บทที่ 950 ขอเชิญมารับเครื่องเซ่น
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเซ่นไหว้ของเผ่ามนุษย์แบ่งเป็นสองส่วน
หนึ่งคือบูชาบรรพชน สองคือบูชาสวรรค์
บูชาบรรพชน ความหมายตามชื่อ ย่อมหมายถึงเสวียนโยว
แม้จักรพรรดิมนุษย์มิได้เซ่นไหว้เสวียนโยว หากเป็นบรรพชนของมนุษย์ แต่ก็เข้าใจเช่นนั้นได้ แม้ก่อนหน้านี้ทำให้ผู้คนเกิดคลื่นในใจ แต่สุดท้ายยังถือว่าอยู่ในขอบเขต
ไปเซ่นไหว้บรรพชนของมนุษย์ในฐานะจักรพรรดิมนุษย์ ก็ยังพอถือว่าอยู่ในขอบเขตพิธีกรรม
แต่คำว่าสวรรค์ในการบูชาสวรรค์ ตัวจักรพรรดิมนุษย์เองก็ไปแก้ไขไม่ได้
ก่อนจักรพรรดิโบราณเสวียนโยวจากไป สวรรค์นี้หมายถึงวิถีสวรรค์โบราณทั้งหมดบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
หลังเขาไปจากแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ นอกพิภพออกคำสั่ง ตั้งแต่จักรพรรดิมนุษย์ตงเซิ่งเป็นต้นไป สวรรค์นั้นหมายถึงแดนศักดิ์สิทธิ์
ไม่ใช่แค่เผ่ามนุษย์ ทุกเผ่าบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่ไม่มีเทพเจ้าล้วนอยู่ในคำสั่งนอกพิภพ
การบูชาสวรรค์ของพวกเขาเท่ากับได้ไปคารวะแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สายเลือดพวกเขามีความใกล้ชิด
หากไม่คารวะกลับเป็นการเนรคุณ เผ่าพวกนี้มักล่มจมด้วยเหตุการณ์เหนือคาดต่างๆ ในเวลาหลังจากนั้น
แดนศักดิ์สิทธิ์แม้ปรากฏบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์น้อยนัก แต่พวกเขาอยู่นอกพิภพ สูงส่งอยู่เบื้องบน อาศัยอุบายจำเพาะบางอย่าง สุดท้ายยังคงส่งผลครอบงำจิตใจแต่ละเผ่าบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
พิธีบูชาสวรรค์ของจักรพรรดิมนุษย์ทุกยุคจึงเซ่นไหว้แก่แดนศักดิ์สิทธิ์มาตลอด
วันนี้ จักรพรรดินีก็ดูจะทำเช่นเดียวกัน
นางยืนอยู่บนแท่นบูชาสวรรค์ ท่วงทีผึ่งผายดุจภูเขาสูง ราวกับสามารถเป็นฟ้าดินอีกด้านคุ้มครองสรรพชีวิต
โชคชะตาหมุนรอบซ้ายขวา เป็นชุดจักรพรรดิสวมให้นาง ยังมีกวานจักรพรรดิที่รวมตัวออกมาเปล่งแสงเจิดจรัส
นางสีหน้าสุขุมมั่นใจ พร้อมกันยังมีนัยน์ตาเฉียบคม คล้ายสามารถมองทะลุฟ้าทอดไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือท้องนภา
ใบหน้าโครงชัดยามนี้เผยความแน่วแน่ไร้ใดเทียม
ฉากนี้ตกอยู่ในสายตาเหล่าขุนนาง ต่างคนจิตใจไม่สงบ สำหรับพวกเขาเรื่องวันนี้เหมือนเดินมาครึ่งชีวิตโดยแท้
เรื่องที่เกิดพลิกผันเกินไป
และไม่ว่าคนใดล้วนแอบมีความรู้สึกบางอย่าง…การเซ่นไหว้ครั้งนี้ จนถึงตอนนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
ทุกฉากต่อจากนี้น่ากลัวจะมีพายุที่ใหญ่กว่ามาเยือน
แต่พายุนั้นคืออะไร พวกเขาไม่อาจคาดเดา เพราะจักรพรรดินีผู้นี้ หลายปีที่ผ่านมาไม่มีใครเข้าใจความคิดของนางได้เลย
นางกับเสวียนจั้นมีความรักความแค้นอย่างไร แล้วขึ้นตำแหน่งจักรพรรดิได้อย่างไร ระหว่างนั้นผ่านความยากลำบากมาเท่าไรคงมีแค่นางที่รู้
แต่ที่ทุกคนเห็นได้คือชัดว่านางไม่เคยก้มหัวให้โชคชะตา
หลายปีนี้ นางใช้สติปัญญาและความกล้าหาญเขียนตำนานที่เป็นของตัวเองในเผ่ามนุษย์
แม้เป็นสตรี แม้ไม่มีสายเลือดราชวงศ์ แต่ว่า…เหล่าขุนนางใหญ่ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ทั้งในและนอกดาวจักรพรรดิโบราณต่างรู้สึกชื่นชมอยู่ลึกๆ
ยามนี้ในและนอกดาวจักรพรรดิโบราณจึงเงียบสงัด
ในใจสวี่ชิงก็มีความคิดมากมาย ย้อนนึกถึงทุกสิ่งก่อนหน้านี้ ดูเหมือนการออกมือของเขาก็อยู่ในขอบเขตของจักรพรรดินีผู้นี้ด้วย
‘นางอาจรู้เป้าหมายของข้าตั้งแต่วันแรกที่ข้ามาถึงเมืองหลวงจักรพรรดิ’
สวี่ชิงพึมพำในใจ
เวลาผ่านไปทีละลมปราณเช่นนี้ กระทั่งตอนลมปราณที่สี่สิบเก้ามาถึง ขันทีอาวุโสข้างกายจักรพรรดิมนุษย์พลันเงยหน้า นัยน์ตาฉายประกายแหลมคม สีหน้ายิ่งสำรวม กล่าวคำสวดสรรเสริญตอนบูชาบรรพชนก่อนหน้านี้
“พิธีบูชาสวรรค์ ความรุ่งเรืองของเผ่ามนุษย์ ผู้บูชาสวรรค์อายุขัยสั้นลงหนึ่งปี ด้วยเหตุนี้สี่สิบเก้าถือเป็นสูงสุด!”
“พิธีแรก…เชิญธงรบเผ่ามนุษย์!”
คำนี้ออกมา ฟ้าดินพลิกม้วน ไอหมอกโชคชะตาบนท้องฟ้าขยายราวดอกไม้ผลิบาน ม้วนครืนครั่นกลับไปทั่วทิศ ขณะเดียวกันแสงโลหิตพุ่งจากดาวจักรพรรดิโบราณขึ้นฟ้า
สายแล้วสายเล่า
แสงโลหิตทั้งสี่สิบเก้าสายรวมจุดเดียวบนม่านฟ้าอย่างพร้อมเพรียง ฉีกความว่างเปล่าแหวกโชคชะตาราวกับเบิกฟ้าเปิดดิน ชักธงผืนใหญ่ที่ทำนุอยู่ในกาลเวลาออกมา
พริบตาต่อมา ธงนี้ปรากฏ
ธงสยายบดบังท้องฟ้ากลายเป็นนภาเสียเอง พลิ้วไสวดุจคลื่น อานุภาพเลิศล้ำหาใดเทียม!
มันทำให้ผืนดินพลันมืด แต่กลับมีไฟแห่งชีวิตเกิดขึ้นในดาวจักรพรรดิโบราณ นอกดาวจักรพรรดิโบราณและในเมืองหลวงจักรพรรดิเป็นกลุ่ม
มาจากเผ่ามนุษย์ทุกคน!
ด้วยธงผืนนี้คือธงรบเผ่ามนุษย์!
สื่อถึงเจตจำนงของเผ่ามนุษย์ สื่อถึงความพร้อมรบของเผ่า สื่อถึงเกียรติยศของมนุษย์ทุกคน
แม้ธงนี้ไม่ใช่ผืนที่เก่าแก่ที่สุด แต่ความหมายของมันยังคงเลิศล้ำเหนือสิ่งอื่นใด
ส่วนธงรบเผ่ามนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด จักรพรรดิโบราณเสวียนโยวเป็นผู้สร้าง ทั้งชุดมีธงหลักหนึ่งผืนธงรองสามร้อยหกสิบผืน เคยรวบรวมแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ไปกับเขา
จนกระทั่งจักรพรรดิโบราณเสวียนโยวจากไป ธงรบก็ถูกเขาเอาไปด้วย
เผ่ามนุษย์ในตอนนั้นจึงตัดสินใจเอาของวิเศษควรฟ้าดินนับไม่ถ้วนมาสร้างธงรบเผ่ามนุษย์ใหม่ทั้งชุด
ธงรบหลังยุคเสวียนโยวพิชิตสนามรบไปพร้อมจักรพรรดิมนุษย์ตงเซิ่ง ดูดซับเลือดต่างเผ่านับไม่ถ้วน
สุดท้ายจักรพรรดิมนุษย์ตงเซิ่งแพ้ยับเยิน ธงหลักผืนนี้แม้ตั้งตระหง่านไม่ล้มลง แต่ธงรองแหลกสลายขาดเป็นชิ้นมากเหลือเกิน ลอยปลิวไปทั่วแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
แม้ทุกผืนล้วนขาดวิ่น แต่ยังมีอานุภาพไม่น้อย
ดังนั้นธงขาดชำรุดเหล่านี้ บ้างก็สลายไปในฟ้าดิน บ้างก็ถูกเผ่าอื่นเก็บไว้ บ้างก็ถูกผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์ได้ไป คิดจะเก็บกลับมาทั้งหมดนั้นยากเกิน
สำหรับเผ่ามนุษย์ แทนที่จะเสียแรงรวบรวม มิสู้สร้างใหม่ดีกว่า
เมื่อลองรวบรวมแล้วไม่ราบรื่น เผ่ามนุษย์จึงล้มเลิก
หลายปีนับไม่ถ้วน ธงนี้กลายเป็นเครื่องหมายของเผ่ามนุษย์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของเผ่ามนุษย์
บนนั้นเต็มไปด้วยเลือดต่างเผ่า ชั่วขณะที่ปรากฏ กลิ่นเลือดลอยขึ้นในพิภพผืนนี้ พร้อมกันนั้นเจตจำนงแห่งเผ่าของเผ่ามนุษย์ก็ปะทุขึ้นในพริบตา
กระตุ้นพลังสายโลหิตของเผ่ามนุษย์ทั้งหลายเป็นการขานรับ
สวี่ชิงก็เป็นเช่นนั้น เขามองธงรบเผ่ามนุษย์บนท้องฟ้า ในหัวปรากฏธงในเจ็ดเนตรโลหิตตอนนั้น
แม้ไม่เข้าใจเรื่องธงหลักธงรอง แต่สวี่ชิงยังดูออกว่าวัสดุของธงสองผืนนี้คล้ายกัน คิดว่ามาจากแหล่งเดียวกัน ส่วนอานุภาพย่อมเหมือนดวงจันทร์สุกสว่างกับแสงหิ่งห้อย
ขณะสวี่ชิงสังเกตธงรบเผ่ามนุษย์อยู่นี้ เสียงคำสวดสรรเสริญของขันทีอาวุโสก้องสะท้อนอีกครั้ง
“ธงรบปรากฏ เริ่มบูชาธง!”
“ทุกแห่งหนเปิดคุกสวรรค์!”
“บูชาธงรบเผ่ามนุษย์ข้า!”
ขันทีอาวุโสเอ่ยคำ ฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่น อัสนีแหวกว่ายทั้งในและนอกธงรบเผ่ามนุษย์ เสียงดังสนั่นฟ้าดิน พริบตาต่อมา ห้ากรมทมิฬบนเมืองหลวงจักรพรรดิต่างเปิดคุกสวรรค์
ผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์เป็นกลุ่มคุมตัวเชลยต่างเผ่านับไม่ถ้วนมุ่งไปยังธงรบเผ่ามนุษย์บนฟ้า
จำนวนไม่ต่ำกว่าสิบล้าน
ยามนี้ผู้บำเพ็ญทั้งหมดในเมืองหลวงจักรพรรดิต่างเงยหน้าจับตา ในดาวจักรพรรดิโบราณก็เช่นเดียวกัน
สวี่ชิงกวาดสายตาจดจ่ออยู่ตรงนั้น
ขณะเดียวกัน ค่ายกลส่งข้ามในเมืองหลวงจักรพรรดิกำลังระเบิดพลัง และอีกด้านหนึ่งของค่ายกลส่งข้าม กองทัพเผ่ามนุษย์ฝ่ายต่างๆ ที่อยู่ในแผ่นดินใหญ่ก็ได้รับโองการในยามนี้
พวกเขาเปิดคุกสวรรค์ในฐานที่ตั้ง คุมตัวเชลยที่จับกุมไว้ออกมา
หากมีดวงตาคู่หนึ่งที่สามารถมองทั่วทั้งดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิ เช่นนั้นคงมองภาพรวมออกว่าเชลยที่ถูกคุมตัวในตอนนี้มีจำนวนมากถึงห้าสิบหกสิบล้านเลยทีเดียว
นี่คือผู้บำเพ็ญต่างเผ่าทั้งหมดที่ถูกจับเป็นเชลยตั้งแต่จักรพรรดิมนุษย์ยุคนี้ขึ้นครองตำแหน่ง ส่วนใหญ่ในนั้นล้วนเป็นผลจากสงครามที่ดวงตะวันแห่งแสงอรุณปรากฏ
บัดนี้ ตามด้วยคำที่จักรพรรดิมนุษย์กล่าวอย่างสงบ
รวมทุกสิ่งอย่าง หมายทะลวงฟ้าผืนนี้!
นี่ใช้แรงลมจากธงเป็นคลื่น เจตจำนงของนางเป็นตัวดึง โชคชะตาเป็นมังกร ธงรบเป็นหอก เพลิงเทวะเป็นพลัง รวมกับพลังเจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุด สามารถเบิกฟ้า สามารถเปิดดิน!
นภาสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงแครกครากดังกึกก้อง
ท้องฟ้าแยกออก!
รอยแยกมหึมาสายหนึ่งแตกออกบนม่านฟ้าดังสนั่นหวั่นไหว
เผยให้เห็นเอกภพด้านนอก ทั้งเผยให้เห็นลำแสงที่เกิดจากแสงสีเงิน
ลำแสงนี้มหึมา จุดที่แผ่คลุมคือนอกม่านฟ้าเหนือดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์ ด้านหนึ่งอยู่ที่นี่ ส่วนอีกด้าน…กลับขยายอยู่กลางเอกภพ
เชื่อมโยงกับดาวศักดิ์สิทธิ์สีเงินล้วนดวงหนึ่งในเอกภพที่มองไม่เห็นนั้น!
ดาวดวงนั้นขนาดย่อมไม่เท่าแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ แต่ก็ยิ่งใหญ่มากพอ หากมองมันอย่างละเอียด ถึงขั้นคล้ายคลึงกับดาวจักรพรรดิโบราณอย่างยิ่ง
นั่นคือ…แดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนโยว…ที่จักรพรรดิโบราณเสวียนโยวบุกเบิกในตอนนั้น!
ส่วนลำแสงสีเงินมหึมาสายนั้น มันเหมือนเป็นทางผ่าน!
และตอนนี้ทางผ่านนั้นเผยออกมาชัดเจน!
จักรพรรดินีอยู่นอกทางผ่าน นัยน์ตาเปี่ยมความแน่วแน่ เสียงดังกึกก้อง
“เผ่ามนุษย์แห่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ จักรพรรดิมนุษย์คนปัจจุบัน”
“วันนี้เกิดขึ้นได้เพราะเผ่ามนุษย์และโชคชะตา ตราราชลัญจกรสี่สิบเก้าดวงเป็นของถวายบูชาแก่แดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนโยว”
ขณะเอ่ยคำ จักรพรรดินียกมือโบก ฉับพลันตราหยกวาวระยับลอยจากโชคชะตาเผ่ามนุษย์บนดาวจักรพรรดิโบราณขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว
ตราหยกเหล่านี้ทุกชิ้นล้วนให้ความรู้สึกล้ำค่าสูงสุด แฝงโชคชะตาเผ่ามนุษย์อยู่ในนั้นเข้มข้น แฝงเจตจำนงเผ่ามนุษย์ไว้มากพอ ยิ่งกว่านั้นด้วยหลายปีนี้เผ่ามนุษย์เรืองอำนาจ ความรู้สึกสว่างไสวจึงเด่นชัดกว่าที่ผ่านมา
ในนั้นถึงกับแผ่ความศรัทธาออกมา
บัดนี้ลอยขึ้นฟ้าทั้งหมด มอบถวายแก่แดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวจักรพรรดิมนุษย์เอง
ไม่นาน ทุกสิ่งเกิดขึ้นในสายตาเผ่ามนุษย์บนผืนดิน ขณะจักรพรรดิมนุษย์ก้มหัวค้อมกาย ตราราชลัญจกรเผ่ามนุษย์สี่สิบเก้าชิ้นลอยออกจากรอยแยกไปยังทางผ่านรัศมีสีเงิน
ขึ้นไปตามทางผ่าน
นี่คือพิธีบูชาสวรรค์โดยสมบูรณ์
ทุกครั้งที่บูชาสวรรค์ล้วนต้องถวายของแก่แดนศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่แม้ของถวายในอดีตเป็นตราราชลัญจรที่เกิดจากโชคชะตาเช่นกัน แต่จำนวนไม่มาก อีกทั้งไม่ได้แหวกม่านฟ้าเช่นนี้
กลับสำเร็จได้ด้วยวิชาเก่าแก่ที่สืบทอดจากแดนศักดิ์สิทธิ์
มีเพียงครั้งนี้ที่ต่างออกไป
แต่ที่ยิ่งต่างคือพริบตาที่ตราราชลัญจรสี่สิบเก้าชิ้นลอยในลำแสงสีเงินไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ แสงเงินเรืองรองนั้นถึงกับเกิดการต่อต้าน
ยังมีคลื่นกวาดในแสงเงินเร็วรี่ คล้ายกำลังตรวจหา ชั่วขณะที่ปะทะกับตราราชลัญจรสี่สิบเก้าชิ้นนั้น ตราทั้งหมดสั่นสะเทือนพร้อมกัน
พริบตาต่อมา ฉากที่ทำให้ผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์ทั้งหลายหวาดกลัวได้เกิดขึ้น
เมื่อตราราชลัญจรสี่สิบเก้าชิ้นที่ห้อตะบึงในลำแสงสีเงินในฐานะของถวายเกิดสั่นสะเทือน เปลือกนอกแต่ละอันล้วนแตกออกเป็นชิ้น เผยให้เห็นสมบัติที่ซ่อนไว้
นั่นคือการมีอยู่ที่เหมือนดวงอาทิตย์สี่สิบเก้าดวง
นั่นคือเปลวเพลิงที่เหมือนนรกสี่สิบเก้าขุม
นั่นคือดวงตะวันแห่งแสงอรุณสี่สิบเก้าชิ้น!
“แดนศักดิ์สิทธิ์จงเพลิดเพลิน”
“ขอเชิญมารับเครื่องเซ่น!”
จักรพรรดินีเงยหน้า กล่าวคำราบเรียบ
………………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา