ลังเลหรือ
ความรู้สึกแบบนี้ ไม่เคยเกิดกับตัวเขามาก่อน
มันคืออะไร…ถึงทำให้เปลี่ยนแปลงไป
ดวงตาของเขาค่อยๆ แหลมคมขึ้น แต่พลังที่อยู่ในลูกแก้วสีฟ้าที่ส่องประกายกลับอ่อนตัวลงอย่างมาก ถึงขั้นไม่อยากให้เขาสูญเสียพลังที่มีอยู่จนแตกสลายไป
“องค์จักรพรรดิ”
เสียงของอวี้ฉีลอยเข้ามา
ขณะที่ฝ่ามือของเขาพลิกขึ้นลงไปมา ลูกแก้วแห่งความทรงจำได้หายไปอีกครั้ง
“มีเรื่องอะไร” น้ำเสียงของเขาดูน่าเกรงขาม ไร้น้ำใจ ทำให้คนที่ได้ฟังทำได้เพียงสวามิภักดิ์
สายตาของอวี้ฉีมองต่ำ “ทางทะสาบเป่ยหงส่งข่าวมาว่าจักรพรรดิเฝ่ยประกาศเก็บตัว แต่แท้จริงแล้วเหมือนหายสาบสูญไป”
“เกี่ยวอะไรกับข้า” เขาเอ่ยอย่างเย็นชา
มุมปากอวี้ฉีกระตุกอย่างรุนแรง ได้แต่ตำหนิอในใจ ความสัมพันธ์ของท่านกับจักรพรรดิเฝ่ยก็ปรากฏชัดแก่ตา จากนั้น เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา และเมื่อแจ้งข่าวนี้เสร็จแล้ว เขาได้ถอยออกไป
หลังจากอวี้ฉีเดินออกไปแล้ว เขาพลิกมือขึ้นอีกครั้ง ลูกแก้วแห่งความทรงจำสีฟ้าก็ได้ปรากฏขึ้น
ครั้งนี้ภายในลูกแก้วสีฟ้านั้น ปรากฏเงาของคนๆ หนึ่งขึ้นมาเล็กๆ ลักษณะเหมือนเขาไม่มีผิด แต่หากมองด้านความสง่างามกลับมีบางอย่างที่แตกต่าง
ดวงตาคู่นั้นกำลังปิดลง ดูสงบและเยือกเย็นราวกับหลับไป
“ข้าอยากจะเห็นว่ามีอะไรที่หลงเหลืออยู่ในใจเขาอย่างลึกซึ้งกันแน่” เขานำลูกแก้วสีฟ้าที่ส่องประกายกดลงไปตรงกลางระหว่างคิ้ว
เมื่อลูกแก้วหลอมเข้าไปที่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ภาพเหตุการณ์ต่างๆ หลั่งไหลเข้ามา การระมัดระวังตัวเป็นส่วนหนึ่งของเขา แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำนั้น
…
ณ อาณาจักรจยาเซียน
พระราชโองการฉบับนั้น ถูกประกาศออกไปเพียงไม่กี่วัน
ภายใต้พระราชโองการนี้ เหล่าราษฎรที่อยู่ใกล้เมืองหลวงทำได้เพียงกระวนกระวายใจและพาทารกแรกเกิดเข้ามาในวัง
ลู่หวานำคนมาเฝ้าหน้าประตูวัง ให้ราษฎรที่นำทารกชายมาแบ่งกลุ่มทยอยกันเข้าไปตามกฎระเบียบของทางพระราชวัง โดยให้เจียงหลีเป็นผู้เลือกด้วยตนเอง
เลือกอะไร เขาก็ไม่รู้เช่นกัน
แต่ภายหลังพระราชโองการถูกประกาศออกไป ราษฎรต่างได้ยินข่าวลือว่าจักรพรรดินีมีนิสัยที่มิอาจบอกให้ใครรู้ได้
ต่อให้จักรพรรดินีจะมักมากในผู้ชาย แต่ก็คงจะไม่ถูกใจเด็กทารกชายแรกเกิดหรอก จะกินดื่มเข้าห้องน้ำเรื่องเล็กขนาดนี้ยังต้องพึ่งคนอื่น จะสามารถทำอันใดได้
ภายในตำหนักหวาชุ่ย มีเสียงร้องของทารกดังไม่หยุด แล้วก็มีเสียงแม่ของเด็กปลอบอย่างเบาๆ
หญิงแต่งงานเหล่านี้มาตามที่พระราชโองการ พวกเขาไม่รู้ว่ามาถึงแล้วจะพบเรื่องอะไรบ้าง แต่ว่า หลังจากเข้ามาที่ตำหนักหวาชุ่ย เหล่านางกำนัลเตรียมของกินไว้ไม่น้อย และก็ไม่ใครมาข่มเหง ทำให้พวกนางวางใจไปได้อย่างมาก
“ฝ่าบาทเสด็จมาถึงแล้ว…!”
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น ทำให้พวกนางรู้สึกกังวลทันที อุ้มลูกของตนแล้วพากันคุกเข่ากับพื้น
พวกนางไม่กล้ามองไปทางไหนเลย ทำได้เพียงมองลงพื้น
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงหน้าประตูเหล่าหญิงแต่งงานแล้วต่างอยากรู้อยากเห็นและ แอบมองไปทางระยะไกล แล้วคนแต่งกายในชุดสีดำก็ปรากฏขึ้นในสายตาของพวกนาง
“ทุกคนลุกขึ้นได้” เสียงที่น่าเกรงขามของหญิงสาว ทำให้พวกนางรีบละสายตา
“ขอบพระทัยเพคะ!”
“ขอบพระทัยเพคะ!”
วันแล้ววันเหล่าจนผ่านมาสามวันแล้ว เจียงหลีเองยังจำไม่ได้ว่าตนดูทารกชายมาแล้วกี่คน แต่กลับไม่มีสักคนที่ทำให้นางรู้สึกว่าเป็นลู่เจี้ยกลับชาติมาเกิด
หรือว่า หรือว่าเขาจะไปเกิดที่อาณาจักรอื่น หรือว่า…อาจจะยังไม่กลับมาเกิด เจียงหลีก้มหน้า ใช้นิ้วคลึงเบาๆ ที่หัวคิ้ว
“ฝ่าบาท ท่านอย่าพึ่งใจร้อนไป เพราะดินแดนที่อยู่ไกลยังมาไม่ถึง บางทีคนที่ท่านต้องการหา อาจจะอยู่ในกลุ่มพวกเขาก็เป็นได้” อวี้ซูมองไปที่เจียงหลีซึ่งกำลังกลัดกลุ้มใจอยู่และพูดโน้มน้าว
เจียงหลีถอนหายใจ เปลี่ยนท่านั่ง “อืม ข้าคงใจร้อนไปเอง”
“ฝ่าบาท ท่านมหาเสนบดีขอเข้าเฝ้าเพคะ” ทางนอกตำหนักส่งเสียงเข้ามา
เจียงหลีขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าตอนนี้ยังไม่อยากจะพบใคร แต่ก็ลังเลใจ ให้เขาเข้ามาน่าจะดีกว่า
ท่านมหาเสนาบดีของอาณาจักรจยาเซียน นับว่าเป็นผู้ร่วมสถาปนาอาณาจักร ถึงจะเป็นขุนนางฝ่ายทหาร แต่ด้านการบำเพ็ญตนก็ไม่ได้อ่อนแอ เพียงแต่ วันนี้ที่เขามา เหมือนจะมาพูดตักเตือนบางอย่าง!
“ท่านมหาเสนาบดีพูดเถิด เจียงหลีเอ่ย”
ท่านมหาเสนบดีหันไปมองที่เจียงหลีและกัดฟันเอ่ย “ฝ่าบาท กระหม่อมอยากจะทูลขอให้ท่านปล่อยเด็กเหล่านั้นไปและยกเลิกพระราชโองการที่ท่านรับสั่งตามหาเด็กทารก เพราะราษฎรต่างรู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย”
เห็นเจียงหลีมิได้โต้แย้งอะไร เขาก็พูดถึงจุดประสงค์หลักที่มา “ฝ่าบาท ท่านเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ไม่นาน นี่เป็นเวลาที่ควรจะปลอบขวัญราษฎร หากทำการตามพระทัยเช่นนี้ กลัวว่าจะมีคนที่เจตนาไม่ดีจะหาประโยชน์จากเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านมหาเสนาบดีไม่คิดว่าให้พวกที่มีเจตนาไม่ดีแสดงตัวออกมาโดยเร็วจะไม่ดีกว่าหรือ” เจียงหลีเอ่ยแบบคิดใคร่ครวญ
ท่านมหาเสนบดีชะงักไปชั่วครู่ หันไปมองหน้าเจียงหลีอย่างแปลกใจ
ดูเหมือนว่าเขาจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างจากใบหน้าที่ยิ้มแย้มของนางและหลบสายตาเอ่ยอย่างไร้เสียงพูด “หรือว่าฝ่าบาทจะ…” ประโยคหลัง เขาปิดปากได้ทันท่วงที ราวกับกลัวว่าหน้าต่างมีรู ประตูมีช่อง
“ได้ยินมาว่าตอนนี้ราษฎรเรียกข้าว่าจักรพรรดินีทรราชผู้มักมาก” เจียงหลีเอนไปยังบัลลังก์เหมือนรู้สึกเหมื่อยล้า ดวงตาปิดลงด้วยรอยยิ้มที่ไม่เข้าใจ
ท่านมหาเสนาบดีลำบากใจ อธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา “ฝ่าบาท พวกคนเลวมันพูดจาเหลวไหล ทำลายเกียรติของฝ่าบาท เมื่อหม่อมฉันกลับถึงค่ายจะรีบทำการสอบสวน นำตัวพวกมันมาลงโทษพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ ให้พวกเขาพูดไปเถิด ทรราชผู้มักมาก ชื่อเรียกนี้ไม่เลว” เจียงหลีหัวเราะขึ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์