“จับสาวใช้เหิมเกริมนี้เอาไว้!”
มู่เจิ้งเฟิงโมโห หน้าตาของเขา หน้าตาของราชวงศ์ฉู่ จะต้องได้รับการชดใช้!
ที่น่าชังที่สุดก็คือ คืนนี้เดิมทีเป็นเขาที่ต้องการเหยียดหยามตระกูลลู่ เหยียดหยามลู่เจี้ย กลับคิดไม่ถึงว่ากับดักที่เตรียมเอาไว้ จะถูกสาวใช้คนหนึ่งทำลายเสียได้ ไม่เพียงเช่นนี้ ยังตอกกลับได้เฉียบขาดถึงเพียงนี้ได้
ผลลัพธ์เช่นนี้ เขาทนรับมันไม่ได้!
เมื่อเขาพูดจบ ทหารรักษาพระองค์ที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนัก เสื้อเกราะเสียดสีกันทะลักกันเข้ามา ชักดาบข้างเอวยืนล้อมลู่เจี้ยและเจียงหลีในพระตำหนักนั้น
“ฝ่าบาท!” ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนก็ดังขึ้น
สายตาเยือกเย็นและน่าเกรงขามของมู่เจิ้งเฟิง กลอกกลิ้งช้าๆ แล้วตกกระทบบนตัวพระชายาลู่
สายตาเขาเหลือบไปเห็นลู่จ้านที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณในฝ่ามือ ตระกูลลู่! จวนตระกูลลู่! มู่เจิ้งเฟิงกัดฟันโกรธแค้นในใจ
ต่างก็กล่าวกันว่า จะยอมให้ผู้อื่นมานอนอยู่ใต้เตียงได้อย่างไร ตระกูลลู่ที่ยึดครองมาหลายร้อยปี สำหรับเขาแล้ว ก็คือคนนอกนี่เอง ตระกูลลู่ไม่กำจัดทิ้ง เขาเกรงว่าตำแหน่งผู้ปกครองเมืองนี้จะไม่มั่นคงเป็นแน่!
“พระชายาลู่มีอะไรจะรับสั่งหรือ” มู่เจิ้งเฟิงน้ำเสียงเย็นเยือก
พระชายาลู่สีหน้าเฉยชา “การเดิมพันครั้งนี้อยู่ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย ในเมื่อองค์หญิงรัฐฉู่สู้คนอื่นไม่ได้ ก็ถือว่าแพ้ไป เวลานี้ฝ่าบาททำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือเพคะ”
มู่เจิ้งเฟิงส่งเสียงโกรธเคือง โอรสสวรรค์โมโห “เดิมพันก็จริง แต่ทุบตีองค์หญิงรัฐเพื่อนบ้านจนมีสภาพเช่นนี้ ยังไม่พอให้ข้าลงโทษนางอีกหรือ พระชายาลู่จะปกป้องเข้าข้างนางหรือ”
“ใช่แล้วจะทำไมหรือเพคะ” พระชายาลู่กล่าวเสียงหนักแน่น น้ำเสียงไม่มีความลังเลใดๆ
เจียงหลีได้ยินเช่นนั้น จึงกลอกตามองไปทางพระชายาลู่
มู่เจิ้งเฟิงสีหน้าขุ่นมัวมากขึ้นเพราะคำพูดนี้ของนาง
“นางเพียงปกป้องบุตรชายของหม่อมฉันมิให้ถูกรัฐเพื่อนบ้านเหยียดหยาม หม่อมฉันตระกูลลู่ก็ต้องปกป้องนางสิเพคะ” พระชายาลู่กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
ในขณะเดียวกัน ลู่จ้านพร้อมองครักษ์ของจวนอ๋องลู่ ก็ออกมาเผชิญหน้ากับเหล่าทหารรักษาพระองค์เหล่านั้น
“พระชายาลู่เจ้าจะทำการกบฏหรือ” เมื่อเห็นดังนั้น มู่เจิ้งเฟิงก็เอ่ยถามเสียงแข็ง
เหมือนว่า ขอเพียงพระชายาลู่พยักหน้า เขาก็จะออกคำสั่งประหารคนตระกูลลู่ทั้งหมด
พระชายาลู่ยิ้มเล็กน้อย “ฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงแต่จะพาบ่าวรับใช้ที่ภักดีต่อตระกูลลู่กลับไปเพียงเท่านั้น จะกล่าวว่าทำการกบฏได้อย่างไรเพคะ”
“เจ้าจะขัดแย้งกับข้า เพียงเพราะบ่าวรับใช้คนหนึ่งอย่างนั้นหรือ” มู่เจิ้งเฟิงสายตายากจะคาดเดา
“หลีเอ๋อร์มิใช่เพียงบ่าวรับใช้พ่ะย่ะค่ะ” ทันใดนั้น ลู่เจี้ยเอ่ยปากขึ้นมา
บรรยากาศในพระตำหนักที่ตึงเครียดอยู่นั้น ก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นเพราะคำพูดของลู่เจี้ย
มู่เจิ้งเฟิงและพระชายาลู่มองไปทางเขาพร้อมกัน ฉุนกุ้ยเฟยที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้นก็เงยหน้าขึ้นมาเช่นกัน มองไปทางใบหน้างดงามดั่งภาพวาดนั้น
ในพระตำหนักนั้น คนอื่นๆ ต่างก็หันมามองลู่เจี้ย ใคร่รู้คำพูดประโยคต่อไปของเขา
ขนาดเจียงหลียังอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองชายหนุ่มที่นางไม่เคยมองทะลุมาตลอดผู้นี้!
ตระกูลลู่ปกป้องนางนั้นอยู่ในการคาดเดาของนาง เพราะอย่างไรเสียธรรมเนียมบ้านตระกูลลู่นั้นจะคอยปกป้องผู้อ่อนแอมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางออกหน้าช่วยลู่เจี้ยแล้ว ตระกูลลู่ไม่ยอมให้ฮ่องเต้ออกคำสั่งลงโทษตามพระทัยเป็นแน่
อีกอย่าง หากตระกูลลู่ทอดทิ้งนาง ลู่เจี้ยทอดทิ้งนาง เช่นนั้นความสัมพันธ์ระหว่างนางกับตระกูลลู่ก็จบสิ้นกันเท่านี้
นางคาดเดาจุดนี้ไว้อยู่แล้ว จึงได้กล้าสั่งสอนองค์หญิงรัฐฉู่ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั่นอย่างไม่ยั้งมือ
เพียงแต่ นางคาดไม่ถึงว่าลู่เจี้ยจะพูดเช่นนี้
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังรอคอยอยู่นั้น ลู่เจี้ยก็ขยับตัว เขาก้าวเท้าออกไป เดินเข้าไปสองสามก้าว จับมือเจียงหลี กำไว้ในฝ่ามือใหญ่ๆ ของเขาอย่างไม่เคอะเขินต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย
ฝ่ามือของลู่เจี้ยนั้นอบอุ่นยิ่งนัก
หากเป็นคนทั่วไป อุณหภูมิของฝ่ามือนั้นจะร้อนลวกเล็กน้อย แต่ลู่เจี้ยร่างกายอ่อนแอ อุณหภูมิในฝ่ามือเขากลับกำลังพอดี
ลู่เจี้ยกลับกล่าวอีก “หากองค์ชายของฝ่าบาทประสบเรื่องดั่งวันนี้เหมือนเจี้ย ฝ่าบาทจะทำเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่ตนไม่ชอบก็ไม่ควรทำกับผู้อื่น ฝ่าบาท เจี้ยขอทูลลา”
ทิ้งคำพูดนี้ไว้ ลู่เจี้ยพาเจียงหลีออกไปอย่างฉวัดเฉวียน
พระชายาลู่มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย แล้วนำคนอื่นๆ ในจวนอ๋องลู่คารวะต่อมู่เจิ้งเฟิง “ฝ่าบาท หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”
เมื่อคนตระกูลลู่ต่างออกไปกันหมด มู่เจิ้งเฟิงก็สะบัดแขนเสื้อด้วยความโมโห กวาดเอาแก้วจานบนโต๊ะตกหล่นกระจาย “ตระกูลลู่! สารเลว!”
ทุกคนในพระตำหนักนั้นต่างก็ตกใจหดหัวดั่งนกกระทา ไม่กล้าหายใจดัง
พวกเขาต่างรู้ดีว่า การเดิมพันในครั้งนี้ ฮ่องเต้แพ้แล้ว แต่ทว่า กลับทวีความโกรธแค้นที่มีต่อตระกูลลู่ให้เพิ่มมากขึ้นอีก
…
เมื่อเดินออกจากตำหนักบุปผาแล้ว เจียงหลียังคงมองลู่เจี้ยด้วยสีหน้าที่เลื่อมใส นางไม่คิดว่า ก่อนออกมาเขาจะพูดคำพูดเหล่านั้นกับฮ่องเต้ได้
ไม่สังหาร ก็ถือเป็นการชดเชยให้แล้ว!
จนกระทั่งลู่เจี้ยกลอกตามาสบตานาง นางถึงได้เก็บความรู้สึกในสายตาของนางอย่างลุกลี้ลุกลน “เอ่อ! ท่านช่างกล้าหาญนัก กล้าท้าทายฮ่องเต้ต่อหน้า”
“หลีเอ๋อร์ก็กล้าหาญไม่น้อยไปกว่าข้าหรอก” ลู่เจี้ยอมยิ้ม ใบหน้าที่งดงามส่องแสงเปล่งประกาย ส่องสว่างในค่ำคืนที่มืดมิด
เจียงหลีอึ้งเงียบไป
นางกล้าหาญ ก็เพราะรู้ว่าตระกูลลู่ไม่มีทางไม่สนใจนางแน่ แต่ลู่เจี้ยเล่า ที่พึ่งของเขาคืออะไรกัน ยังมีอีก คำพูดที่เขาพูดกับฮ่องเต้นั้น เห็นได้ชัดว่าได้แถลงไขบางเรื่องออกมา ไม่กลัวว่าจะบีบคั้นจนฮ่องเต้ร้อนรนหรือ
“หลีเอ๋อร์” ทันใดนั้น ลู่เจี้ยก็เรียกนางด้วยเสียงแผ่วเบา
“หืม” เจียงหลีที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ขานรับโดยไม่ได้ตั้งใจ
กลับได้ยินเขากล่าวด้วยน้ำเสียงเพ้อฝันออกมาอย่างช้าๆ “ขอเพียงหลีเอ๋อร์ยอมปกป้องข้าก็เพียงพอแล้ว”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์