ดูเหมือนกงเสวี่ยฮวาจะตกใจระดับหนึ่งแสนสองหมื่น แล้วมองเจียงเฮ่าด้วยสีหน้าซีดเผือด “เจ้าๆๆ…ข้าๆๆ…เจ้ากอดข้าทำไม!”
เจียงเฮ่ายิ้มเยาะ แล้วมองเขาด้วยความเหยียดหยาม “ทำไมเจ้าไม่ถามตัวเองเล่า ว่าทำไมถึงตกมาจากฟ้าแล้วเข้าหาอ้อมกอดข้า”
เหอะ!
กงเสวี่ยฮวาหน้าบูดหน้าบึ้งราวกับคนท้องผูก ทำไมไม่ร่วงใส่อ้อมกอดสาวงามกันนะ ทำไมถึงต้องร่วงในอ้อมกอดชายหนุ่มด้วย หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป นายน้อยแห่งวังเทียนอู่กงอก กสามศอกอย่างข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เมื่อคิดถึงผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ตามมา มันอาจกลายเป็นประวัติศาสตร์อันมืดมนของเขา ทันใดนั้นกงเสวี่ยฮวาก็ตีหน้าเคร่งขรึม แล้วเอ่ยเตือนเจียงเฮ่า “เรื่องเมื่อครู่นี้ เจ้าห้าม มแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด! มิฉะนั้น…” เขาบดกราม แล้วข่มขู่ด้วยท่าทางดุร้าย
แต่เจียงเฮ่ากลับหันหน้าหนีด้วยความไม่พอใจ “เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่ใช่คนปากหอยปากปูเหมือนใครบางคน”
กงเสวี่ยฮวานิ่งค้างกะพริบตาปริบๆ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าคำพูดของเจียงเฮ่านั้นมีอะไรแอบแฝง แต่ไม่รอให้เขาได้เอ่ยถามต่อไป ก็มีอีกหลายคนที่มาปรากฏกายข้างๆ ทั้งสอง ที่สำคัญ ล้ วนแล้วแต่เป็นคนกันเองทั้งนั้น
ไหวปี้ พระมหาอินฮู ทั้งยังมีคนของตำหนักหลีหั่วที่กงเสวี่ยฮวาคิดถึงอยู่ถึงทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกคนต่างมาปรากฏตัวที่นี่ ดูเหมือนจะถึงเวลาที่พวกเขาต้องออกไปแล้ว
“เจียงหลีล่ะ” กงเสวี่ยฮวากะพริบตา เพราะไร้เงาเจียงหลีท่ามกลางกลุ่มคน
เจียงเฮ่าก็ขมวดคิ้วมุ่น ตามหาเจียงหลีไปทั่วทุกหนแห่ง แต่ก็หาไปไม่พบ
“เจียงเฮ่า แล้วเจียงหลีล่ะ” ฉินเทียนอีที่เพลิงสีแดงลุกโชนทั้งร่างก็ไม่พบร่องรอยของเจียงหลีเช่นกัน และก้าวเข้ามาหาเจียงเฮ่าอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ไป๋หลี่เฟิ่ง หันเหยากวง ฉู่เฟยเยียนและศิษย์ทั้งสามจากฮวงเสิน ต่างก็มารวมตัวและปรากฏตัวที่แห่งนี้เช่นกัน
ไหวปี้ก็ไม่เห็นเจียงหลีเหมือนกัน แล้วก็รีบพาคนของวังเวิ่นฉิงเดินเข้ามารวมกลุ่ม
เมื่อเผชิญกับสายตาที่เป็นกังวลของผู้คนมากมาย เจียงเฮ่าก็ส่ายหน้าด้วยความตึงเครียด เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจียงหลีอยู่ที่ไหน ปฏิกิริยาของเขาเช่นนี้ ทำให้ทุกคนเป็นห่วงว่า าเจียงหลีไปอยู่ที่ไหน และทุกคนต่างก็มีสีหน้าย่ำแย่ตามกัน
“เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ ตอนที่อยู่ในอาณาเขตจื๋อจั้ง ตอนที่พวกเจ้าตำหนักหลีหั่วเห็นแก่ตัวแอบออกไปก่อน ทำไมถึงไม่เคยคิดถึงเจียงหลีบ้าง” กงเสวี่ยฮวาโมโหเลือดขึ้นหน้า แล้วสุ มไฟโกรธไปที่ฉินเทียนอีโดยตรง
แม้เขาไม่รู้ว่าเจียงหลีกับฉินเทียนอีมีความสัมพันธ์อันใดกัน แต่แรกเริ่มเดิมที เขาก็มองออกตั้งแต่แรกว่าความรู้สึกที่ฉินเทียนอีมีต่อเจียงหลีนั้นไม่ธรรมดา
“ข้า…” ฉินเทียนอีไร้คำพูดแก้ตัว
ในเวลานี้ เขาก็ร้อนรนกลัวว่าเจียงหลีจะได้รับอันตราย ฉะนั้นเขาจึงไม่อธิบายอะไร
กงเสวี่ยฮวายังไม่หายกรุ่นโกรธ และปราดสายตามองไปทางหลัวอวี่แห่งตำหนักหลีหั่ว แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เมื่อหลัวอวี่ได้รับสายตาที่จ้องมองมาของเขา ก็มองกลับไปโดยไม่สะทกส สะท้าน และสายตาก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจเช่นกัน เขาไม่คู่ควรแก่การให้ความสนใจ
วิ้ง!
ทันใดนั้น แสงสีขาวพร่างพรายตกลงมาจากฟากฟ้าและห้อมล้อมทุกคน
“ประตูดินแดนผนึกมารเปิดออกแล้ว!” หลัวอวี่เงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในส่วนลึกของแสงสีขาว แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ไม่ได้! อาหลียังไม่ออกมาเลย!” เจียงเฮ่าเป็นกังวลขึ้นมาเขาต้องการหลุดพ้นจากแสงสีขาว อย่างไรก็ตาม มีแรงดูดมหาศาลปรากฏขึ้นจากแสงสีขาว และดูดทุกคนออกไปหมดโดยไม่บอกไม่กล่าว
ทันใดนั้น แสงสีขาวก็หายไป และไม่มีใครอยู่บนพื้นสักคน
…
ผืนทะเลนอกดินแดนผนึกมาร เงียบสงบไปทั่วทั้งแผ่น
บนแนวโขดหินริมทะเลมีคนยืนอยู่ที่นั่นหลายคน พวกเขาคือคนที่มาจากกลุ่มอำนาจทั้งเจ็ดที่มารอรับลูกศิษย์ของตน
ทางด้านของฮวงเสินและศิษย์สามคนของตำหนักเย่าต่างมารอพร้อมหน้า เสื้อคลุมสีทองของทั้งสามคนดูสะดุดตามาก และสิ่งที่ทำให้ดวงตาของผู้อื่นมืดมนก็คือรัศมีของจักรพรรดิที่เปล่งประก กายออกมาจากร่างของเสินฉง
ส่วนทางด้านคนของวังเทียนอู่กง ก็ยังคงมาเท่าเดิมดั่งเช่นตอนที่มาส่งกงเสวี่ยฮวา
กลุ่มอำนาจอื่นๆ ก็เป็นประมาณนี้เหมือนกัน
“แต่ว่า…” เจียงเฮ่ายังคงไม่วางใจ
แต่ซีไหลกลับเอ่ยว่า “ไม่มีแต่แล้ว พวกเจ้าต่างทำลายกิเลสแล้วออกมาได้แล้ว นับประสาอะไรกับศิษย์น้องเล็กล่ะ”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ เจียงเฮ่าถึงได้สบายใจขึ้นมาบ้าง
“พวกเรากลับไปก่อนเถอะ” เสิ่นฉงเอ่ยยิ้ม
เมื่อรับคนกลับแล้ว ทุกคนต่างเตรียมตัวกลับเป็นธรรมดา
แต่ทว่า ยังไม่ทันที่พวกเขาจะกลับไป เสียงจากคนของป้อมปราการเฟยอวิ๋นก็ดังขึ้นมาเสียก่อน “ช้าก่อน ก่อนที่ทุกท่านจะหลับไป สามารถบอกข้าได้หรือไม่ว่า อวิ๋นซู่และศิษย์คนอื่นๆ จาก กป้อมปราการเฟย
อวิ๋นของข้า เผชิญกับสิ่งใดกันแน่ ถึงทำให้พวกเขามิสามารถออกมาได้”
…
ในดินแดนผนึกมาร เจียงหลียังคงถูกเว่ยจี๋จงใจขังเอาไว้ในห้องสุสาน โดยไม่รู้กาลเวลาผ่านไปเท่าใด นางลืมแม้กระทั่งต้องทำลายกิเลสของเว่ยจี๋ให้สำเร็จถึงจะสามารถออกไปจากที่แห่ง นี้ได้
ที่สำคัญ เว่ยจี๋ไม่ให้โอกาสนางเลยสักครั้งตั้งแต่วันนั้นเขาก็แกล้งหายไป ไม่เห็นแม้แต่เงา ต่อให้นางส่งกระแสจิตขยายไปกว้างเพียงใด ก็ไม่มีทางทำลายกิเลสของเว่ยจี๋ได้เลย
ไม่กี่วันมานี้ เจียงหลีอ่านตำราที่เสิ่นฉงและคุนอู๋มอบให้จนรู้แจ้งทะลุปุโปร่งหมดแล้ว น่าเบื่อชำมัด นางจึงหยิบวิชาปลุกเสกหุ่นที่ได้มาจากสำนักหลีหุนจงในตอนนั้นออกมาพินิจ ดู
นางไม่ถึงกับอยากฝึกเสกหุ่นอะไรหรอก นางก็แค่เบื่อไม่มีอะไรทำเท่านั้น
อ่านอยู่หลายวัน เจียงหลีกลับรู้สึกว่า วิชาปลุกเสกหุ่นของสำนักหลีหุนจงค่อนข้างวิเศษ แต่วิธีการนั้นโหดร้ายเกินไปหน่อย
“ถ้าหุ่นเชิดพวกนี้สามารถไต่ไปถึงระดับทองคำขาวสูงสุดได้จริงๆ ก็จะสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ได้ไม่น้อย ต่อให้เจอศัตรูมากแค่ไหน ข้าก็ไม่กลัวว่าสองกำปั้นจะหนักกว่าสี่มือ อีกอย่าง ง ในสถานที่ที่เลวร้ายมากพวกนี้ ก็สามารถให้หุ่นเชิดออกไปสำรวจได้” เจียงหลีพูดเองเออเอง
“เจ้าฝึกปลุกเสกหุ่นอย่างนั้นหรือ” จู่ๆ เสียงของเว่ยจี๋ก็ดังขึ้นมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์