บทที่ 967-2 หลังฟื้นตื่น (2)
เขาปล่อยมือขวา เถาวัลย์เทพเลื้อยออกไปมัดจวีอิงกลับมาอย่างรวดเร็ว มันลิงโลดอยู่รอบเรือเดี่ยว เพียงแต่จวีอิงที่เสียร่างกายไปครึ่งหนึ่งกลับตัวสั่นสะท้านในยามนี้
ที่สั่นไปด้วยยังมีเจ้าเงาบนเรือเดี่ยว
เดิมมันกำลังพักผ่อน เห็นสวี่ชิงกลับมาแล้วพลันส่งเสียงกึกกึกกึกอยู่ตรงนั้น เสียงสั่นแผ่ขยายไปยังทะเลต้องห้ามโดยมีจังหวะที่แน่นอน
“นายท่าน…ยังไม่…ตอบสนอง ข้าควร…ทำต่อไป…”
หวงเหยียนที่ด้านข้างเช็ดน้ำทะเลบนหน้า มองจวีอิงที่ตัวสั่นเทา
“จวีอิงน่าสงสารนัก ตั้งแต่ถูกเจ้าจับไว้หลายเดือนนี้ก็ถูกใช้เป็นเหยื่อตกปลาตลอด ร่างกายขาดแล้วก็งอก งอกแล้วก็ขาด…”
หวงเหยียนเอ่ยพลางกวาดมองเจ้าเงาที่ตัวสั่นกึกกึกกึก
“มันก็น่าสงสาร หลายเดือนแล้วยังสั่นกึกกึกกึกอยู่เลย”
“แต่ดูท่าจะไม่มีประโยชน์ ราชรถสัมฤทธิ์กับยักษ์ตัวนั้นที่เจ้าตามหาดูเหมือนยังไม่มีเบาะแสตามเคย”
“ข้ายิ่งน่าสงสาร!”
หวงเหยียนเบิ่งตาโต
“อาจารย์เจ้าเก็บตัวไปใช้ชีวิตอิสระเอง แล้วให้ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า…ข้าคิดถึงศิษย์พี่หญิง ข้าไม่ได้อยู่ห่างจากศิษย์พี่หญิงมานานแล้ว ศิษย์พี่หญิงไม่เห็นข้าต้องคิดถึงข้าเหมือนกันแน่”
หวงเหยียนน้อยใจ
สวี่ชิงชินกับคำพูดของเขาแล้ว บัดนี้ตรวจสอบกายเนื้อของตนพลางกล่าวคำ
“นี่คืองานของอาจารย์ พี่เขยรอง”
หวงเหยียนถอนหายใจ ก้มหน้าเศร้าซึม ดวงตาเปี่ยมด้วยจิตเทพ หยิบแผ่นหยกออกมาส่งข่าวแล้วเงียบลง
กระทั่งผ่านไปสิบกว่าลมปราณ เขาพลันกะพริบตา เริ่มกระปรี้กระเปร่า ความหม่นหมองบนหน้าถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้น หัวเราะคิกคิกใส่แผ่นหยก
“เสร็จเรื่อง บันทึกเรียบร้อย ส่งให้ศิษย์พี่หญิงรองของเจ้าแล้วด้วย ช่วยไม่ได้ ศิษย์พี่หญิงรองเจ้าคิดมาก อย่างไรครอบครัวนางฐานะไม่สูงส่งพอ ไม่รู้สึกปลอดภัย ข้าต้องดูแลสักหน่อย”
สวี่ชิงตอบคำเดียว หลายเดือนนี้หวงเหยียนก็ดูแลเช่นนี้แทบจะสองสามวันครั้ง
“สวี่ชิงเจ้าก็ดูออกใช่หรือไม่ ฐานะครอบครัวข้าเป็นถึงจุดสูงสุดของปักษาสวรรค์ทักษิณ!”
หวงเหยียนกระหยิ่มใจ
“ข้าบอกเจ้าให้ ข้าน่ะเสน่ห์แรงเกินไป ศิษย์พี่หญิงรองเจ้าวอแวข้าทุกวัน กลัวข้าไม่สนใจนาง ไม่ว่าออกจากบ้านหรือไปทำภารกิจสำนักพวกเจ้าก็จะเง้างอดข้าอยู่นาน เปลี่ยนวิธีเอาใจข้าให้ข้าอยู่กับนาง”
“หลายปีนี้ข้ารำคาญใจนัก”
“โชคดีนายท่านเจ็ดดูออก เป็นบุรุษด้วยกันทั้งนั้น เขาเข้าใจข้า ช่วงนี้เลยปล่อยให้ข้าอิสระหาใดเปรียบ”
หวงเหยียนตื่นเต้นครึ้มใจ แม้พูดเหมือนฐานะตัวเองสูงส่ง แต่สวี่ชิงมองยังไงก็เหมือนนักโทษที่ถูกปล่อยตัวจากคุกใหญ่ในเจ็ดเนตรโลหิตตอนนั้น
“ต่อไปพวกเราจะไปสนุกที่ไหน ถ้าเจ้าไม่มีที่ไป ข้ามีที่ดีๆ แห่งหนึ่ง…ข้าบอกเจ้าให้ ที่นั่นมหัศจรรย์หาใดเปรียบ แค่คิดก็เลือดพลุ่งพล่าน…”
หวงเหยียนกล่าวพลางมองซ้ายแลขวาตามสัญชาตญาณ เมื่อแน่ใจว่ารอบด้านไม่มีคนอื่นได้ยิน นัยน์ตาเขาเปล่งประกาย
สวี่ชิงได้ยินแล้วส่ายหน้า
“ข้าเตรียมจะไปดูชายแดนทะเลในกับทะเลนอกสักหน่อย”
ทะเลต้องห้ามแบ่งเป็นในนอก ทะเลในกว้างใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มเผ่าทะเลต้องห้ามบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ แม้อันตราย แต่ว่ากันแล้วหากระวังตัวก็สำรวจได้
แต่ทะเลนอก…นั่นคือพื้นที่รกร้าง เต็มไปด้วยความลึกลับ ถึงขั้นเล่าลือกันว่ามีเทพเจ้ามากมายหลับใหลอยู่ทะเลนอก
“ที่นั่นเอง ก็ได้ละนะ”
หวงเหยียนพยักหน้าเสียดายเล็กน้อย คิดบางอย่างขึ้นได้อีกจึงเอ่ยคำ
“จริงสิ ตอนเจ้าฝึกฝนกายเนื้ออยู่ข้างล่างก่อนหน้านี้ ทางเผ่ามนุษย์ส่งข่าวมา”
“เจ้านั่นได้เลื่อนขั้นแล้ว!”
“เมื่อครู่เผ่ามนุษย์ส่งข่าวมา จักรพรรดินีออกราชโองการให้หนิงเหยียนเป็นรัชทายาท”
“เจ้านั่นโชคดีชะมัด หลับไปตื่นหนึ่ง ตื่นมาเสด็จพ่อกลายเป็นเสด็จแม่ ตัวเองถูกแต่งตัวเป็นรัชทายาท ได้ข่าวว่าตอนนี้ยังงงอยู่เลย!”
“ส่วนเจ้าก็เป็นอาจารย์องค์รัชทายาทแล้ว ควบเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์กับวิญญาณทมิฬ เมื่อเจ้าทึ่มหนิงเหยียนขึ้นครองราช์ในภาคหน้า เจ้าก็จะเป็นอาจารย์จักรพรรดิ!”
หนิงเหยียนถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาท สวี่ชิงไม่แปลกใจ
อย่างไร…เชื้อสายที่แท้จริงของจักรพรรดินีผู้นั้นก็มีแค่หนิงเหยียนกับองค์ชายสิบเอ็ด
ส่วนด้านองค์ชายสิบเอ็ดชัดว่าไม่เหมาะสมสักด้าน แม้เหตุผลเรื่องบูชาบรรพชนคือทำเพื่อมารดา แต่พฤติกรรมต่างๆ ก่อนหน้านี้ยังคงมีหนามแหลมทิ้งไว้ในใจเหล่าขุนนาง
ดังนั้นการเลือกหนิงเหยียนจึงสมเหตุสมผล
ส่วนที่แต่งตั้งมกุฎราชกุมารเร็วปานนี้ก็มีเค้าเงื่อนให้สืบสาว ธูปสิบสองดอกก่อนหน้านี้ดูท่าจะเป็นการปูทางให้เรื่องแต่งตั้งผู้สืบทอดในภายหลัง
‘ด้วยความปราดเปรื่องของจักรพรรดินีคงเห็นเวลานี้ตั้งแต่ตอนนั้น’
สวี่ชิงพึมพำในใจ ความคิดของเขาหวนสู่เหตุการณ์ห้าเดือนนี้พร้อมกับเรือเดี่ยวที่แล่นไป
หลังเรื่องเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์ รัฐม่วงครามปรากฏบนแผ่นดินใหญ่กลืนนภา และที่นั่นยังถูกปกคลุมด้วยไอหมอกที่เกิดจากไอพลังประหลาดไร้สิ้นสุด คนนอกเข้าไม่ได้ ทั้งไม่รู้เรื่องราวในนั้นแน่ชัด
แต่จากข้อมูลของเผ่ามนุษย์ ในแผ่นดินใหญ่กลืนนภามีกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวปรากฎ ราวกับ…ทุกคนในรัฐม่วงครามที่กลับมาล้วนกำลังกลายพันธุ์
‘นี่คือรางวัลเมื่อซ่างฮวงพึงใจ’
จักรพรรดินีกล่าวเช่นนี้
จินตนาการได้ว่าเมื่อไอหมอกบนแผ่นดินใหญ่กลืนนภาสลายไป รัฐม่วงครามที่เดินออกมาจะน่ากลัวยิ่งกว่าก่อนหน้านี้
สวี่ชิงสีหน้าอึมครึม ในใจไม่มีคลื่นกระทบใด
เขาที่มีอำนาจจักรพรรดิรัฐม่วงครามกึ่งหนึ่งรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในนั้นได้ชัดเจนกว่า ทั้งสัมผัสได้ถึงการเรียกหาตนจากการเปลี่ยนแปลงนี้
นั่นคือการเรียกหาจากโชคชะตารัฐม่วงคราม
ส่วนด้านนายกองก็ออกจากเมืองหลวงจักรพรรดิ ข่าวที่ส่งมาหลายเดือนก่อนคือเขาอยู่ระหว่างทางกลับมา
ฝึกวิชานี้สามารถสร้างแสงเซียนตะวันดับได้เป็นสาย แสงนี้ช่วยผสานร่างกับวิญญาณได้ดียิ่ง
ตามที่นายท่านเจ็ดว่า วิชานี้ยังเป็นวิชาของหนึ่งในเก้าเซียนคิมหันต์จากพสุธาแดนดินที่มาเยือนนภาเจิดจรัส เขาตายในสงครามกับจักรพรรดิเทพ
ก่อนตายได้ทิ้งวิชานี้ไว้สืบทอดต่อกันมา
วิชานี้หากฝึกถึงขั้นสูง พลังจะน่ากลัวถึงขีดสุด
ดังนั้นเดินทางออกทะเลครั้งนี้ สวี่ชิงมีเป้าหมายสองอย่าง
หนึ่งคือล่าสิ่งมีชีวิตประเภทเทพ สัมผัสการป้องกันของกายเนื้อทุกครั้งที่ต่อสู้ พยายามปรับตัวกับอำนาจเทพเจ้าและกำลังรบที่ฝึกจากแสงเซียนตะวันดับในร่างกายนี้ให้เร็วที่สุด
จะได้เข้าใจความแข็งแกร่งของร่างกายนี้ได้ถูกต้อง
เป้าหมายที่สองคือตามหาราชรถสัมฤทธิ์กับยักษ์ที่อยู่ในวิชาวิหคทองตอนนั้น
ที่ตามหาราชรถสัมฤทธิ์กับยักษ์ เป็นเพราะเขาฝึกแสงเซียนตะวันดับไม่ค่อยราบรื่น
สวี่ชิงครุ่นคิดแล้วนึกถึงวิหคทอง
ด้วยหลักการของวิชาแสงเซียนตะวันดับคือการช่วงชิงแสงสว่างจากดวงตะวันมาเป็นแสงเซียนของตน ทำให้ตนกลายเป็นตะวันดับ แผดเผาตนเองและฟ้าดินดุจเตาไฟ
คล้ายกับวิหคทองอยู่บ้างในระดับหนึ่ง
สวี่ชิงจึงวางแผนตามหาราชรถสัมฤทธิ์ หมายจะนั่งควบคุมยักษ์ในนั้น
ให้เขาเดินเส้นทางที่วิหคทองขึ้นฟ้าไปเป็นดวงอาทิตย์ในตอนนั้น สัมผัสขั้นตอนที่วิหคทองเคยขึ้นไปเป็นดวงอาทิตย์และสาดส่องดินแดนต้องประสงค์
ตื่นรู้ในตะวันดับของตนจากสิ่งนี้
จึงมีการเดินทางบนทะเลต้องห้าม
และที่เจ้าเงาตัวสั่นกึกกึกกึกก็เพราะเหตุนี้
สวี่ชิงจำได้ ตอนนั้นเสียงแบบนี้ของเจ้าเงาดึงดูดให้ยักษ์ในราชรถสัมฤทธิ์ปรากฏตัว
แต่น่าเสียดาย ผ่านมาหลายเดือนกลับยังไม่เป็นผล
“เจ้ายักษ์นั่นอาจหลับใหลอยู่ในทะเลต้องห้าม จึงต้องสำรวจพื้นที่มากกว่าเดิม…”
สวี่ชิงเงยหน้า มองเจ้าเงาผาดหนึ่งแล้วหยิบแผนที่ทะเลออกมาจะทำสัญลักษณ์
แต่ในตอนนั้นเอง แผ่นหยกสื่อเสียงของหวงเหยียนที่นอนสบายใจเฉิบอยู่ด้านข้างเริ่มสั่นไหว เขาหยิบมันมาดูอย่างขอไปที ฉับพลันทั้งกายสั่นเทา หายใจเข้าเฮือก สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดหาใดเปรียบในพริบตา
“สวี่ชิง เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
“ข้าจะกลับไป นี่เป็นเรื่องใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน!”
หวงเหยียนสีหน้ากังวล ร้อนรนไม่น้อย
“เรื่องนี้ข้าต้องไปทันที ช้าไปหนึ่งก้าวก็เป็นพายุใหญ่ยักษ์สะท้านทั้งทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ!”
…………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา