พบมู่ชิงเหยียนครั้งนี้ เจียงหลีมิได้พูดอะไร เพียงแค่ชำเลืองมองแล้วถอนสายตาทันที
“หัวหน้าลูกศิษย์ของเขาเฟิ่งอู่ซานมีสองคนอย่างนั้นหรือ” เจียงหลีเหลือบมองชายและหญิงสองคนนั้นแล้วจึงมองไปที่กงเสวี่ยฮวาด้วยสีหน้าแปลกๆ
กงเสวี่ยฮวามองไปที่ชายคนนั้น “ไม่ใช่ หัวหน้าลูกศิษย์คือชายคนนั้น ชื่อของเขาคือ เฟิ่งเทียน และตอนนี้เขาน่าจะเป็นผู้ฝึกฝนหลิงจงระดับเจ็ดแล้วล่ะ”
“แล้ว…แล้วหญิงสาวผู้นั้นล่ะ” เจียงหลีถามอีกครั้ง
กงเสวี่ยฮวายิ้มกว้างขึ้นอีก “นางคือเฟิ่งเซียน บุตรสาวสุดที่รักคนเดียวของหัวหน้าเขาเฟิ่งอู่ซานเป็น
หลิงจงระดับสาม และคุณหนูแห่งเขาเฟิ่งอู่ซาน”
“แซ่เฟิ่งทั้งหมดเลยหรือ” เจียงหลีประหลาดใจ
กงเสวี่ยฮวาอธิบาย “เมื่อใดที่ได้กลายเป็นแกนนำลูกศิษย์ของเขาเฟิ่งอู่ซานแล้วนั้น ก็จะได้รับแซ่เฟิ่งจากหัวหน้าเขาและกลายเป็นคนในตระกูลไปโดยปริยาย”
‘คนในตระกูล’ คำสุดท้ายในประโยคของเขานั้น ฟังแล้วราวกับกำลังล้อเล่น
เจียงหลีได้ค้นพบความแตกต่างระหว่างตำแหน่งและสถานะในเขาเฟิ่งอู่ซานแล้ว
เกรงว่ามู่ชิงเหยียนจะยังมิได้เป็นศิษย์หลักของเขาเฟิ่งอู่ซานในเวลานี้
“ว่ากันว่าหัวหน้าเขาเฟิ่งอู่ซานใคร่ยกบุตรสาวสุดที่รักของเขาให้กับเฟิ่งเทียนผู้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเขาเฟิ่งอู่ซาน และเฟิ่งเซียนก็ชื่นชมเฟิ่งเทียนเป็นอย่างมาก และนี่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนในเขาเฟิ่งอู่ซานล้วนทราบกันดี” กงเสวี่ยฮวากล่าวอีกครั้ง
เจียงหลีมองดูเขาด้วยท่าทางแปลกๆ คนที่ถูกมองก็รู้สึกถูกมองจนหนังหัวชาไปหมด จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “มีอะไรหรือ”
“เจ้าเปลี่ยนมารับจ้างเป็นผู้สืบข่าวแห่งยุทธภพดีกว่า” เจียงหลีพูดหยอกล้อ
กงเสวี่ยฮวาถึงกับสำลัก “ผู้สืบข่าวอะไรกัน ไม่น่าฟังเสียจริง ที่เจ้าไม่รู้ในสิ่งที่ข้าเล่าให้ฟัง นั่นก็เพราะเจ้ามีระดับขั้นที่ต่ำเกินไป และติดต่อกับผู้คนน้อยเกินไป แถมยังเพิ่งลงเขามาด้วย”
ไม่มีการประชดในคำพูดเขาพูด เจียงหลียังรู้ด้วยว่าภูมิหลังของนายน้อยจากกลุ่มอำนาจเช่นเขานั้นต้องไม่เลวแน่นอน
ในเวลานี้ เฟิ่งเทียนและเฟิ่งเซียนก็ได้มาถึงพื้นที่ว่างนั้นแล้ว
ที่นั่น มีเบาะรองนั่งทรงกลมอยู่สองอัน จุดธูปไว้ตรงกลาง นี่ก็จัดแจงได้…อยู่นะ กับท่าทางของคนอื่นที่กล้าโกรธแต่ไม่กล้าเอ่ยปากนั้น พวกเขาไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย กระทั่งระหว่างคิ้วของเฟิ่งเซียนยังให้ความรู้สึกเหนือกว่าปรากฏขึ้น
“ชิงเหยียน เจ้ามาทำสมาธิข้างๆ ข้าสิ” ทันใดนั้น เฟิ่งเทียนก็หันไปมองมู่ชิงเหยียนที่ยืนอยู่ด้านหลังและพูดขึ้น
ใบหน้าของเฟิ่งเซียนนิ่งชาไปครู่หนึ่ง ดวงตาของนางมองไปที่มู่ชิงเหยียนอย่างชั่วร้าย
มู่ชิงเหยียนรีบก้มศีรษะและปฏิเสธ “ไม่ล่ะ ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าอยู่ที่นี่ดีแล้วเจ้าค่ะ”
“ชิงเหยียน” เฟิ่งเทียนพูดอย่างหมดความอดทน
สายตาที่แสดงว่าหมดความอดทนแต่กลับเจือปนไปด้วยความเอ็นดูนั้น ทำให้หญิงสาวหลายคนหลงใหล
แต่ทว่า เจียงหลีหรี่ตาของนางและพูดเยาะเย้ยว่า “เฟิ่งเทียนผู้นี้ คิดจะก่อเรื่องหรือนี่!”
กงเสวี่ยฮวาหัวเราะอย่างสนุกสนาน “ดูเหมือนว่าเฟิ่งเทียนจะตกหลุมรักเพื่อนของเจ้าแล้วสิ”
“เขามีเฟิ่งเซียนแล้วมิใช่หรือ” เจียงหลีขมวดคิ้ว
กงเสวี่ยฮวากล่าว “เฟิ่งเซียนน่ะสนใจในตัวเขา แต่เขายังคงสานสัมพันธ์แบบคลุมเครืออยู่เสมอ ในขณะนี้ การแสดงความปรารถนาดีของเขาต่อศิษย์หญิงคนอื่นๆ เป็นเพียงความห่วงใยของพี่ชายที่มีต่อน้องสาวเท่านั้น ใครจะสามารถเอาผิดเขาได้”
เหอะๆ เจียงหลีหัวเราะเยาะ
กงเสวี่ยฮวาชะงักและพูดอย่างนึกขันว่า “บางที เขาอาจตั้งใจทำเช่นนั้น เพื่อให้เพื่อนของเจ้าไม่มีที่ยืนในเขาเฟิ่งอู่ซานนี้ จนต้องมาขอความช่วยเหลือจากเขาก็เป็นได้นะ”
“เจ้าต้องการจะสื่ออะไร” เจียงหลีหรี่ตาและถามด้วยรอยยิ้ม
กงเสวี่ยฮวาติดตลก “เปล่าๆ ไม่มีอะไร พวกเราก็รีบไปทำสมาธิกันเถอะ”
นางรู้สึกถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวและทรงพลังต่อรัศมีดาบเหล่านั้น และยังมี…พลังควบคุมจิตที่แข็งแกร่งไม่ยอมศิโรราบอีกด้วย!
สงคราม!
จิตวิญญาณแห่งดาบนั้นดุร้าย ตรงไปด้านหน้าราวจะไม่ยอมถอยกลับแม้นจะเผชิญอันตรายใดๆ ก็ตาม มีเพียงเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่ลังเลและทะลุทะลวงสรรพสิ่ง
สงคราม ก็ต้องเป็นเช่นนี้!
สู้สุดความสามารถ ไม่ยอมอ่อนข้อ เพื่อให้มีชีวิตรอด
นี่คือการรับรู้ถึงพลังควบคุมจิตที่ไม่ยอมแพ้ แล้วกลองศิลาจารึกล่ะ หัวใจของเจียงหลีเต้นแรง พลังแห่งเจตจำนงทำให้นางรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่นางสนใจมากกว่าคือเรื่องของกลองศิลาจารึก
ทันใดนั้นเอง นางรู้สึกว่ามีประตูบานหนึ่งเปิดออกท่ามกลางแสงเจิดจ้าตรงหน้านาง มีแรงดึงมหาศาลกระชากตัวนางเข้าไปด้านใน
…
เฟิ่งเซียนลืมตาขึ้นและพูดขึ้นอย่างหมดความอดทนว่า “ว่ากันว่าซากกำแพงอวิ๋นเมิ่งนี้เก็บซ่อนความลับไว้ และความลับนั่นก็เป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝน แต่ข้าไม่รู้ว่าข้ามาที่นี่กี่หนแล้ว กลับไม่รู้สึกอะไรเลย แล้วท่านล่ะศิษย์พี่”
เฟิ่งเทียนลืมตาขึ้น ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขายังคงอ่อนโยนราวกับเทพ “ข้า…เห็นเพียงเลือนลาง” แต่ความจริง เขาไม่เห็นอะไรเลย เพียงแค่ไม่อยากขายหน้าเท่านั้น
แน่นอนว่าเฟิ่งเซียนไม่สงสัยในตัวเขา เมื่อได้ยินคำพูดของเขา สายตาของนางก็ปรากฏความนับถือออกมา “ศิษย์พี่ ท่านเป็นอัจฉริยะจริงๆ สามารถรับรู้ได้ถึงซากกำแพงแตกหักนี้ได้”
เฟิ่งเทียนยิ้มเล็กน้อยด้วยท่าทางสงบ
เฟิ่งเซียนรู้สึกว่ามันยังไม่เพียงพอ นางยืนขึ้นและเผชิญหน้ากับผู้คนนับพันที่เข้าสมาธิอยู่เบื้องหลัง โดยไม่คำนึงถึงการรับรู้ทางสมาธิของพวกเขาในตอนนี้ นางตะโกนว่า “เจ้าพวกสวะทั้งหลาย แม้ว่าพวกเจ้าจะนั่งจนบรรลุที่นี่ ก็มิอาจเทียบกับศิษย์พี่ของข้าได้!”
ฟิ้ว!
ทันทีที่เสียงของนางจบลง ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหานางและกระแทกนางลงกับพื้น จากนั้นก็ถูกกำแพงดูดเข้าไป…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์