี่ กลับเปลี่ยนเส้นทางเป็นอื่นด้วยได้รับบางสิ่งที่ไม่คาดคิด
เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ในจวนเจ้าสวรรค์ หลังอู๋เจี้ยนอูจากไป เอ้อร์หนิวพลันตบหน้าผาก บนศีรษะมีเถาวัลย์สีเขียวอ่อนงอกออกมาล้อมรอบตัวเขา จิตวิญญาณเต็มเปี่ยม
“อาชิงน้อย สิ่งนี้เป็นของล้ำค่าเทียว เส้นนั้นของเจ้าก็พยายามผสานด้วยล่ะ แค่เราเลี้ยงมันโตจนกลายเป็นร่างโตเต็มวัย คิกคิก…พวกเราจะยิ่งเก่งกาจกว่าเดิม”
สายตาสวี่ชิงตกอยู่บนเถาวัลย์ สัมผัสได้ถึงพลังมหัศจรรย์ที่แฝงอยู่ในนั้น เขาจึงพยักหน้า ยกมือแล้วเถาวัลย์ของเขาปรากฏในมือ
หลังครุ่นคิด สุดท้ายสวี่ชิงยังไม่ได้กลืน กลับปาดนิ้ว เมื่อเลือดสดหยดหนึ่งตกลงไป เถาวัลย์เส้นนี้ดูดซับอย่างรวดเร็ว เพียงครู่ถัดมา มันมุดเข้าไปทางปากแผล
คลื่นจิตวิญญาณสะเทือนกึกก้องในยามนี้
พริบตาต่อมา บรรพจารย์สำนักวัชระตื่นตัว เงาของสวี่ชิงก็สะเทือนเล็กน้อย…
“ยังมีชิ้นส่วนหุ่นเชิดเหล่านั้นที่ข้าเก็บมาจากในถ้ำใต้ดิน ของพวกนี้แม้พังเสียหาย แต่ข้างในยังคงมีคลื่นพลังที่ไม่อาจดูเบา”
นายกองเลียริมฝีปาก
“ข้าคิดว่าคงเป็นของดีเหมือนกัน เราลองดูว่าผสานกันได้หรือไม่ หากสร้างตั๊กแตนยักษ์ได้สักตัว…ก็นับว่าเป็นอาวุธชั้นดีโดยแท้”
นายกองกล่าวพลางยกมือโบก ชิ้นส่วนกองโตลอยออกมา เรียกสวี่ชิงมาร่วมจดจ่อวิเคราะห์ด้วยกัน
ขณะเดียวกัน ในขั้นตอนที่พวกเขาศึกษาชิ้นส่วนหุ่นเชิดเหล่านี้ หน้าค่ายกลส่งข้ามรอบนอกดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิ เงาร่างกลุ่มหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงนั้น
ผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์ทั้งหมดโดยรอบสีหน้าเคร่งขรึม โหวนภาหวังที่เฝ้าคุ้มกันที่นี่ยิ่งขรึมตึง ระวังตัวไม่น้อย
แท้จริงกลุ่มผู้บำเพ็ญที่มาเยือน ไม่นานก่อนหน้านี้ยังต่อสู้กับเผ่ามนุษย์
พวกเขาคือเผ่าในอาณัตินภาคิมหันต์ ไป๋เจ๋อกับคุมหายนะ!
ผู้บำเพ็ญสองเผ่านี้ร่างกายต่างกับเผ่ามนุษย์ ยืนอยู่ตรงนั้นดูเด่นชัดยิ่ง แต่ละคนล้วนสีหน้าย่ำแย่ เหมือนรู้สึกไม่พอใจกับบทสรุปของสงคราม
แต่ไม่มาก็ไม่ได้ ครั้งนี้หน้าที่ของพวกเขาคือต้องลงนามข้อตกลงหลังสงคราม
และที่ร่วมเดินทางมากับพวกเขา คือผู้บำเพ็ญเผ่านภาคิมหันต์ที่สีหน้าย่ำแย่ยิ่งกว่า
ฝานซื่อซวงนั่นเอง!
เขาสีหน้าอึมครึม ในใจยิ่งร้อนรน แต่ทำอะไรไม่ได้ ครั้งนี้เขารับคำสั่งมาเป็นผู้แทนกำกับดูแลของนภาคิมหันต์ ติดตามเผ่าในอาณัติทั้งสองมาเผ่ามนุษย์เพื่อเป็นพยานสัญญาสงบศึก
‘ได้ยินว่าเจ้าสวี่ชิงกลับถึงเผ่ามนุษย์แล้ว ทำไมข้าซวยขนาดนี้ ถึงกับถูกส่งมาทำงานนี่!’
………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา