บทที่ 933 พลังเซียนชำระตน
เวลาหมุนผ่าน หนึ่งเดือนผ่านไป
เวลาหนึ่งเดือน ความคึกคักในเมืองหลวงเผ่ามนุษย์มากกว่าปกติที่ผ่านมา ไม่พูดว่าทุกคนล้วนใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจคนส่วนมากก็ล้วนเต็มไปด้วยความฮึกเหิม
การกระทำด้านมืดบางอย่างในเมืองก็น้อยลงไปมาก ระดับการรักษาความปลอดภัยของดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิยิ่งถึงระดับสูงสุดในรอบหลายร้อยปี
เรื่องนี้มีเหตุปัจจัยสี่ข้อ
หนึ่งคือการกลับมาอย่างรุ่งโรจน์ของสวี่ชิง ในตอนนั้นก็ได้กระตุ้นกระแสการต้อนรับจากประชาชน ความรู้สึกอย่างภาคภูมิใจในเกียรติยศนี้ไปด้วยแรงกล้ามาก อีกทั้งจากการที่ได้แต่งตั้งเป็นอ๋องก็ยิ่งเป็นที่ฮือฮามากขึ้น
พูดได้ว่าสมกับชื่อเสียง
และเผ่ามนุษย์ หลังจากที่อัดอั้นกดดันมาหลายปีเช่นนี้ แม้การปรากฏขึ้นของดวงตะวันแห่งแสงอรุณจะทำให้คนยืดอกภาคภูมิใจขึ้นมาได้บ้าง แต่อัดอั้นกดดันที่ฝังลึกก็หนาแน่นจนเกินไป
ตกตะกอนมาหลายหมื่นปี ดวงตะวันแห่งแสงอรุณจะแก้ได้ในทันทีไปได้อย่างไร
ในเมื่อความแข็งแกร่งของต่างเผ่า ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์หรือคนธรรมดา ล้วนแต่สัมผัสได้อย่างลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
เผ่ามนุษย์ไม่ว่าจะเป็นกายเนื้อหรือพรสวรรค์ เห็นได้ชัดว่าล้วนสู้ไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างหลัง…
ก็ไม่รู้ว่าทำไม พรสวรรค์ของเผ่ามนุษย์ นอกจากคนจำนวนน้อยที่ปรากฏขึ้นจากวาสนา คนส่วนมากล้วนไม่มี อีกทั้งต่อให้มีผู้ที่มีพรสวรรค์ปรากฏขึ้น ก็ใช่ว่าจะเหมือนกัน
เหมือนว่าเผ่ามนุษย์ไม่มีพรสวรรค์พลังวิเศษ
แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์ ในยุคจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว เผ่ามนุษย์มีพรสวรรค์ที่เป็นของตัวเอง
ชื่อของมันคือ…จำแลงวิญญาณบรรพชน
แต่ตอนนี้กลับเหมือนว่าถูกสกัดกั้นอยู่นอกสายเลือดเผ่ามนุษย์
และภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การผงาดขึ้นของสวี่ชิงย่อมเป็นคลื่นความร้อนพุ่งไปในจิตใจของเผ่ามนุษย์
สรุปแล้ว…เผ่ามนุษย์ต้องการวีรบุรุษ
สวี่ชิงท่ามกลางเวลาที่เหมาะสม สภาวะสภาพจิตใจที่เหมาะสม ได้เดินเข้ามาในสายตาของเผ่าพันธุ์
ส่วนเหตุผลข้อที่สองที่ทำให้เมืองหลวงคึกคักคือเผ่าไป๋เจ๋อและเผ่าคุมหายนะที่เป็นเผ่าที่สวามิภักดิ์ต่อเผ่านภาคิมหันต์
สองเผ่านี้เมื่อเดือนก่อนได้ส่งผู้นำระดับสูงเดินทางมายังเผ่ามนุษย์เพื่อลงนามสัญญายุติสงครามต่อจากนี้ไปหนึ่งพันปี
เรื่องแบบนี้ ในยุคของจักรพรรดิโบราณเสวียนโยวย่อมมีมากมาย จนกระทั่งรวมแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ให้เป็นหนึ่งได้
แต่หลังจากจักรพรรดิโบราณเสวียนโยวเดินทางจากไป เผ่ามนุษย์ตกต่ำ สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ สัญญาที่ลงนามส่วนใหญ่ล้วนเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป
ดังนั้นเมืองหลวงไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญหรือคนธรรมดา ขอเพียงเป็นผู้ที่มีความภาคภูมิใจใจเผ่าพันธุ์ ในใจล้วนฮึกเหิมอย่างช่วยไม่ได้
โดยเฉพาะผู้ร่ำเรียนในวังศึกษา ยิ่งแต่ละคนต่างฮึกเหิมมุ่งมั่น ขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้นพุ่งทะยาน
ส่วนข้อที่สามเป็นเพราะใกล้จะช่วงเทศกาลเชงเม้งแล้ว การเซ่นไหว้บรรพชนถือเป็นเรื่องปกติในเผ่ามนุษย์ ทุกบ้านล้วนกำลังเตรียมตัว ในวันนี้จะไปเซ่นไหว้บรรพชนของตัวเอง
และราชโองการของจักรพรรดิมนุษย์ก็ทำให้เหตุผลทั้งสามข้อยกระดับสูงสุดขีด กลายเป็นเหตุผลข้อที่สี่
จักรพรรดิมนุษย์เซ่นไหว้บรรพชน!
บรรพชนของจักรพรรดิมนุษย์คือจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว ในยุคที่เขาอยู่เป็นยุคที่เผ่ามนุษย์รุ่งเรืองที่สุด ขึ้นอยู่จุดสูงสุด ดังนั้นตามประเพณีแล้ว หากไม่มีเรื่องยิ่งใหญ่อะไร เผ่ามนุษย์ก็จะทำการเซ่นไหว้เล็กพันปีครั้ง และทำการเซ่นไหว้ครั้งใหญ่หมื่นปีครั้ง
ครั้งที่แล้วคือเมื่อแปดร้อยปีก่อน
และวันนี้…การเซ่นไหว้ที่จะจัดขึ้นก่อนสองร้อยปี ในราชโองการก็บ่งบอกถึงเหตุผลเช่นกัน
ดังนั้นเรื่องนี้ในเวลาสั้นๆ ก็แพร่ไปทั่วทั้งดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิ แพร่ไปยังเจ็ดเขตปกครองโลกภายนอก แพร่ไปทั่วแผ่นดินใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์ แผ่นดินใหญ่วิญญาณทมิฬ แผ่นดินใหญ่ฟ้าทมิฬ
ต่อให้เป็นในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน
วันและเวลากำหนดไว้ที่หนึ่งร้อยวันให้หลัง
ที่กล่าวไว้ว่าดาวกระบวยชี้ตำแหน่งอี่ ฟ้ากระจ่าง ก็หมายถึงช่วงเชงเม้งนั่นเอง
ตอนนี้หนึ่งเดือนได้ผ่านพ้นไปแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนกว่าเท่านั้น
ดังนั้นทั้งเผ่ามนุษย์ล้วนกำลังตระเตรียมเรื่องนี้
ส่วนสวี่ชิง เดือนนี้ออกจากจวนวิญญาณเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ที่ที่ไปคือกรมครองกระบี่แห่งห้ากรมทมิฬบนของเมืองหลวง
ในฐานะที่เป็นสาขาหลักวังครองกระบี่ทั่วทั้งแผ่นดิน สวี่ชิงไม่ได้มาที่นี่เป็นแค่ครั้งแรก แต่การปรากฏตัวครั้งนี้ รูปแบบแตกต่างไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง
ผู้ครองกระบี่ทุกคนของกรมครองกระบี่ จากระดับล่างจนถึงระดับบน ต่างยืนอย่างเคร่งขรึม แต่ละคนในตอนที่มองไปทางสวี่ชิง ในดวงตาล้วนฉายแววตื่นเต้น
สวี่ชิง ท่ามกลางเกียรติยศความรุ่งโรจน์ที่เป็นชุดนี้ ยังมีอีกฐานะหนึ่ง
เขาคือผู้ครองกระบี่ ยิ่งเป็นผู้ที่แบกกระบี่ของยุคนี้
แบกกระบี่จักรพรรดิ ท่องไปในโลกหล้า
ฐานะเช่นนี้ ภายในกรมครองกระบี่ ชื่อเสียงมากพอที่จะใช้คำว่ายิ่งใหญ่เกรียงไกรมาพรรณาได้แล้ว
ดังนั้นรองเจ้าครองกระบี่ทั้งแปดก็ต่างสีหน้าเคร่งขรึม โค้งคารวะสวี่ชิง
เจ้าครองกระบี่ของกรมครองกระบี่ อ๋องอวิ๋นอู่ที่ตัวก็เป็นอ๋องสวรรค์ มาต้อนรับที่กรมครองกระบี่ด้วยตัวเอง
“อ๋องเจิ้นชาง”(สยบสวรรค์)
อ๋องอวิ๋นอู่ใบหน้าฉายรอยยิ้ม ประสานหมัดไปทางสวี่ชิง
เป็นอ๋องสวรรค์เช่นกัน สวี่ชิงย่อมไม่เมินเฉย ประสานหมัดคารวะกลับเช่นกัน จากนั้นก็บอกถึงจุดประสงค์ที่มา
เขาจะไปคารวะมหาจักรพรรดิครองกระบีา
คำขอนี้มองไปทั่วทั้งดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิ นอกจากจักรพรรดิมนุษย์แล้ว คนอื่นๆ ไม่ว่าใครขอ อ๋องอวิ๋นอู่ที่เป็นเจ้าครองกระบี่คนปัจจุบันแห่งกรมครองกระบี่ไม่มีทางอนุญาตแน่นอน
ต่อให้เป็นราชครูหรืออ๋องเจิ้นเหยียน ก็ไม่มีทางปฏิบัติด้วยเป็นการพิเศษ
แต่สวี่ชิงไม่เหมือนกัน ในมุมหนึ่ง เขานับได้ว่าเป็นผู้สืบทอดของมหาจักรพรรดิครองกระบี่ จากความสัมพันธ์ กับมหาจักรพรรดิครองกระบี่ก็ใกล้ชิดมากกว่ากรมครองกระบี่
ดังนั้นอ๋องอวิ๋นอู่จึงแค่นิ่งเงียบไปเล็กน้อยก็พยักหน้าทันที ร่วมเคียงข้างเข้าไปในส่วนลึกของพื้นที่ต้องห้ามกรมครองกระบี่กับสวี่ชิง
นอกห้องลับห้องนั้น อ๋องอวิ๋นอู่สีหน้าเคร่งขรึม หยุดฝีเท้า ไม่ก้าวเข้าไป
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก เดินเข้าไปข้างใน
และการศึกษาเรียนรู้ เดิมก็เป็นสิ่งที่สวี่ชิงยึดมั่นมานับตั้งแต่เด็กจนโต สำหรับความรู้ แม้เขาจะฝึกบำเพ็ญมาจนถึงปัจจุบันก็ยังคงให้ความเคารพและต้องการปรารถนา
ดังนั้น ในยามที่เหลือเวลาที่จะทำการเซ่นไหว้บรรพชนอีกหกวัน สวี่ชิงก็ไปจากจวนวิญญาณของตัวเอง มายังวังศึกษา เดินเข้าไปในสายเซียนต่างวิถี
การมาเยือนของเขาย่อมเป็นที่ฮือฮาแตกตื่นไปทั้งวังศึกษา และทำให้สายเซียนต่างวิถีฮึกเหิมตื่นเต้น
ภายใต้สายตาที่เลื่อมใสเคารพของผู้ร่ำเรียนสายเซียนต่างวิถีทุกคน เจ้าสายคนปัจจุบันของสายเซียนต่างวิถีก็มาต้อนรับด้วยตัวเอง
ทันทีที่เห็นสวี่ชิง เจ้าสายชราคนนี้ที่ผสานไหมวิญญาณเซียนต่างวิถีของสวี่ชิงกลุ่มหนึ่งแปรเปลี่ยนมาเป็นรากฐานพลังวิญญาณของตัวเอง ใบหน้าใต้หน้ากากก็ฉายความตกใจออกมาอย่างยากจะควบคุม
ระลอกคลื่นอารมณ์ในใจยิ่งซัดโหม
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตอนที่สวี่ชิงกลับมา เขาก็ได้เห็นมาจากที่ไกลๆ ในกลุ่มคน
สวี่ชิงที่เขาเห็นในตอนนั้นประดุจมีดคม ประกายคมน่าตื่นตะลึง
แต่ตอนนี้ หลังจากที่ได้เห็นสวี่ชิง เขาก็พบว่าตัวเองกลับมาพลังบำเพ็ญของสวี่ชิงไม่ทะลุ จะมองอย่างไรก็เป็นเหมือนคนธรรมดา ไม่มีระลอกคลื่นพลังแม้แต่น้อย
กระทั่งว่าเมื่อเข้ามาอยู่ใกล้ เขาก็ยังได้กลิ่นหอมเป็นช่วงๆ กลุ่มหนึ่งบนร่างสวี่ชิง
“พลังเซียนชำระตน?!”
เจ้าสายชราสูดลมหายใจเย็น
ขณะเดียวกันเขายังสัมผัสได้ว่าบนร่างที่เหมือนคนธรรมดาของสวี่ชิงนั่น ยังมีความน่าประหลาดอัศจรรย์ที่ไม่อาจอธิบายได้อย่างชัดเจนรางๆ เหมือนว่าผสานไปในวิญญาณ กลายเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด
เขาไม่รู้ว่าความจริงสวี่ชิงก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก ผลของวารีศักดิ์สิทธิ์พิศดารบันลือไม่ใช่แค่ช่วยในด้านการสัมผัสรับรู้เท่านั้น
หากดื่มในระยะยาว ภายใต้การเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละนิดๆ ก็มีผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมที่ไม่อาจบรรยายได้
เพียงแต่วารีพิศดารบันลือตอนนั้นเดิมก็มีน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้เลย โดยเฉพาะ…วารีศักดิ์สิทธิ์พิศดารบันลือที่เกิดขึ้นจากวารีพิศดารบันลือตกตะกอนหลายหมื่นปีให้หลังนั่นเลย!
อีกทั้ง…ต่อให้มีคนมีวารีศีักดิ์สิทธิ์พิศดารบันลือ ก็ไม่มีทางมีมากอย่างสวี่ชิงขนาดนี้แน่นอน ล้วนแต่มองเป็นของวิเศษล้ำค่า ในช่วงเวลาสำคัญกินลงไปหนึ่งหยดเพื่อช่วยในการสัมผัสรับรู้
ไม่เหมือนสวี่ชิงทางนี้ที่หยดลงไปในสระทุกวันวันละหนึ่งหยด แช่ทั่วทั้งกาย
การกระทำอันฟุ่มเฟือยเช่นนี้ ย่อมเร่งความอัศจรรย์อื่นๆ ของวารีศักดิ์สิทธิ์พิศดารบันลือ
เช่นนี้เอง ภายใต้อารมณ์ในใจที่แผ่ระลอกคลื่นของเจ้าสายผู้นี้ สวี่ชิงก็มาถึงยังชั้นบนสุดของเจดีย์สูงสายเซียนต่างวิถี
ที่นั่นเก็บตำราทั้งหมดนับแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบันของสายเซียนต่างวิถี ในนั้นมีบางเล่มที่มีฉบับสำเนาอยู่ที่ชั้นหนึ่ง แต่ส่วนมากล้วนเป็นฉบับที่ไม่มีสำเนา
มองแผ่นหยกเหล่านี้ สวี่ชิงก็เริ่มปิดด่าน
แผ่นหยกทุกแผ่น เขาล้วนแต่อ่านอย่างละเอียด ค้นคว้าอย่างทะลุปรุโปร่ง เป้าหมายของเขาคือศึกษาบันทึกและมรดกสายเซียนต่างวิถีทั้งหมดให้ละเอียด
“มีเพียงทำเช่นนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถคิดค้นขึ้นมาได้….”
สวี่ชิงหลังจากพึมพำก็เอาวารีศักดิ์สิทธิ์พิศดารบันลือออกมา แต่ไม่ใช่วารีศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ กลับเป็นวารีศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการเจือจางด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถดื่มได้
หลังจากดื่มไปอึกหนึ่ง จากจิตใจที่สงบว่างเปล่า เขาก็จมอยู่ในการศึกษาค้นคว้า
เวลาเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือน
ราชโองการฉบับหนึ่งที่มอบให้สวี่ชิง ส่งไปจากวังหลวง โดยมีองครักษ์อัญเชิญไปโดยเฉพาะ มุ่งหน้าตรงไปยังเจดีย์สูงสายเซียนต่างวิถีในวังศึกษา
การปิดด่านของสวี่ชิงก็สิ้นสุดลงก่อนกำหนดด้วยเหตุนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา