ถึงขนาดที่ว่า ลู่เจี้ยหลงลืมใบหน้าและรูปร่างของนางไปชั่วขณะ ความทรงจำของเขาที่มีต่อนางถูกประทับตรึงไว้บนดวงตาที่อหังการอันแพรวพราวนั่น
งาม งดงามมาก!
เป็นครั้งแรกที่ลู่เจี้ยรู้สึกว่าตนถูกดึงดูด แต่สิ่งที่ทำให้เค้าคาดไม่ถึงก็คือผู้ที่สามารถดึงดูดเขาได้ กลับเป็นเพียงสาวน้อยอายุราวสิบสองปีคนหนึ่ง!
นางพูดว่า นางเป็นราชินี
ลู่เจี้ยยิ้มออกมา รอยยิ้มของเขานั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าความแพรววาวในดวงตาของเจียงหลีเลย
คล้ายกับว่าความเปล่งประกายของทั้งคู่ที่อยู่ภายในห้องของจวนกำลังแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน
“พิสูจน์อย่างไรล่ะ เท่าที่ข้ารู้ ไม่เพียงแต่ในราชวงศ์โฮ่วจิ้นเท่านั้น ยังมีบรรดาราชวงศ์ในหนานฮวง ดินแดนทางใต้นี้ล้วนแต่ไม่มีผู้ปกครองเป็นหญิง แล้วเจ้าเป็นราชินีจากที่ใด และมาปรากฏอยู่ในร่างของเจียงหลีตอนนี้ได้อย่างไร” ลู่เจี้ยถาม
รอยยิ้มที่มุมปากของเจียงหลีเด่นชัดขึ้น
นางเคยคิดไว้ว่า หากพูดออกไปเช่นนี้แล้วจะต้องถูกลู่เจี้ยมองว่าเป็นคำพูดเหลวไหล แล้วถูกลากไปโบยตีจนถึงตายเป็นแน่ นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นนี้
เขาไม่ปฏิเสธ หากแต่ให้นางพิสูจน์
หรือพูดอีกอย่างคือ ถ้านางสามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้หรือพูดโน้มน้าวเขาได้ เขาก็จะเชื่อ แต่ในทางกลับกัน ผลที่ตามมาก็น่าสังเวชยิ่งนัก
หลังจากที่ผู้อารักขาของตระกูลลู่กลับมาจากจวนของตระกูลเย่ว์ แล้วบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้นางฟัง นางก็รู้ว่าตนเองต้องชดใช้คืนอย่างไร
หากว่าลู่เจี้ยเพียงแค่เออออว่าตาม ทำๆ ไปอย่างนั้น เช่นนั้นก่อนหน้านี้ที่เขาถามว่า เจ้าเป็นใคร ก็ไม่คงจำเป็นต้องใส่ใจมาก
แต่เขาไม่เพียงแค่จัดการเรื่องนี้เสร็จ แต่ทำเป็นอย่างดีด้วย นี่ก็พิสูจน์แล้วว่า เขาต้องการคำตอบที่น่าพอใจ
ถ้านางตอบได้ดี ก็ไม่แน่ว่าหลังจากนี้นางจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าตอนนี้บ้าง ถ้าหากไม่สามารถตอบได้ ต่อให้เรื่องของตระกูลเย่ว์ฉาวโฉ่อย่างไร นางก็คงต้องตายอย่างน่าอนาถ
ชายผู้นี้… ในใจของเจียงหลีจำต้องยอมรับว่า ชายที่งดงามไร้ที่ติคนนี้ ความเจ้าเล่ห์ของเขาไม่เป็นรองจากใบหน้านั้นเลย
“ท่านมองออกได้อย่างไร ว่าข้าไม่ใช่เจียงหลี” เจียงหลีถามกลับ
ลู่เจี้ยมองนางประหนึ่งราวกับกำลังมองคนทึ่ม “เจ้าคิดว่าเจ้าสวมบทบาทได้เหมือนนักหรือ”
เจียงหลียิ้มอย่างเขินอาย
เอาล่ะ นางยอมรับ ตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องตั้งใจทำทีเลียนแบบนิสัยเดิมของเจียงหลีอีกแล้ว ใช่ว่าไม่กลัวจะถูกคนอื่นมองสถานะตัวเองออก แต่นางเบื่อหน่ายที่จะใช้ชีวิตด้วยการเสแสร้งประหนึ่งเป็นอีกคนหนึ่ง
เจียงหลีคือราชินี แม้นตอนนี้ต้องมาอยู่ในสถานะทาสหญิงอย่างไม่มีทางเลือก แต่นางจะไม่อยู่อย่างผู้ที่เอาแต่วิงวอนขอความสงสาร
“ดูแล้วท่านคงเสียเวลาไปไม่น้อยในการตรวจสอบเจียงหลี” เจียงหลีพูดพึมพำ มองลู่เจี้ยด้วยท่าทีนิ่งๆสบายๆ แล้วพูดว่า “พูดตามตรงแล้ว ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองมาได้อย่างไร ข้ามาจากที่แห่งอื่น ไม่ใช่คนของโลกใบนี้ ในโลกแห่งนั้น ข้าเป็นเจ้าปกครองเมืองอย่างแท้จริง”
มาจากอีกโลกหนึ่งงั้นหรือ
ลู่เจี้ยขมวดคิ้ว คล้ายกับว่ากำลังพิจารณาว่าสิ่งที่เจียงหลีได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นจริงแท้เพียงใด
เจียงหลีย้อนความทรงจำถึงข้อสันนิษฐานของโลกที่มู่ชิงเกอบอกแก่นาง แล้วอธิบายกับลู่เจี้ย “ตามที่กล่าวขานกันมานั้น บนฟ้าดิน มีห้วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน หรือก็คือโลกที่แตกต่างกัน พูดโดยหลักการปกติแล้ว ทุกโลกจะมีระยะห่างซึ่งกันและกัน แต่มักจะมีพลังบางอย่างที่สามารถพังทลายข้อจำกัดของห้วงเวลาได้ และเกิดปรากฏการณ์อันไม่คาดคิด”
“ความหมายของเจ้าคือ เจ้าก็คือปรากฏการณ์นั่น” ลู่เจี้ยถามกลับ
เจียงหลีพยักหน้า “ข้าถูกดูดเข้าไปในห้วงเวลา ตอนที่ข้ากำลังต่อสู้กับศัตรูเพื่อปกป้องคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้าไม่ให้จากไปในอีกโลกหนึ่ง หลังจากนั้นข้าก็มาถึงที่นี่อย่างงุนงง เมื่อข้าลืมตาขึ้น ข้าก็อยู่บนสนามประลอง กลายเป็นเจียงหลีที่อยู่ในโลกนี้” นางละการบรรยายที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศไว้ เหตุการณ์ที่ประสบช่วงนั้น เมื่อย้อนคิดแล้วก็เหมือนฝันไป
“ตอนนี้ ข้ากลับไปไม่ได้ ในเมื่อได้ครอบครองร่างกายของนาง ก็คงได้แต่เพียงมีชีวิตต่อไปในสถานะของนาง” เจียงหลีพูดอย่างจนปัญญา พร้อมมองดูสองมือของตนเอง
การได้ครอบครองร่างนี้ ทำให้นางไม่พอใจจริงๆ!
เขาสะบัดชายเสื้อออก พิงเตียงนอนอย่างสบายๆ ท่วงท่าอากัปกิริยาของเขาเต็มไปด้วยความงามหลากอารมณ์ ทำให้คนรู้สึกเสียดายหากจะต้องละสายตาออกไป
“หนังสือถอนหมั้นของเจ้าถูกส่งไปแล้ว ตระกูลเย่ว์ต้องไม่ให้อภัยเจ้าเป็นแน่ ถ้าคิดจะกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลเย่ว์คืน พวกเขาจะไม่กล้ามาถามหากับคนตระกูลลู่ แต่จะตามตัวเจ้าโดยตรง”
ไอ้เจ้าคนนี้นี่! เจียงหลีแอบด่าในใจ
การกล่าวออกมาเช่นนี้ก็ชัดเจนว่ากำลังขมขู่นาง และเอาคืนที่นางตั้งใจไม่บอกเมื่อครู่
“เย่ว์หนานซีคนนั้นเก่งกล้าสามารถมากนักหรือ” เจียงหลีถามโดยที่ไม่คิดเช่นนั้น คนมีความสามารถที่นางเคยพบมากมายเหลือเกิน และตัวเองก็เป็นผู้มีความสามารถเหมือนกัน แล้วทำไมถึงต้องเอาเย่ว์หนานซีอยู่ในสายตาด้วย
แน่นอนว่า นางรู้ดีว่าในตอนนี้แค่นิ้วมือเดียวของเย่ว์หนานซีก็สามารถบีบนางให้ตายได้
“เย่ว์หนานซีเป็นเทียนเจียวที่มีพรสวรรค์ที่สุดของตระกูลเย่ว์ เมื่ออายุเจ็ดปีเบิกเนตรญาณได้ห้าดวง เจ้าว่าเก่งกาจหรือไม่” ลู่เจี้ยจงใจเสียดสีนาง
เขาอยากจะเห็นเหมือนกันว่านางผู้อ้างว่าตัวเองเป็นราชินีคนนี้ จะจัดการกับปัญหาในภายหลังอย่างไร
“เนตรญาณ? อะไรคือเนตรญาณหรือ” เจียงหลีมองเขาอย่างฉงน
ดวงตาของลู่เจี้ยมองไปทางอื่น พร้อมอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ “คนบนโลกนี้จะมีเนตรญาณติดตัวแต่กำเนิด ในช่วงวัยเยาว์ หากสามารถปลุกญาณให้ตื่นได้ ก็จะสามารถฝึกฝนบำเพ็ญเพียรได้ เมื่อเนตรญาณตื่นขึ้นแล้ว หากมีมากกว่าสามญาณ ถึงจะถือว่ามีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร หากยิ่งเบิกเนตรญาณได้มาก ก็แสดงว่ายิ่งมีพรสววรค์ที่แกร่งกล้า อีกทั้งว่ากันว่า ผู้ที่มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุดสามารถเบิกเนตรญาณได้ถึงเก้าญาณ ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานเท่านั้น”
ที่แท้ นี่ก็คือระบบบำเพ็ญฝึกฝนของโลกแห่งนี้เองน่ะหรือ เจียงหลีฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ “เช่นนั้น แล้วจะเบิกเนตรญาณให้ตื่นได้อย่างไร”
ลู่เจี้ยเห็นดวงตาที่ไม่ชัดเจนบนตัวนาง จึงบอกอย่างเรียบๆ “จะเบิกเนตรญาณให้ตื่นขึ้นได้ ภายในร่างกายต้องมีพลังชนิดหนึ่งควบคู่ด้วย”
เจียงหลีได้ยินคำพูดนั้นก็หลับตาทั้งสองคู่ลง ผ่านไปไม่นาน นางก็เบิกตาทั้งคู่ขึ้นโดยพลัน พูดกับลู่เจี้ยว่า “พลังนี้ ข้าก็มีนะ!”
ดวงตาของลู่เจี้ยเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์