บทที่ 989 เทพเจ้าเล่านิทาน
………………..
นอกป่าไผ่หมื่นลี้ ลมวสันต์พัดพลิ้ว กอไผ่แดงไหวเอนตามสายลม เสียงซ่าๆ แว่วดังแผ่วมา
มิใช่เสียงสวรรค์ ทว่าไพเราะจับใจยิ่งกว่า
เสียงคร่ำครวญในห้วงจิตฝูเสียพลันแปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของเสียงสวรรค์ บรรเลงก้องในโลกของเขา
แผ่ซ่านทั่วร่าง ทุกอณูผิวหนังพลันสั่นสะท้าน ห้วงคิดคำนึงเลือนราง ดับวูบ
ทว่าความเร็วในการเลือนหายนั้นเชื่องช้า ราวกับจงใจเปิดโอกาสให้เขาได้หวนรำลึกถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา
ทรายสิบลี้ คือตัวแทนทะเลทรายที่เขาเคยท่องไป บึงร้อยลี้ คือตัวแทนหนองน้ำที่เขาเคยหลบหนีมา สุสานพันลี้ คือเนินเขาหัวโล้นที่ดูเหมือนหลุมฝังศพ พงไพรลี้หมื่น คือป่าไผ่เบื้องหน้า
ลำนำกล่อมเด็ก เป็นประจักษ์พยานแห่งเส้นทางชีวิตของเขา
ราวกับว่า นับแต่ย่างเท้าเข้าสู่ทะเลทราย ชะตาชีวิตของเขาก็ถูกร้อยเรียงไว้ในบทเพลงกล่อมเด็กบทนั้นเสียแล้ว
นี่คืออำนาจเทพเจ้าสุดพิสดาร
นามขององค์ท่านคือ นิทาน
ห้วงนึกคิดในสมองฝูเสียพลันดับมืดมิด เมื่อตระหนักได้ถึงอำนาจเทพเจ้า สมองก็พลันว่างเปล่า
สายตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย จิตใจล่องลอยเคว้งคว้าง จ้องมองป่าไผ่หมื่นลี้เบื้องหน้า จ้องมองเทพเจ้าเบื้องหน้า
ร่างของอีกฝ่าย สูงเทียมฟ้า ราวกับกุมชะตาสรรพสิ่ง ล่วงรู้ทุกการกระทำ
ตนเองดุจตัวละครในนิทาน ที่จ้องมองผู้รังสรรค์โลก
มิอาจครุ่นคิด เพราะความคิดของตัวละคร ล้วนถูกกำหนดโดยผู้เล่านิทาน
มิอาจขยับกาย เพราะพฤติกรรมของตัวละคร ล้วนถูกลิขิตโดยผู้เล่านิทาน
กระทั่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงยังเลือนหาย
ในแง่หนึ่ง ผู้เล่านิทานผู้นี้ก็เปี่ยมด้วยเมตตา
ห้วงเวลานี้อวี้หลิวเฉินผู้เปี่ยมเมตตา ยกมือขวาขึ้น โบกสะบัดแผ่วเบา บังเกิดเสียงฉีกกระชากก้องกังวาน ดาบใหญ่ที่ตรึงอยู่บนหลังฝูเสียแยกออกจากร่างในฉับพลัน
ค่อยๆ ลอยขึ้น
ที่กลางเวหา ปรากฏกลุ่มก้อนเนื้อสีคล้ำน่าสะอิดสะเอียน ร่วงหล่นลง เผยให้เห็นฟองอากาศมืดมิดและเจดีย์ร้าง
“โอ้? ยังมีคนอยู่อีกหรือนี่”
อวี้หลิวเฉินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น สวี่ชิงซึ่งอยู่ภายในเจดีย์ร้าง ค่อยๆ ลุกยืน ก้าวเท้าออกจากเจดีย์ร้าง ก้าวออกมาจากฟองอากาศ เมื่อปรากฏกายอีกครา ก็ยืนตระหง่านเบื้องหน้าอวี้หลิวเฉินแล้ว
“คารวะท่านผู้อาวุโส”
สวี่ชิงก้มศีรษะคำนับ
การปรากฏกายของอวี้หลิวเฉินมิได้อยู่ในความคาดหมาย เขาเคยคิดว่าอาจมีผู้มาช่วยเหลือตน แต่มิว่าจะคิดอย่างไร อวี้หลิวเฉินก็มิอาจใช่หนึ่งในผู้ที่เขาคาดการณ์เอาไว้
แม้ว่าองค์ท่านจะเคยร่วมมือและให้ความช่วยเหลือจักรพรรดิในยามที่จักรพรรดิครองกระบี่สิ้นอำนาจ ทว่าความรู้สึกที่มอบให้แก่สวี่ชิงนั้น ทั้งการกระทำและความคิดขององค์ท่าน ล้วนแล้วแต่เปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด
ความสำราญ ความขุ่นเคือง ความเมตตา ความโหดเหี้ยม ล้วนผันแปรไปตามพระทัย สุดจะหยั่งถึง
“มิใช่ผู้สืบของครองกระบี่ดอกหรือ?”
อวี้หลิวเฉินแย้มยิ้มคลุมเครือ
สวี่ชิงเก็บงำความคิด คำนับอีกคราด้วยความเคารพ
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิต สวี่ชิงจะจดจำบุญคุณไว้ในใจ”
อวี้หลิวเฉินแย้มยิ้ม ยกมือขวาขึ้น โบกสะบัดเบาๆ กอไผ่ปลิวพลันว่อนมา เรียงร้อยประสานเป็นแท่นไม้ไผ่ เบื้องหน้าปรากฏจอกชาห้าใบวางเรียงราย
เตาผิงพลันอุบัติขึ้นจากความว่างเปล่า กาน้ำชาเก่าคร่ำคร่าถูกยกตั้งไฟ
ในกาน้ำชามีน้ำ เริ่มเดือดพล่าน จากนั้นธารน้ำก็พวยพุ่งออกมาห้าสาย รินรดลงในจอกชาทั้งห้า ทันใดนั้น กลิ่นหอมกรุ่นจรุงใจก็อบอวล แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
“เจ้าว่าจะจดจำบุญคุณ เจ้าหมายถึงจะใช้ความเป็นเทพในร่างเจ้าจดจำ หรือจะใช้จิตมนุษย์แสงริบหรี่ใกล้จะดับมอดเต็มทีของเจ้าจดจำ?”
สวี่ชิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหยิบแผ่นไม้ไผ่เปล่าจากถุงเก็บของ ยกมือขวาขึ้นสลักอักษรหกตัวบนแผ่นไม้
อวี้หลิวเฉิน มีบุญคุณ
จากนั้นสวี่ชิงจึงเก็บแผ่นไม้ไผ่กลับเข้าถุงเก็บของดังเดิม เงยหน้าขึ้นมองอวี้หลิวเฉินเบื้องหน้า
“ข้าจะใช้สิ่งนี้ในการจดจำ”
อวี้หลิวเฉินเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าฉายแววขบขัน พินิจพิจารณาสวี่ชิงอย่างละเอียดลออ
“น่าสนใจยิ่งนัก เช่นนั้นนั่งลงจิบชาก่อนเถิด”
สวี่ชิงมิได้รีรอ นั่งลงด้านหนึ่ง ยกจอกชาขึ้น ซดรวดเดียวหมดจอก
น้ำชาร้อนผ่าว ไหลรินลงสู่ลำคอ พลันปะทุในร่าง ก่อเกิดเป็นคลื่นความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างในฉับพลัน ยิ่งกว่านั้นยังโถมกระหน่ำสู่ห้วงสมอง ความทรงจำทั้งหมดของสวี่ชิงนับแต่วัยเยาว์พลันหวนคืน
ภาพความทรงจำเหล่านั้น ผุดพรายขึ้นในห้วงคำนึงของสวี่ชิง
เขาเห็นเมืองเป็นเอกอันเงียบเหงา เห็นความยากลำบากในวัยเยาว์ เห็นความเงียบงันหลังการสังหารผู้คนเป็นครั้งแรก เห็นการลาจากของปรมาจารย์ไป่ เห็นสายสัมพันธ์แห่งสำนักเจ็ดเนตรโลหิต เห็นความบิดเบี้ยวในจิตใจยามเผชิญหน้ากับจื่อชิง เห็นร่างเงาของท่านเจ้าวังข่งเหลียงซิวและจักรพรรดิครองกระบี่…
กระทั่งเห็นจื่อเสวียน เห็นหลิงเอ๋อร์ เห็นศิษย์พี่ใหญ่…
ทว่าภาพทรงจำที่เคยประสบพบเจอ ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านั้น กลับดูแปลกตานักในยามนี้ ประหนึ่งว่าเขากำลังมองชีวิตของผู้อื่น
ความโศกศัลย์ ความปิติยินดีเหล่านั้น มิอาจกระเทือนจิตใจเขาในห้วงเวลานี้ได้
จวบจนกระทั่งในฉับพลันต่อมา ภาพความทรงจำเหล่านั้นกลับมีสีสันสดใสยิ่งขึ้น ความปิติยินดี ความโกรธเกรี้ยว ความโศกเศร้าที่แฝงเร้นอยู่ภายในกลับยิ่งเด่นชัด จากไอร้อนจากน้ำชา
สุดท้าย ถูกขยายขอบเขตไร้สิ้นสุด แปรเปลี่ยนเป็นอัสนีสวรรค์ลูกแล้วลูกเล่า ระเบิดกึกก้องมิหยุดหย่อน
เปรี้ยง!
ร่างของสวี่ชิงสั่นสะท้าน เขาสัมผัสได้ถึงความปิติยินดี
เปรี้ยง!
จิตใจของสวี่ชิงพลันปั่นป่วน เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ตามด้วยความโกรธเกรี้ยว ตามด้วยความหวาดผวา ตามด้วยความโศกเศร้า…
อารมณ์และกิเลสตัณหาของมนุษย์นานัปการ หวนคืนสู่จิตใจโดยสมบูรณ์ ณ ห้วงเวลานี้
โลกในสายตาของเขา แปรเปลี่ยนไปจากเดิม
สวี่ชิงจนใจ หันมองอวี้หลิวเฉิน
“วาจาของท่านผู้อาวุโส ล้ำลึกเกินหยั่งถึง…”
อวี้หลิวเฉินได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มอย่างสำราญ องค์ท่านจงใจยั่วยุ มิใช่เพื่อสิ่งใด เพียงเพื่อความสำราญใจเท่านั้น
แต่ในฉับพลัน องค์ท่านก็หุบยิ้ม
สวี่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทว่าท่านผุ้อาวุโส ข้าน้อยมิได้สายตาคับแคบถึงเพียงนั้น… หากเป็นดังที่ท่านกล่าวมาจริง ข้าก็ยิ่งเชื่อมั่นในตัวท่านอาจารย์ของข้า ทุกสิ่งย่อมอยู่ในสายตาของท่านแล้ว”
“มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า การปรากฏกายของท่านผู้อาวุโส ก็อยู่ในความคาดหมายของท่านอาจารย์ข้าเช่นกัน”
สวี่ชิงทอดสายตาไปยังอวี้หลิวเฉิน แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
อวี้หลิวเฉินกะพริบตาปริบๆ วาจาของสวี่ชิงทำให้องค์ท่านมิสำราญใจอีกต่อไป พลันครุ่นคิดหนัก
ในห้วงเวลานี้เองดวงตาฝูเสียก็ฉายแววคลุ้มคลั่ง ฉวยโอกาสนี้ ระเบิดร่างทั้งร่างกะทันหัน พลังบำเพ็ญและกลิ่นอายทั้งหมดพลันปะทุ เขาล่าถอยอย่างรวดเร็ว โดยมิได้คำนึงถึงราคาที่ต้องจ่าย มิว่าจะโลหิตเต๋าหรือสิ่งใดก็มิเสียดายทั้งสิ้น
กรรไกรจักรพรรดิพลันปรากฏเหนือศีรษะ ฉับพลันกรรไกรพลันตวัดเฉือนร่าง
เสียงฉับ ดุจเฉือนผ่าความว่างเปล่า
ร่างของฝูเสียเลือนหายทันใด
สวี่ชิงทอดสายตาเย็นเยียบไปมอง อวี้หลิวเฉินที่อยู่อีกฟากกลับเอ่ยขึ้นโดยมิหันไปมองแม้แต่หางตา
“เจ้าหนู ข้าจะเล่านิทานให้เจ้าฟัง”
“ในนิทานมีผู้บำเพ็ญผู้หนึ่งนามฝูเสีย เขาเดินผ่านทะเลทรายสิบลี้ บึงร้อยลี้ สุสานพันลี้ จวบจนมาถึงพงไพรหมื่นลี้ แต่แล้วเขาก็หลงทาง ทว่าด้วยโชคช่วยจึงร่นขอบฟ้ากลับคืนมาได้ดังเดิม สุดท้ายเพื่อแสดงขอบคุณ เขาจึงตัดสินใจระเบิดพลังตัวเอง เบ่งบานกลายเป็นดอกไม้งาม แล้วเขาก็จิบชาจากข้าไปจอกหนึ่ง”
อวี้หลิวเฉินกล่าวจบ จุดที่ฝูเสียเพิ่งเลือนหายไป ร่างของฝูเสียพลันปรากฏกายอีกคราจากความว่างเปล่า ทว่าร่างกายบอบช้ำและอ่อนแอลงยิ่งกว่าเดิม กระทั่งพลังบำเพ็ญก็ใกล้จะแตกสลายเต็มที
ในยามที่ปรากฏกายฝูเสียทอดสายตาไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าและร่างของผู้คน ซึ่งดูมิมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อเดือนก่อน สีหน้าตระหนกตกใจยิ่งกว่าเดิม ความหวาดผวาพลันถาโถมท่วมท้นอีกครา
หนึ่งเดือนก่อน หลังจากที่เขาตัดขาดเคราะห์กรรมที่นี่ ระเบิดพลังต้นกำเนิดของกรรไกรอย่างมิเสียดาย แลกมาด้วยการร่นขอบฟ้า
ในที่สุดก็หลุดพ้นจากที่แห่งนี้ ทว่าหนึ่งเดือนให้หลัง เขากลับต้องเผชิญความเป็นความตายมามากมาย เหยียบย่างผ่านดินแดนอันแสนไกล กระทั่ง…หวนคืนสู่ที่แห่งนี้อีกครา
ในยามนี้ร่างของเขาสั่นสะท้าน เขาทอดสายตาไปมองอวี้หลิวเฉิน ร่างกายส่งเสียงคำรามกึกก้อง คิดจะระเบิดตัวอีกคราอย่างไม่เสียดาย
นี่คือหนทางหลุดพ้นเพียงหนึ่งเดียวที่เขาคิดออกในยามนี้
ทว่าในฉับพลันต่อมา เมื่อเขารู้สึกตัว ภาพเบื้องหน้ากลับมิใช่อย่างที่เขาคาดหวัง สายตาจับจ้องยังคงเป็นป่าไผ่ ยังคงเป็นสวี่ชิงยังคงเป็นอวี้หลิวเฉิน
เขามิได้ตื่นขึ้นในสถานที่ที่เขาคาดหวัง หากแต่กลับตื่นขึ้น ณ ที่แห่งนี้
“จิบชาเสียก่อนเถิด” อวี้หลิวเฉินเอ่ยเสียงแผ่ว
ฝูเสียเหม่อมองจอกชาเบื้องหน้า ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง สองมือสั่นระริก ยกจอกชาขึ้น กล้ำกลืนลงคอ
ในเวลาเดียวกัน ที่สุดขอบฟ้าอันไกลโพ้น พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทา ประหนึ่งกลายเป็นโคลนตม แผ่ขยายไปยังแปดทิศ ในขณะนั้นเอง ขบวนแห่อันประกอบด้วยหุ่นดินเหนียวนับไม่ถ้วน พากันแบกหามศาลเทพ เคลื่อนขบวนมายังที่แห่งนี้
ในขบวน เอ้อร์หนิวมีสีหน้าเบิกบาน ดวงตาฉายแววปิติยินดี โบกไม้โบกมือให้สวี่ชิง
“อาชิงน้อย ศิษย์พี่ใหญ่มาแล้ว!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา