รูปปั้นหินที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ราวกับสำนึกผิด ร่างแบกศิลาจารึก ถูกทับอยู่ใต้ล่างศิลาจารึกตลอดกาล
หลังจากที่ทุกอย่างสงบ ทุกสิ่งไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
ซีเฉียน ผู้คนของจยาเซียน ล้วนแต่มองศิลาที่ไม่มีอักษรจารึกที่ใหม่เอี่ยมนั้นอย่างไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับถูกเจียงหลีทำให้ตกใจกลัวไปหมด
“คนๆ นี้ นำทหารมาเผาบ้านเรือน ฆ่าผู้คน ปล้นชิงทรัพย์ในมณฑลสุ่ยหันแห่งจยาเซียนของข้า ข้าตัดสินโทษเขา ให้เขาคุกเข่าสารภาพผิดต่อประชาชนชาวสุ่ยหันของข้าตลอดกาล” เสียงของเจียงหลี ดังไปในอากาศ ทำลายความเงียบลง ดังก้องอยู่ในใจของทหารทั้งสองฝ่าย
นางคือจักรพรรดินี!
จักรพรรดินีแห่งใต้หล้า!
ใครที่กล้ารังแกประชาชนของนาง นางก็ตัดสินโทษให้เขากลายเป็นรูปปั้นหิน สารภาพผิดตลอดกาล ถูกทับอยู่ตรงนี้ เพื่อเตือนผู้คน
หลี่ชังมองไปยังรูปปั้นหินนั้น ที่มีลักษณะคุกเข่าสารภาพผิด ทำให้เขารู้สึกหนาวไปหมด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกสิ้นหวังกับการหาเรื่องคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย
เพราะคำพูดนี้ของเจียงหลี ทำให้ชาวจยาเซียนเร่าร้อนเดือดพล่าน
จักรพรรดินีของพวกเขา! นี่คือจักรพรรดินีของพวกเขา! สามารถปกป้องพวกเขาได้ จักรพรรดินีที่สามารถให้พลังแก่พวกเขาได้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป สายตาที่แม่ทัพแห่งจยาเซียนมองเจียงหลี ถึงได้เผยความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมากออกมา
ผู้บังคับบัญชาซีฝางมองเจียงหลีด้วยแววตาที่เร่าร้อน ในแววตามีความซึ้งใจเป็นอย่างมากผุดขึ้นมา เหมือนว่าพอมาถึงตอนนี้ เขาถึงได้เข้าใจแล้วว่านายน้อยลู่เจี้ยที่พวกเขาเคารพและเลื่อมใสที่สุด ถึงได้มอบราชวงศ์จยาเซียนไว้ในมือของสาวน้อยคนนี้
เพราะว่านางเอาอยู่!
เพราะว่านางคู่ควรที่จะเป็นจักรพรรดินี!
การเข่นฆ่าและการยั่วยุของอาณาจักรซีเฉียน ตอนนี้ก็ดูโง่เขลาเหมือนกับตัวตลกที่เต้นแร้งเต้นกา ที่ทำให้ความเป็นราชาของจักรพรรดินีเจียงหลีคนนี้เด่นชัดขึ้นมา
ทันใดนั้น เจียงหลียกมือขึ้น ใช้พลังวิญญาณสลักบนศิลาจารึกที่ว่างเปล่านั้นไว้สี่คำ ‘เขตจยาเซียน’
“……” ในแววตาของหลี่ชังเจ็บปวดเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงอย่างไรอย่างนั้น
ศิลาจารึกนั้น เลยเขตแดนเดิมเข้ามาในซีเฉียนประมาณหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าที่เลยมานี้เป็นเพราะจักรพรรดินีแห่งจยาเซียนจงใจหรือไม่
ถึงแม้ว่าประเทศซีเฉียนจะเสียพื้นที่ไปเล็กน้อย แต่สำหรับซีเฉียนแล้ว เป็นการหยามหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
หยามหน้ากันอย่างมาก!
ยิ่งกว่าบุกยึดเมืองได้เสียอีก ยังทำให้โกรธจนกระอักเลือดได้เลย
เหมือนว่าหลี่ชังจะคาดเดาได้ หลังจากที่ฮ่องเต้แห่งซีเฉียนรู้เรื่องนี้ จะเกิดอะไรขึ้นในราชวงศ์ แต่ว่าเขากลับไม่กล้าเตือนเจียงหลีว่าศิลาจารึกเขตแดนนี้เลยเข้ามาในดินแดนของซีเฉียน ไม่อยากมีชิวิตต่อไปแล้วรึ
เขตจยาเซียน!
เขตจยาเซียน!
ตั้งแต่นี้ บนโลกนี้ไม่มีราชวงศ์สุ่ยหันอีกต่อไป ศิลาจารึกของราชวงศ์จยาเซียน ตั้งอยู่ตรงที่เขตแดนติดกับซีเฉียน
เขตจยาเซียน! ในใจเจียงเฮ่าเกิดความฮึกเหิม มองไปยังตัวหนังสือทั้งสามตัวที่ปรากฏขึ้นมา เขารู้ว่านี่คือศิลาจารึกเขตแดนของเจียงหลี และจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของทั้งราชวงศ์จยาเซียนในอนาคต
หลังจากในตอนที่เจียงหลียึดครองผืนแผ่นดินนี้ได้ ศิลาจารึกนี้ก็ไม่ต้องเอามาใช้เป็นตัวแบ่งเขตอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสถานที่ที่น่านับถือในใจประชาชน
ไม่ใช่เขาคนเดียวที่คิดเช่นนี้ เขาหันกลับไปมอง ในสายตาของชาวจยาเซียนทุกคน ล้วนแต่เห็นเปลวไฟที่ถูกปลุกขึ้น แล้วก็ความเลื่อมใสศรัทธาครั้งใหม่
บนศิลาจารึกเขตแดน เต็มไปด้วยพลังอำนาจของจักรพรรดิ ทำให้หลี่ชังมีความรู้สึกที่อดไม่ได้ที่จะคุกเข่าลงสวามิภักดิ์
“พวกเจ้าไปได้แล้ว” ทุกอย่างเสร็จสิ้น เจียงหลีถึงได้พูดอย่างสงบนิ่งและเย็นชา
ไปซะ!
ไปหรือ
หลี่ชังได้สติจากความตกใจกลัว ไม่กล้าพูดเรื่องการเจรจาสงบศึกขึ้นมาอีก รีบหนีไปเหมือนกับนักโทษที่ได้รับอภัยโทษอย่างไรอย่างนั้น ทหารซีเฉียนพันคนนั้นก็รีบตามเขาไปอย่างหดหู่และสิ้นหวัง
“ฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่นปี”
อวี้ซูหัวเราะขึ้นมา ยืนอยู่หน้าโต๊ะ พูดอย่างจนปัญญาว่า “ฝ่าบาทคนดีของหม่อมฉัน สาสน์กราบทูลของขุนนางที่ดองเอาไว้เหล่านี้ หม่อมฉันข้ามไปหลายครั้งแล้ว จำเป็นต้องให้ท่านจัดการ ก็มีแค่นี้ ไม่มีแล้วเพคะ”
ได้ยินคำนี้ เจียงหลีรีบลืมตา นั่งตัวตรงแล้วมองนาง “ไม่มีแล้วหรือ เช่นนั้นในมือเจ้าคืออะไร”
พูดจบ ดวงตาที่สดใสคู่นั้นของนางก็ตื่นตัวขึ้นมา
ท่าทางนี้ของนาง ทำให้อวี้ซูกลั้นยิ้ม นำจดหมายในมือวางไว้บนโต๊ะ ถอยหลังไปสองก้าวแล้วพูดว่า “นี่คือรายชื่อและหนังสือภาพของชายรูปงามจากครอบครัวขุนนางที่จะเลือกเข้าวัง ฝ่าบาทไม่อยากดูหรือ”
ชายรูปงามอย่างนั้นหรือ
เจียงหลีแววตาเป็นกระกาย
นางนึกออกแล้ว ก่อนจะไปสุ่ยหัน นางเคยสั่งอวี้ซูให้ดำเนินการเรื่องคัดเลือกชายรูปงามเข้าวังต่อ รอนางกลับมา แล้วจะคัดเลือกชายรูปงามเข้าวังอีกครั้ง
ดูแล้ว ช่วงเวลาที่นางไม่อยู่ อวี้ซูได้คัดเลือกคนเหล่านี้ไปทีหนึ่งแล้ว แล้วก็ให้จิตรกรวาดลักษณะของพวกเขาลงบนหนังสือภาพ นางจะได้เลือกได้สะดวกๆ
“ชายรูปงามก็ต้องดูอยู่แล้ว! ชายรูปงามน่าดูมากกว่าสาสน์กราบทูลเหล่านี้ของขุนนางอยู่แล้ว!” เจียงหลีหัวเราะอย่างสนุกสนาน หยิบหนังสือเหล่านั้นขึ้นมาเปิดดูทีละหน้าๆ
เป็นการดูชายรูป แต่ว่าดวงตาที่สดของนาง กลับดูท่าทางเหมือนไม่หลงใหลในความรูปงามเลย
นางเปิดดูอย่างช้าๆ เหมือนว่ากำลังดูชายรูปงามที่แตกต่างกันอย่างละเอียดอยู่จริงๆ ทำความเข้าใจอย่างละเอียดกับคำบรรยายของพวกเขา
แต่อวี้ซูรู้ว่าคนในนี้ไม่มีใครที่จะได้รับความชื่นชอบจริงๆ จากฝ่าบาทสักคน
เปิดดูไปเกินครึ่ง ในตอนที่คนๆ หนึ่งปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าเจียงหลี แววตาของนางเปล่งประกายเล็กน้อย ชี้ท่านชายที่ดูสะโอดสะองบนหนังสือ พูดอย่างหยอกเย้าว่า “เขาแล้วกัน”
อวี้ซูโถมตัวเข้าไปดู ชั่วพริบตาก็เข้าใจ นางยิ้ม แล้วถามเจียงหลีว่า “ฝ่าบาท จะให้รับชายรูปงามเข้าวังเมื่อใด แล้วการคัดเลือกชายรูปงามนี้ยังต้องดำเนินการต่อไปหรือไม่เพคะ”
“ในเมื่อเลือกชายรูปงามได้แล้ว การคัดเลือกชายรูปงามก็หยุดลงก่อน ชายรูปงามเข้าวัง เป็นธรรมดาที่ต้องเลือกเป็นวันดีวันมงคล เรื่องนี้ให้ขุนนางชินเทียนจัดการ อย่าลืมว่าต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ อย่าให้ชายรูปงามรู้สึกน้อยใจ” เจียงหลียิ้มตาหยีแล้วพูด
อวี้ซูอดไม่ได้ที่ยิ้มออกมา แล้วถอนสายบัว “รับทราบเพคะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์