จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร! พวกเขารอคอยวันนี้มานานมาก ยิ่งไปกว่านั้นอาจมีผู้มีอิทธิพลที่มาจากเมืองซั่งตูตรวจตราดูพวกเขาอยู่ก็ได้
คนที่พูดอยู่เงียบลง
คนที่ยืนอยู่บนเวทีสูง กวาดตามองแล้วถึงพูดต่อว่า “ในเมื่อไม่มีข้อสงสัยกันแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มการประลองได้ รับกระสุนของพวกเจ้าไป แล้วก็สามารถเข้าหุบเขาปู้กุยไปได้เลย อย่าลืมว่าทุกอย่างที่พวกเจ้าทำ ล้วนแต่มีคนคอยจับตาดูอยู่ อย่าแหกกฎล่ะ”
บอกกฎกติกาเสร็จ คนนับพันต่อแถวเข้าหุบเขาปู้กุย
เจียงหลีอยู่กลางแถว สำหรับหุบเขาปู้กุยนี้นางมีความคุ้นเคยอยู่ นางไม่เพียงทอดถอนใจ อยู่ในป่านานเกินไปแล้วจริงๆ
“คุณหนู ข้าทำได้แค่รอท่านอยู่ด้านนอก ระวังตัวด้วยขอรับ” หม่าหยวนจย่าพูดกับเจียงหลี
เจียงหลีพยักหน้า
หลังจากที่เขาโค้งตัวคำนับ ก็ถอยออกไป
รับกระสุนแล้ว เจียงหลีก็เดินเข้าหุบเขาปู้กุย นางค้นพบว่ากระสุนเหมือนทำมากจากผงแป้งพิเศษชนิดหนึ่ง ขนาดประมาณเม็ดยา
ถ้าหากโดนบนตัวคน ก็จะทิ้งรอยสีเหลืองไว้ ยากที่จะเช็ดออก
ถ้าอยากจะเข้ารอบ กระสุนแค่นี้ไม่พอแน่ ยังต้องคิดหาวิธี เจียงหลีเก็บกระสุนของตนอย่างดีแล้วพูดในใจ
แกรบ!
นางเหยียบกิ่งไม้ เกิดเสียงดังขึ้น
ชั่วขณะนั้น นางก็รู้สึกได้ว่าผู้คนรอบๆ มองมาที่ตัวเองด้วยสายตาจ้องจะเขมือบ
อืม เด็กอายุสิบสองปี…
เจียงหลีฉุกคิด ถึงแม้ว่าอายุของนางจะผ่านข้อกำหนดของการประลองชิงเจียว แต่ดูเหมือนว่าเด็กที่เข้าร่วมการประลองแบบนางมีน้อยมาก
เหมือนจะมีนางแค่คนเดียวเสียด้วยซ้ำ
คนส่วนมากดูท่าทางอายุประมาณสิบห้าสิบหก สิบเจ็ดสิบแปดปีทั้งนั้น
เฮ้อ เจียงหลีถอนหายใจ แววตาที่สว่างไสวมองไปยังสายตารอบๆ ที่มองนางอยู่ “พี่ชาย พี่สาวทุกท่าน ไม่ใช่ว่าเราควรที่จะต้องจัดการกับคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจก่อน แล้วค่อยจัดการเจ้าตัวน้อยอย่างข้าหรอกหรือ”
ผู้คนต่างตกตะลึง
ความคิดไม่เลว เก็บแรงไว้ จัดการกับคนเก่งๆ ก่อน เจ้าเด็กคนนี้ ปล่อยให้นางไปตามทางของนางเถอะ ดูท่าแล้วอยู่ไม่ถึงเจ็ดวัน ก็คงร้องไห้อยากจะกลับบ้านแล้ว
ดังนั้น ทำไมพวกเขาจะต้องเสียกระสุนที่มีค่าเพื่อคนที่ไม่ได้เก่งกาจอะไรด้วย
ผู้เข้าร่วมการประลองไม่รู้พลังของกันและกัน ตอนที่เจียงหลีสมัคร มีแค่คนที่อยู่รอบๆ เท่านั้นที่ได้ยินนางบอกระดับขั้น แต่คนส่วนมากไม่รู้
และอายุของเจียงหลีเป็นเกราะคุ้มกันนางที่ดีที่สุด ไม่มีใครคิดว่าจะมีเด็กที่อายุน้อยและมีพลังมากกว่าตัวเองอยู่
จิตใต้สำนึกของคนเราก็แบบนี้ ในใจปฏิเสธว่าคนอื่นเก่งกว่าตัวเอง นอกเสียจากจะได้เห็นด้วยตาตัวเอง
เพียงชั่วพริบตาเดียว คนที่จ้องมองนางก่อนหน้านี้ก็พากันแยกย้ายไป ไม่มีใครสนใจนาง เด็กสาวหน้าตาสะสวยที่มีดวงตาใสแจ๋วอีกเลย
ผู้คนแยกย้ายไป เจียงหลียืนงง
ทอดเสียงถอนหายใจแล้วนางก็เดินเอ้อระเหยอย่างสบายใจ
ทิวทัศน์ของหุบเขาปู้กุยช่างงดงามยิ่ง
แล้วทำไมจะต้องต่อสู้กันด้วยล่ะ
ระหว่างทางมีคนมากมายเห็นเจียงหลี แต่พอเห็นว่านางเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ร่างกายผอมแห้ง พวกเขาก็คิดแล้วว่าจะไม่เปลืองกระสุนมาใช้กำจัดนาง
ผู้ตรวจตราชินแล้ว
เดิมคิดว่าด้วยอายุของเจียงหลี เกรงว่าจะอยู่ได้ไม่ถึงสองวัน แล้วก็ออกจากการประลองไปเอง แต่นึกไม่ถึงว่านางจะเดินเตร่อยู่ในป่าคนเดียวอย่างสบายอกสบายใจเหมือนเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้บ้านตัวเองอย่างไรอย่างนั้น
…
รายงานบันทึกการตรวจตรา ส่งถึงบนเวทีที่อยู่ด้านนอก
หลังจากที่เฮ่อเหลียนเฟิงดูเสร็จ ก็ผลัดกันอ่านกับอู๋เชียน หนานอู๋เฮิ่น แม้แต่องค์หญิงอันผิง เขาก็ส่งให้ด้วยความสุภาพ
เพียงแต่ว่านางเหมือนจะสนใจแค่ข่าวคราวที่เกี่ยวกับไป๋หลี่เฟิ่ง คนอื่นนางไม่สนใจ
“ฮาๆๆ น่าสนใจๆ เจ้าพวกนี้ต้องเสียใจ” หลังจากหนานอู๋เฮิ่นเห็นบันทึกการตรวจตราของเจียงหลี ตาลุกวาวแล้วหัวเราะขึ้นมา
อู๋เชียนมองไปแล้วหัวเราะ “เด็กผู้หญิงคนนี้โชคดีจริงๆ”
คำพูดของทั้งสองคน ทำให้มู่หว่านโหรวกลับไปดูบันทึกการตรวจตราของเจียงหลี พูดอย่างคลุมเครือ “หากไร้ซึ่งความโชคดีแล้ว พอได้เจอกับคนที่เก่งกาจจริงๆ เกรงว่านางจะสู้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
ในใจพวกเขาทั้งสามคนต่างเงียบสนิท ต่างรู้ดีว่าคนที่เก่งกาจจริงๆ ที่องค์หญิงอันผิงพูดถึงคือใคร
…
เจียงหลีไม่รู้ว่าตัวเองถูกคนด้านนอกพูดถึง ยังคงเดินต่อไปในป่า
ทันใดนั้น ข้างหน้านางก็ปรากฏกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ไม่พูดไม่จาล้อมนางไว้ตรงกลาง
นางมองไปรอบๆ เดิมคิดว่าคนเหล่านี้จะเหมือนกับกลุ่มคนก่อนหน้าที่คิดว่านางเป็นแค่เด็กผู้หญิงแล้วก็เดินจากไป แต่คนสิบกว่าคนตรงนี้กลับไม่ปล่อยนางไปอย่างที่คิด
—–

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์