เจียงหลีมีสีหน้าเย็นเยียบ แต่ทว่าแววตาบนใบหน้าสูงศักดิ์ยากพรรณนากลับมีเสน่ห์แพรวพราวน่าประหลาด
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเดือนแรก
ก่อหน้านี้เมื่อเดือนก่อน นางเทียวไล้เทียวขื่อขอให้ผู้เฒ่าร่างผอมบางถ่ายทอดวิชาให้แก่นาง จนตอนนี้นางก็เป็นลูกศิษย์เขามาได้หนึ่งเดือนแล้ว แล้วเว่ยจี๋ก็ไม่ได้พานางกลับไป ปที่สุสานนั่นอีก ส่วนนางก็ศึกษาเล่าเรียนกระบวนท่าสะท้านฟ้ากับผู้เฒ่าร่างผอมมาโดยตลอด
“เริ่มกันเถอะ”
ผู้เฒ่าร่างผอมเอ่ยขึ้นกับเจียงหลีด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เจียงหลีก้าวไปข้างหน้าช้าๆ ค่อยๆ เดินไปยังที่โล่งแจ้ง ทันใดนั้นพลังปราณในร่างกายของนางก็เกิดความเปลี่ยนแปลง พลังอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงค่อยๆ แผ่ออกมาจากร่างของนาง ราวกับพลัง งวิญญาณของนางกำลังเผาไหม้ก็มิปาน แล้วพลังของนางก็ไต่ระดับขึ้นไม่มีท่าว่าจะหยุดแต่อย่างใด
ณ ที่ไกลออกไป ผู้เฒ่าร่างผอมกับเว่ยจี๋ยืนเคียงไหล่ขนาบข้างกัน
เมื่อเว่ยจี๋เห็นร่างที่ยืนตรงตระหง่านนั้นก็หัวเราะออกมา “เจ้าคิดว่านางจะสามารถเรียนรู้ได้จริงๆ หรือ”
ชายชราร่างบางเส้นผมสีดอกเลาหันไปมองเขา “เจ้าเรียนไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าแม่นางน้อยเจียงหลีจะเรียนไม่ได้เหมือนกันนี่” ตอนแรกที่เว่ยจี๋เพิ่งเข้าสู่ดินแดนผนึกมารเป็นเพื่อน นบ้านข้างสุสานของเขา ท่ามกลางวันเวลาที่ผ่านพ้นไป เว่ยจี๋เองก็เคยขอให้เขาสอนกระบวนท่านี้เช่นกัน
แต่ทว่า ไม่ว่าอย่างไร ความตระหนักรับรู้ของเว่ยจี๋ที่มีต่อกระบวนท่านี้ยังคงห่างไกล และเรียนไม่สำเร็จตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหยียดหยามของผู้เฒ่าผอมกะหร่อง เว่ยจี๋จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “กระบวนท่าสะท้านฟ้า จำเป็นต้องใช้พลังจิตวิญญาณแปลงร่างให้กลายเป็นกระบี่ จะต้องตระหนักถึงเ เจตนาแห่งฟ้าดิน และจำเป็นต้องมีความกล้าหาญเข้าไปในความเสี่ยง นอกจากนี้ กระบี่ยังเป็นตัวแทนของความไม่ย่อท้อ ไม่ศิโรราบ รับรู้ถึงความสามารถที่แสดงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังต ต้องใช้เวลามากอีกด้วย สัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ของสวรรค์และปฐพี เมื่อโจมตีออกไปจะต้องไม่ขาดหายแม้แต่เงื่อนไขเดียว ที่เจ้าฝึกสำเร็จก็เพราะความเหมาะสมทั้งโอกาสและวาสนา บนโลกใบ บนี้ไม่มีใครสามารถเรียนกระบวนท่านี้ได้อีกแล้วล่ะ”
เมื่อกล่าวจบ เว่ยจี๋ก็ส่ายหน้าช้าๆ
ผู้เฒ่าร่างบางอุทานออกมา “ก็ใช่น่ะสิ กระบวนท่านี้ยากจริงๆ นั่นแหละ หากตอนนั้นข้าไม่ได้กำลังซี้แหงแก๋ และต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง เกรงว่าก็คงตระหนักถึง ความหมายของสะท้านฟ้าชั้นนั้นหรอก แต่ถึงอย่างไร ข้าก็มั่นใจในตัวแม่นางน้อยเจียงหลี”
“เหอะ” เว่ยจี๋เพียงแค่ส่งเสียงหัวเราะเย็นชาให้เขาเท่านั้น
“คอยดูเถอะ” ผู้เฒ่าร่างบางเองก็ขี้คร้านจะเถียงกับเว่ยจี๋ เขาจึงหันความสนใจไปที่เจียงหลี
เวลานี้รอบกายของนางได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่โผล่คมออกมาแล้ว
ปราณอันเฉียบคมเริ่มแผ่กระจาย
ทันใดนั้นก็เกิดลมกรรโชกแรง ความรู้สึกดุเดือดรุนแรงนั้นทำให้เว่ยจี๋หน้าเปลี่ยนสี แต่ทว่าดวงตาของชายชราร่างผอมบางกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ฟ้าดินเปลี่ยนสี!
ปราณอันเฉียบคมและรุนแรงผุดขึ้นจากพื้นดินแล้วทะยานสู่ท้องนภา ทำให้ลมฟ้าอากาศและก้อนเมฆในดินแดนผนึกมารเปลี่ยนสี เกิดเป็นกระแสน้ำวนเหนือศีรษะของเจียงหลี ไม่เพียงเท่านั้น ใบไ ไม้และก้อนกรวดที่หล่นเกลื่อนพื้นก็ถูกพายุพัดหมุนขึ้นมารูปร่างคล้ายกระแสน้ำวนเช่นกัน จากนั้นพัดลอยขึ้นไปรวมตัวกับวังน้ำวนบนท้องฟ้า
เกร๊งๆๆ!
เสียงกระทบกันของโลหะรุนแรงปรากฏขึ้น และพายุที่พัดในห้วงอากาศก็เฉียบขาดแหลมคม
“สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว!” ชายชราร่างผมบางดีใจที่ผลเหนือความคาดหมายและเขย่าแขนเว่ยจี๋ด้วยความตื่นเต้น
เว่ยจี๋มองเงาหลังของร่างอรชรท่ามกลางพายุบ้าคลั่งด้วยความตกตะลึง แล้วพึมพำขึ้นมาด้วยความยากที่จะเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร”
ตู้มต้ามมม!
เมื่อปล่อยพลังโจมตีออกไป สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
ปราณอันดุเดือดรุนแรงรอบตัวแผ่ซ่านไปทั่วอาณาบริเวณไม่หยุดหย่อน แม้กระทั่งไอหมอกดุร้ายหนาทึบที่ไม่เคยถอย กลับต้องถอยไปเสียหลายฉื่อ[1]
สำเร็จแล้ว!
เจียงหลีลืมตา และดวงตาที่สดใสก็เปล่งประกายวาววับ
“สำเร็จแล้ว! ในที่สุดข้าก็คลายปมในใจได้แล้ว ในที่สุดก็มีคนที่สามารถเรียนกระบวนท่าสะท้านฟ้าสำเร็จได้ภายในหนึ่งเดือน” ผู้เฒ่าร่างผอมกะหร่องตื่นเต้นหาที่สุดมิได้ และมีน้ำตาคล ลอในดวงตาของเขา
เว่ยจี๋มองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน เขาไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
เป็นประกายด้วยแสงแผดเผา จากการที่ผ่านประสบการณ์ของผู้เฒ่าผอมแห้งกับเว่ยจี๋มาแล้ว เจียงหลีพบว่า วิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ในที่แห่งนี้ ล้วนมีทักษะเคล็ดวิชาเป็นของตนเองกันทั้งน นั้น อย่างไรเสียก็ติดแหงกอยู่นี่แล้ว มิสู้ใช้โอกาสนี้เรียนรู้เพิ่มเติมดีกว่า
ดวงตาของเว่ยจี๋เป็นประกาย เขามองเจตนาของเจียงหลีปรุโปร่ง เขาหลุบตามองสุราที่เจียงหลีเอามาแลกเปลี่ยน เมื่อคว้ามาไว้ในมือของตนเองได้ก็หัวเราะเยาะ “ข้าตะกละตะกลามเสียด้วย สิ”
“พูดแบบนี้ เจ้าตกลงแล้วใช่หรือไม่” ด้วยความคุ้นเคยกันมานานขนาดนี้ เจียงหลีชินกับท่าทางการพูดการจาเช่นนี้ของเว่ยจี๋ตั้งนานแล้ว
เว่ยจี๋แหงนหน้าดื่มสุราไปหนึ่งอึก “ก็ได้ ข้าเห็นเจ้าถูกพวกนั้นโยนจนเกือบตาย ก็ถือเสียว่าเป็นกับแกล้มรสชาติไม่เลวเหมือนกัน”
“เช่นนั้นก็รีบไปกันเถอะ” เจียงหลีเร่งเร้า
เว่ยจี๋ช้อนสายตามองนาง แล้วเอ่ยหยอกแซ็วนาง “เจ้ารีบจริงเชียว”
“ก็ใช่น่ะสิ ข้าจะรีบส่งวิญญาณชั่วร้ายที่เป็นสหายของเจ้าออกไปให้เกลี้ยง แบบนี้เจ้าก็จะได้อยู่คนเดียวโดดเดี่ยวสมใจไวๆ ไงเล่า” เจียงหลียิ้มตาหยี
เว่ยจี๋ที่เพิ่งลุกขึ้นยืน เดินโซเซเข่าแทบทรุดเหมือนหมาหกล้มจิ้มขี้เสียแล้ว เมื่อเขายืนมั่นคงได้แล้วจึงหันไปมองเจียงหลี “งูพิษ!”
เจียงหลียกยิ้มมุมปาก “งูพิษอะไรกันเล่า เห็นกันจะๆ ว่าเจ้าทำให้ตัวเองดูเหงาเปล่าเปลี่ยว ห้ามคนเข้าใกล้แบบนี้”
“…” เว่ยจี๋จ้องนางโดยไร้คำใดๆ จะเอื้อนเอ่ย
เจียงหลีกับพูดต่ออีกว่า “กระบวนท่านี้ของเจ้ามันเชยแล้ว สตรีสมัยนี้ต่างก็ชอบบุรุษอบอุ่นอ่อนโยนช่างเอาอกเอาใจกันทั้งนั้น หากเจ้ายังเป็นเยี่ยงนี้ต่อไป คงจะได้อยู่คนเดียวจน นแก่จริงๆ ซะแล้ว
“…” เว่ยจี๋ยืนเหม่อ
สุราหนึ่งไห แลกกับโอกาสในการเรียนรู้หนึ่งครั้ง นี่ช่างเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าจริงๆ
ขณะนี้ เจียงหลีแทบอดใจไม่ไหวที่จะได้อยู่ดินแดนผนึกมารต่ออีกสักหน่อย แต่กลับไม่รู้ว่าด้านนอกยังมีคนกลุ่มใหญ่ที่ตามช่วยเหลือ และต่างรอคอยเวลาให้ดินแดนผนึกมารเปิดขึ้นอีก กครั้งเร็วๆ เพราะพวกเขาอยากรู้ว่านางปลอดภัยหรือได้รับอันตรายอย่างไรบ้าง…
[1] ฉื่อ หน่วยวัดความยาวแบบจีนโบราณ 1 ฉื่อ = 33.33 เซนติเมตร

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์