บทที่ 975 บรรเลงเพลงต่อไป
บนทะเลต้องห้าม เป็นเวลารุ่งอรุณแล้ว ม่านสีดำหนาหนักม้วนฟ้าดิน เหมือนเทพเจ้าที่ซ่อนอยู่ในความมืด แผ่พลังเทพเจ้าขององค์ท่านออกมา
อาบย้อมมหาสมุทร อาบย้อมฟ้าดิน
ถึงสุดท้าย ก็แบ่งแยกไม่ออกแล้วว่าเทพเจ้าองค์นี้อยู่ในฟ้าดินหรืออยู่ในมหาสมุทร
เป็นสีของมหาสมุทรที่รุกรานผืนฟ้า หรือเป็นผืนฟ้าที่ยื่นลงมาในมหาสมทุร
แต่ทุกอย่างนี้ สำหรับเผ่าต่างๆ ที่มีชีวิตอยู่ในอยู่ในทะเลต้องฟ้าม ความจริงแล้วไม่สำคัญ ในชีวิตของพวกเขา ทุกคืนวันล้วนเป็นเช่นนี้ ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ และหลอมรวมอยู่ที่นี่
บนทะเลสีดำ ประเดี๋ยวๆ ก็จะเห็นเงาเรือจำนวนหนึ่งลอยขึ้นลงไปตามคลื่น
บนม่านฟ้า ก็จะเห็นนกถลาไปในราตรีมืดหาอาหาร
ส่วนใต้ทะเล…ความเร็วของท่อนแขนขาดสำแดงจนถึงขีดสูงสุด หลบหนีต่อไป เงาร่างของมันประเดี๋ยวรางเลือน ประเดี๋ยวชัดเจน และภายใต้การสอดประสานทุกครั้งเช่นนี้ก็จะเคลื่อนย้ายชั่วพริบตาเป็นบริเวณกว้าง
ในระหว่างนี้ อสูรทะเลที่มาปรากฏอยู่ต่อหน้ามันก็จะแห้งเหี่ยวไปในพริบตาทันที ความเป็นเทพและพลังชีวิตในร่างมันล้วนกลายเป็นสารอาหารของท่อนแขนขาด
ทำให้ความเร็วของมันยิ่งเร็วขึ้น
นอกจากนี้คือ ทุกที่ที่มันผ่าน ไม่ว่าจะเป็นจากตัวเองหรือน้ำทะเล หรือจะเป็นอสูรสมุทรที่อยู่รอบๆ ล้วนเงียบกริบ เสียงทั้งหมดล้วนถูกมันใช้อำนาจเทพสะกดลงไป
เพราะมันรู้ เสียงคืออาวุธของมัน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอาวุธของผู้ไล่ล่าคนนั้นด้วย
เพียงแต่…ต่อให้มันเร็วขึ้นอีกสามสี่ส่วน ในน้ำทะเลข้างหลัง คนที่ช่วงชิงเสียงมาตลอดทาง ใช้วิธีแปลกประหลาดไล่ตามมา ล้วนอยู่มาโดยตลอด
สลัดไปไม่หลุดแม้เพียงเล็กน้อย
อีกทั้งระยะห่างระหว่างทั้งสองก็เข้าใกล้มาเรื่อยๆ
เคราะห์หายนะสามารถเพิ่มพลังได้ ดวงจันทร์ม่วงแผ่ลามไปได้ กระทั่งว่า…ไอพลังประหลาดที่อยู่ในมหาสมุทร ในระดับหนึ่งก็ล้วนสามารถให้ความสนับสนุนสวี่ชิงได้ในระดับหนึ่ง
กายเนื้อของเขาร่างนั้นน่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น…หลังจากที่ผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป น้ำทะเลรอบๆ ท่อนแขนขาดพลันแผ่ระลอก เถาวัลย์น้ำที่ประกอบขึ้นจากน้ำทะเลเส้นหนึ่ง ก็พลันสะบัดออกมาจากในน้ำทะเล
เงียบงันไร้สุ้มเสียง พุ่งตรงมายังท่อนแขนขาดทางนี้อย่างรวดเร็ว หลังจากประชิดเข้ามาอย่างทันควัน ก็ขัดขวางทางข้างหน้า
ท่อนแขนขาดเพียงไหววูบ เปลี่ยนทิศทาง กำลังจะไปต่อ แต่เถาวัลย์น้ำที่ประกอบขึ้นจากน้ำทะเลจำนวนมากกว่าเดิม จากการที่ปรากฏขึ้นในอีกทิศทางหนึ่ง ก็ขัดขวางต่อ
เวลาเพียงชั่วพริบตา แผ่นดินทั่วทุกทิศล้วนเป็นเช่นนั้น
เถาวัลย์น้ำทะเลนับไม่ถ้วนทยอยปรากฏขึ้น โดยมีท่อนแขนขาดเป็นศูนย์กลาง ประชิดเข้าไปอย่างรวดเร็ว พันล้อมหลอมผสาน
ไม่ว่าท่อนแขนขาดจะฝ่าทะลวงอย่างไร แต่ภายใต้การปกคลุมจากเถาวัลย์น้ำนับไม่ถ้วน สุดท้ายก็หยุดชะงัก
และค่าตอบแทนครั้งนี้คือหน่อเถาวัลย์ทรงวงรีที่เกิดจากเส้นเถาวัลย์ม้วนรวมกัน ปรากฏขึ้นมาที่ใต้ทะเล
เหมือนกับตราผนึก
แม้จะมีเวลาอยู่หลายอึดใจ ภายใต้การโจมตีของท่อนแขนขาด หน่อเถาวัลย์ก็ระเบิดสลาย แต่ในเสี้ยวขณะที่เสียงระเบิดดังขึ้น ก็เป็นเสียงที่ดังเป็นครั้งแรกในสงครามอันเงียบสงัดครั้งนี้
เสียงระเบิดดังก้อง
ต่อให้เป็นเพียงหนึ่งอึดใจ ก็ถูกท่อนแขนขาดชิงเอาเสียงไป ทว่าก็ยังคงช้าไปอยู่ดี
แทบจะในทันทีที่เสียงระเบิดดังออกมา สวี่ชิงจับเสียงนี้ได้ ร่างของเขาเดินออกมาจากในเสียงระเบิดนี้อย่างแปลกประหลาด
มายืนอยู่ข้างหน้าท่อนแขนขาด
และในเถาวัลย์ที่แปลงมาจากน้ำทะเลที่ระเบิดเหล่านั้น เงาของเถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ก็พริบผ่านไป ส่งระลอกคลื่นอารมณ์สร้างคุณงามความชอบออกมา จากนั้นก็แผ่ไปทั่ว แปรเปลี่ยนเป็นเถาวัลย์น้ำมากขึ้นกว่าเดิม ผนึกที่นี่เอาไว้อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน เจ้าเงาก็ไม่ยอมน้อยหน้า แผ่ลามออกไปอย่างรวดเร็ว เขาแทนที่พื้นที่ใต้มหาสมุทรบริเวณนี้ ขณะเดียวกันก็แผ่ไปข้างบน ปกคลุมเอาไว้โดยสมบูรณ์
ทั้งยังมีพิษคำสาปเทพเจ้าของสวี่ชิง ก็แผ่ออกไปจากในร่างของเขาเช่นกัน ทำให้น้ำทะเลเป็นสีดำยิ่งขึ้น
ทำเรื่องพวกนี้เสร็จ สวี่ชิงเงยหน้า ต้องไปยังท่อนแขนขาดข้างนั้น ในดวงตาฉายประกายเย็นเยือก
แขนข้างนี้เป็นสิ่งสำคัญในการอัญเชิญราชรถมาได้หรือไม่ของเขา
ดังนั้นเขาจึงก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง แล้วเหยียบย่างลงไป
ทันทีที่ฝีเท้าเหยียบลงมา ดวงตาในฝ่ามือท่อนแขนขาด แสงเลือดก็ฉายวาบ เงาผีมายาเป็นทางๆ กำเนิดออกมาจากในดวงตาของมัน เสียงผีโหยหวนน่าขนลุกดังสะท้อนอีกครั้ง
ก่อเป็นการสังหารจากดนตรี กำลังจะปะทุ
“ที่นี่นอกจากข้าแล้ว เสียงใดๆ ไม่อนุญาตให้มีทั้งสิ้น”
สวี่ชิงเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
ทันทีที่เสียงดังออกไป เสียงโหยหวนแหลมเล็กของผีร้ายก็พลันเงียบสงัด ถูกช่วงชิงเสียงไป ระเบิดสลาย
ท่อนแขนขาดสะท้านเฮือก จากนั้นประกายแสงสีแดงในดวงตากลางฝ่ามือยิ่งเข้มขึ้น น้ำตาที่ราวกับเลือดสดๆ หยดหนึ่งไหลออกมาจากในนั้น ก่อเป็นพลังอำนาจน่ากลัว พุ่งไปหาสวี่ชิงราวลูกธนู
ทุกที่ที่น้ำตาหยดนี้พุ่งผ่าน น้ำทะเลระเบิดถูกมันซัดหอบ มาพร้อมด้วยความอาฆาตแค้น ความบ้าคลั่ง ความแค้นอันไม่สิ้นสุด ประชิดเข้ามา
ประกายแสงในร่างสวี่ชิงฉายวาบ แสงเซียนเพิ่งแผ่ออกมา แต่หลังจากที่เขาหรี่ตา ก็พลันสลายแสงเซียนไป ร่างกายไม่หยุดรอใดๆ ทั้งสิ้น เดินต่อไป
ปล่อยให้น้ำตาสีแดงหยดนั้นซัดมาที่ร่างตัวเอง
เงียบงันไร้สุ้มเสียง
สวี่ชิงร่างหยุดชะงัก ความรู้สึกเหมือนเข็มแทงปรากฏขึ้นทั่วทั้งร่าง
แต่ก็แค่นี้เท่านั้น
ไม่ถึงระดับเจ้าเหนือหัว ไม่สามารถสร้างความสั่นคลอนให้กับกายเนื้อของเขาในตอนนี้ได้เลย มีเพียงพลังระดับเจ้าเหนือหัวเท่านั้นถึงจะสามารถทำให้กายเนื้อและวิญญาณของเขาเกิดความรู้สึกแยกจากกันได้
และสร้างการทำร้ายจากการนั้น
ดังนั้นฝีเท้าของเขายกขึ้น เหยียบลงไปอีกครั้ง ในตอนที่ปรากฏขึ้นก็มาอยู่ข้างหน้าท่อนแขนขาดแล้ว ปล่อยให้ท่อนแขนนี้ยิงแสงสีแดงขึ้นอีกครั้ง ปล่อยให้ผีร้ายรอบๆ ดิ้นรนปรากฏขึ้น กระทั่งว่าปล่อยให้ท่อนแขนนี้ประสานปางมือ…
มือขวาของเขายกขึ้น หมัดหนึ่งซัดออกไป
หมัดนี้ดูเหมือนหมัดจักรพรรดิอมตะ แค่ความจริงแล้วสวี่ชิงได้ปรับปรุงมัน ผสานใต้ปรโลกที่นายท่านเจ็ดกล่าวไว้เป็นตำนาน หลังจากที่ผสมผสานก็มีทั้งรูปธรรมและภาพมายา พลังพลานุภาพยิ่งน่าหวั่นเกรง
ก็ยังคงเงียบงันไร้เสียง แต่การระเบิดเกิดขึ้นทันที
ท่อนแขนขาดกระเด็ดม้วนไป
กำลังรบทั้งหมดของมัน ความจริงเทียบกับอำนาจแห่งเสียงของมันล้วนห่างกันเป็นอย่างมาก
เสียงภูตผีจากสวรรค์ก่อนหน้านี้ เรียกพระจันทร์แห่งความเสื่อมโทรมออกมา ก็เป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
หากสวี่ชิงไม่ได้ควบคุมพลังอำนาจเทพแห่งเสียง เผชิญหน้ากับสิ่งประหลาดท่อนแขนขาดเช่นนี้จะต้องรับมือยากลำบากอย่างแน่นอน ต้องใช้แรงมากยิ่งขึ้น แต่ตอนนี้…ท่อนแขนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็เหมือนงูที่สูญเสียเขี้ยว
จำต้องใช้วิธีที่ตัวเองไม่เชี่ยวชาญมาสู้กับเขา
และผลแพ้ชนะ ก็ย่อมอยู่ในการคาดเดา
เวลาหนึ่งก้านธูป สวี่ชิงอาศัยพลังกายเนื้ออันแข็งแกร่ง หลังจากที่ชิงเสียงมาได้ ก็เมินการลงมือทุกอย่างของอีกฝ่าย
เดินไปพลางโจมตีไป
ส่วนท่อนแขนขาดถอยร่นไปอย่างต่อเนื่อง ผีร้ายของมันต่างแยกออกมา น้ำตาของมันแหลกสลายไปทั้งหมด วิธีทุกอย่างของมันล้วนไร้ผล
ทำได้แค่ท่ามกลางการถอยร่นไม่หยุดนี้ ตัวเองหมองหม่นลงไปเรื่อยๆ ดวงตาที่ฝ่ามือเกิดสัญญาณแตกร้าว
กลิ่นอายก็อ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ
จวบจนกระทั่งสุดท้าย ฝ่ามือของสวี่ชิงซัดไปยังบริเวณห่างจากข้างหน้าดวงตากลางฝ่ามือสามชุ่น แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ซัดลงไป
เขาไม่คิดอยากจะลบท่อนแขนขาดนี้ทิ้งไป สิ่งที่เขาต้องการคือควบคุมมัน
ดังนั้นหลังจากทำมันบาดเจ็บสาหัสแล้ว ประสาทสัมผัสเทพก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างของสวี่ชิง ปกคลุมไปบนท่อนแขนขาดทันที จากพลังต้นกำเนิดเทพ จากความรอบรู้แห่งเทพ จากอำนาจเทพ จากคุณสมบัติสายเลือด สะกดควบคุมไปในทุกด้าน
ท่อนแขนขาดสั่นสะท้านรุนแรง ทว่าทั้งๆ ที่ถูกสวี่ชิงควบคุมทุกด้านแต่ดวงตาสีเลือดกลางฝ่ามือกลับแผ่ความบ้าคลั่งกลุ่มหนึ่งออกมา จ้องสวี่ชิงเขม็ง
ระลอกคลื่นพลังระเบิดตัวเองแผ่ออกมาจากร่างของมัน
นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สวี่ชิงอยากได้
ดังนั้นเสี้ยวขณะต่อมา ทันทีที่ท่อนแขนขาดเลือกที่จะระเบิดตัวเอง ในร่างสวี่ชิงก็พลันส่งเสียงวิหคทองออกมา เสียงนี้ก้องกังวาน ในขณะที่ดังไปทั่วทุกทิศ ทะเลเพลิงสีดำก็มีสวี่ชิงเป็นศูนย์กลาง แผ่ซ่านออกไปทั้งแปดทิศ
ในทะเลเพลิง วิหคทองพลันพุ่งออกมา วนเวียนอยู่เหนือศีรษะสวี่ชิง
ร่างสีดำ เปลวเพลิงสีดำ ขนหลายพันอันก่อเป็นหิมะเปลวเพลิง ส่องสว่างความมืดมิด งดงามเป็นอย่างยิ่ง ล่องลอยอยู่ใต้ทะเล
ท่อนแขนขาดสะท้านเฮือก
จากนั้นวิหคทองขณะที่บินวนเวียนก็พุ่งลงมา ตรงไปหาสวี่ชิง สุดท้ายก็หลอมผสานไปกับร่างของสวี่ชิง ก่อเป็นชุดจักรพรรดิ สวมอยู่บนร่างของเขา
สวี่ชิงที่อยู่ใต้ทะเลนั่งขัดสมาธิทำสมาธิ
นักดนตรีที่แปลงมาจากท่อนแขนขาดข้างหน้าเขายังคงบรรเลงเสียงสวรรค์รับจันทร์
ท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน ชวนให้หลงใหล
สวี่ชิงฟังอยู่ที่หู แต่เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าพลังอำนาจเทพแห่งเสียงของตัวเองยิ่งกะพริบวูบวาบบเจิดจ้าพร่างพรายยิ่งขึ้น
มีเพียงความเสียกายที่มาจากโลกภายนอกกลุ่มนั้น ท่ามกลางการเลือนหายไปของภาพฉายเงาของพระจันทร์แห่งความเสื่อมโทรม จากเสียงดนตรี แทรกซึมมาในใจ
เวลาหมุนผ่านไปช้าๆ
เพียงพริบตา เวลาครึ่งเดือนกว่าผ่านไป
ในยี่สิบวันนี้ สวี่ชิงอยู่ใต้ทะเลนิ่งไม่ขยับ และเสียงเพลงเสียงสวรรค์รับจันทร์ก็ไม่ได้ดังอยู่ตลอด แต่ทุกครั้งหลังจากที่ดวงอาทิตย์ตก ในยามที่ราตรีมาเยือนถึงจะบรรเลงออกมา
ครั้งแล้วครั้งเล่า
สวี่ชิงสัมผัสได้ว่าน้ำทะเลเปลี่ยนไปแล้ว เหมือนว่าจะเย็นเยียบกว่าแต่ก่อน เหมือนว่ามีคลื่นใต้น้ำกำลังตามวัตถุขนาดมหึมาบางอย่าง เข้าใกล้มาช้าๆ
เขารู้ ตัวเองสำเร็จแล้ว
ราชรถสัมฤทธิ์กำลังเดินมาจากทิศทางที่ตนไม่รู้มาหาตนอย่างช้าๆ
สวี่ชิงมีความอดทนมากเพียงพอ รอคอยเงียบๆ
แต่ทางเจ้าเงาทางนั้นร้อนรนมาก
จากการปรากฏขึ้นของเถาวัลย์เทพ ทำให้มันสัมผัสได้ถึงอันตราย การปรากฏขึ้นของท่อนแขนขาด นี่ทำให้วิกฤตยิ่งรุนแรงกว่าเดิม ดังนั้นมันจึงกระตือรือร้นอยู่ข้างๆ ในยามกลางวันที่ไม่มีการบรรเลงเสียงสวรรค์รับจันทร์ ก็แคร่กๆๆ อย่างสุดกำลัง
เช่นนี้เอง เวลาผ่านไปอีกเจ็ดวัน
จากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรนอกลดลง จากคลื่นทะเลที่สูงกว่าก่อนหน้านี้ ขั้วอำนาจที่อาสัยอยู่ในทะเลต้องห้าม ส่วนใหญ่ล้วนสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง
ดังนั้นจึงต่างลดการเดินทางไปในทะเล เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย
เพียงแต่…อันตรายบางอย่างต่อให้อยากจะหลบเลี่ยง แต่สุดท้ายก็ยังคงบังเกิดขึ้นอยู่ดี
อย่างเช่นตอนนี้ บนเกาะเผ่าวิญญาณสมุทร เผ่าพันธุ์นี้มีสมาชิกเพียงหลายพันคนเท่านั้น ในทะเลต้องห้ามเป็นเพียงเผ่าเล็กๆ ที่สวามิภักดิ์กับเกาะใหญ่ๆ ในละแวกใกล้ๆ เท่านั้น ตอนนี้ เพลิงเคราะห์กำลังลุกไหม้
สีของเพลิงนั่นเป็นสีแดง
เลือดสดๆ อาบย้อมดินแดนของเผ่านี้ สมาชิกเผ่าหลายพันธุ์คนไม่มีใครเป็นที่ยกเว้น ตอนนี้ล้วนกลายเป็นโครงกระดูก ในนั้นมีผู้ชาย มีผู้หญิง มีเด็ก มีคนแก่
กระทั่งว่าเด็กที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาจำนวนหนึ่งก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้
ดับดิ้นทั้งหมด
บุตรแห่งฝูเสียของแดนศักดิ์สิทธิ์กาลกิณีคนนั้น นั่งอยู่ในห้องหินห้องหนึ่ง สูดอากาศที่ตลบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดอย่างมีความสุข
“ช่างเป็นกลิ่นที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
รอบๆ เขา ผู้คุ้มกันเก้าคนที่ติดตามมา ตอนนี้กำลังควักหัวใจจากซากร่างเหล่านี้ออกมาทีละดวงๆ
หัวใจของเผ่าวิญญาณสมุทรเป็นผลึกแก้วอย่างหนึ่ง
ในหมายเหตุของแดนศักดิ์สิทธิ์บ่อเกิดกาลกิณี ผลึกประเภทนี้เป็นวัตถุดิบที่ไม่เลวเลยอย่างหนึ่ง หากมีจำนวนหลายพันก้อน ราคายิ่งมากมหาศาล
ไม่นานนัก ผลึกแก้วทั้งหมดก็ถูกเก็บรวบรวมเรียบร้อย จากการลุกไหม้ของเปลวเพลิง ทุกอย่างที่นี่กลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทั้งสิ้น
ส่วนบุตรแห่งฝูเสียคนนั้น ตอนนนี้ก็ลุกขึ้นมา เอาแผนที่ฉบับหนึ่งออกมา กำลังยืนยันสถานที่เก็บเกี่ยววัตถุดิบแห่งต่อไป
แต่ในตอนนี้เอง ฝ่ามือขวาของเขาก็พลันกะพริบแสงสลัวกลุ่มหนึ่งขึ้นมา
ชายหนุ่มกวาดตามอง ในดวงตาฉายแววเหี้ยมโหด มุมปากยกยิ้ม
“สัมผัสถึงฆาตกรได้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ”
“เช่นนั้นพวกเราไปดูกันสักหน่อยว่าฆาตกรคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไรกัน”
บุตรแห่งฝูเสียหัวเราะ ลุกขึ้นร่างเพียงไหววูบก็เดินไปทางขอบฟ้า
ผู้คุ้มครองทั้งเก้าข้างหลังเขาไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ตามติดอยู่ข้างหลัง
ลมทะเลแรงขึ้นแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา