เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาแต่ไกล แต่กลับไม่มีประโยชน์สักนิด
คนของตระกูลลู่กำลังฆ่าล้างตระกูลเย่ว์อย่างบ้าคลั่ง คนของตระกูลเย่ว์ไม่มีแม้แต่แรงต่อสู้กลับคืน ทำได้เพียงหนีความอัปยศอดสูกันจ้าละหวั่น
ลูกชายเพิ่งจะตายไป ตอนนี้ยังมาถูกฆ่าล้างตระกูลอีก ความโกรธและความแค้นได้เผาผลาญสติของเขามอดไหม้ไปหมดแล้ว
เมื่อเสียงนั้นปรากฏขึ้น ทันใดนั้นเขาก็เหาะทะยานกลางอากาศหมายจะฆ่าลู่จ้าน “ข้าจะฆ่าเจ้า!” ด้านหลังเขามีแสงสีทองสองดวงเบ่งบานขึ้นพร้อมกัน เขาได้ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ ยกระดับพลังปราณของตัวเองสู่จุดสูงสุด
แม้จะเป็นเช่นนี้ เขาในสายตาของลู่จ้านก็ยังเป็นคนที่ไม่คู่ควรอยู่ดี
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ร่างของเฮ่อเหลียนเฟิงลอยลงมาจากกลางอากาศ เขาปลอดปล่อยพลังปราณเพื่อหยุดยั้งลู่จ้าน
แต่ทว่าลู่จ้านกลับไม่แยแส เพียงแค่ยกมือขึ้นช้าๆ โบกเบาๆ ฟาดไปที่หน้าอกเย่ว์ชิงหลิวที่กำลังจะเข้ามาฆ่าเขา
ฟึ้บบ!
เย่ว์ชิงหลิวที่ดุดัน ภายใต้ฝ่ามือนั้นไม่มีแม้แต่แรงสู้กลับ
หน้าอกของเขาเป็นโพรงโบ๋ ริมฝีปากกระอักเลือดออกมาปะปนกับอวัยวะภายในที่แหลกละเอียด ทั้งร่างกายถูกลู่จ้านฟาดกระจุยทุบกับพื้นอย่างแรง
“ลู่จ้าน นี่เจ้า!” เฮ่อเหลียนเฟิงตะโกนสุดเสียง
ในขณะที่เขามองไปยังลู่จ้านกลับถูกสายตาเรียบนิ่งคู่นั้นทำให้รู้สึกถึงความกดดันอย่างยิ่ง
“เจ้า…ที่แท้เจ้าก็บรรลุระดับหลิงไซว่แล้ว!” เฮ่อเหลียนเฟิงหน้าถอดสี จากนั้นจึงรีบถอยไปข้างหลังจึงจะบรรเทาจากแรงกดดันนั้นได้
หลิงซื่อ หลิงเจี้ยง หลิงไซว่ ดูแล้วต่างกันเพียงสามระดับเท่านั้น แต่ในทุกๆ ระดับแบ่งออกเป็นถึงเก้าขั้น!
ในแต่ระดับต่างก็ต้องก้าวกระโดดไปทีละขั้น ถ้านับดูเริ่มจากหลิงซื่อขั้นที่หนึ่งไต่ระดับไปจนถึง
หลิงไซว่ขั้นที่หนึ่ง เช่นนั้นก็ห่างกันถึงสิบเก้าระดับเลยน่ะสิ!
หนทางการฝึกฝนยิ่งไต่ระดับสูงขึ้นไปก็ยิ่งยาก ระดับยิ่งสูงระยะห่างยิ่งมาก
อาณาเขตหลิงไซว่อยู่ในจุดสูงสุดของราชวงศ์โฮ่วจิ้นไปเสียแล้ว
เกรงว่าเฮ่อเหลียนเฟิงแม้จะเป็นหลิงเจี้ยงในระดับแปดแล้ว ต่อให้กำลังเผชิญหน้ากับลู่จ้านระดับลิงไซว่ต่างก็ต้องรู้สึกถึงวิกฤตรุนแรง
“เรื่องการฝึกฝนเนตรญาณของลู่จ้าน ข้าเข้าใจว่าเป็นเรื่องลือมาโดยตลอด มีคนกล่าวว่าเขาเป็นหลิงเจี้ยงระดับเก้า แล้วก็มีคนกล่าวอีกเช่นกันว่าเขาเข้าสู่หลิงไซว่ไปตั้งนานแล้ว ดูท่าทางวันนี้ข้อถกเถียงนี้คงจะมีผลสรุปเสียแล้วล่ะ” อู๋เชียนที่มาด้วยกันกับเฮ่อเหลียนเฟิงพูดจาแปลกๆ
หนานอู๋เฮิ่นยิ้มพยักหน้า “ตระกูลลู่แห่งซูหนานนี่ยอดเยี่ยมเสียจริง”
อู๋เชียนจ้องเขาเขม็งแล้วมองไปที่มู่หว่านโหรว “องค์หญิง ท่านคิดว่า…”
“ข้าเป็นแค่แขกผู้มาเยือนซูหนานเท่านั้น” มู่หว่านโหรวรู้ดีว่าเขาจะถามอะไรก็หยุดเขาด้วยสีหน้าท่าทางเย็นชา
คำพูดนี้ก็หมายความว่านางจะไม่ยื่นมือเข้ายุ่งเรื่องนี้เป็นอันขาด
เมื่อฟังออกว่าคำพูดนางสื่อถึงสิ่งใด อู๋เชียนจึงทำได้เพียงแค่หุบปาก
ทางด้านฝ่ายตรงข้ามของพวกเขา มีรถม้าหนึ่งคันมาถึงตั้งนานแล้ว
ภายในรถม้า เจียงหลีตื่นขึ้นมาแล้ว นอนหลับในอ้อมกอดของลู่เจี้ยได้ผลดียิ่งกว่าการได้กินยาครอบจักรวาลเสียอีก ตอนนี้ไม่ปวดเอวไม่ปวดขาแล้ว ร่างกายดีขึ้นอย่างมาก
นางเห็นพลังที่แท้จริงของลู่จ้านแล้วแอบแปลกใจ หันไปถามคนรูปงามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เอิกเกริกเช่นนั้น ท่านไม่กลัวหรือ”
ลู่เจี้ยยกยิ้มแล้วย้อนถาม “หากตระกูลลู่ทำการเงียบๆ จะสามารถหลีกเลี่ยงการคาดเดาของผู้คนได้ด้วยหรือ”
“…” เจียงหลียิ้มแหยๆ คำตอบเป็นที่ชัดเจนดีอยู่แล้ว
ใช่สิ ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ขจัดความสงสัยของคนบางคนไม่ได้แล้วทำไมจะต้องทำเรื่องหน้าไหว้หลังหลอกด้วย
“เพื่อนางทาสเพียงคนเดียว พวกเจ้าตระกูลลู่ถึงกับต้องฆ่าล้างทั้งตระกูลเย่ว์เชียวหรือ” เฮ่อเหลียนเฟิงกดเสียงต่ำถามลู่จ้าน คำพูดถือเป็นการเตือนกลายๆ อย่างเห็นได้ชัด
“นางทาสคนนี้ที่แท้ก็อาศัยบารมีตระกูลลู่” อู๋เชียนที่ยืนอยู่ไกลกล่าวเย้ยหยันเสียงเย็น
แต่หนานอู๋เฮิ่นกลับกล่าวเตือนด้วยความหวังดี “ตอนที่นางกำลังถูกหลิงเจี้ยงตระกูลเย่ว์ตามฆ่า ตระกูลลู่ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยนา”
อู๋เชียนกัดฟันกรอดไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเขา
มู่หว่านโหรวก็มองอยู่เงียบๆ นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเหตุใดตระกูลลู่ถึงได้กระทำการเยี่ยงนี้เพื่อนางทาสเพียงคนเดียว ถึงกับต้องฆ่าล้างตระกูลเย่ว์ หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปยังซั่งตู ไม่เกรงกลัวคำติฉินนินทาเลยหรือ
ลู่จ้านท้าทายคำเตือนด้วย ‘ความหวังดี’ ของเฮ่อเหลียนเฟิงแต่ก็มิได้นำพา เพียงแค่ละสายตาเย็นชาออกไปเท่านั้นแล้วมองเจียงหลีที่กำลังก้าวเข้ามา
“เจ้า!” เมื่อถูกลู่จ้านเมินเฉย เฮ่อเหลียนเฟิงจึงหน้าแตกยับ ตระกูลลู่ไม่มีใครมาหยามเหยียดได้ อย่างไรก็ตามเขากับตระกูลเย่ว์ไม่เคยมีสัมพันธไมตรีต่อกัน สิ่งที่ควรพูดเขาก็ได้พูดไปหมดแล้ว ตระกูลลู่ยืนกรานเช่นนี้แล้วเขาจะไปทำอะไรได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้เฮ่อเหลียนเฟิงก็หันกลับไปไม่สนใจเรื่องนี้อีก
เจียงหลีไพล่มือไว้ข้างหลังเดินเยื้องกรายมาจนถึงตรงหน้าเย่ว์ชิงหลิว ท่าทางเช่นนั้นราวกับว่าหากตระกูลลู่เป็นภูเขากำบังให้ นางก็ยิ่งแสดงความชั่วร้ายออกมาชัดเจนขึ้น
“เย่ว์ชิงหลิว เจ้ามันเป็นตาแก่ไร้ยางอาย ตอนส่งหมารับใช้สี่ตัวมาตามฆ่าข้าคงไม่คิดว่าจะโดนแก้แค้นไวอย่างนี้ล่ะสิ” เจียงหลียิ้มเยาะจ้องเย่ว์ชิงหลิว
นางมองเห็นความเกลียดชังในแววตาของเย่ว์ชิงหลิวชัดเจน แล้ว…จะทำไมล่ะ เขาจะทำอะไรได้
เหอะ!
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเจียงหลียิ่งยิ้มรอยยิ้มก็ยิ่งกว้าง นางโน้มตัวลงพูดเจือรอยยิ้ม “เจ้ายังจะส่งคนไปขุดหลุมศพท่านแม่ของข้าอีกไม่ใช่หรือ”
“นางแพศยา ข้าแค่เจ็บใจที่ไม่ได้ฆ่าเจ้าเองกับมือตอนเจ้ามาขอทานกับตระกูลเย่ว์เสียตั้งแต่แรก” เย่ว์ชิงหลิวกระอักเลือดพูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นชิงชัง
เจียงหลียังไม่หุบยิ้ม นางค่อยๆ ลุกขึ้นมาหันสายตาไปมองแล้วยิ้มให้ลู่จ้าน “ใต้เท้าลู่จ้าน ข้ารบกวนท่านลากคอเย่ว์หนานซีมาให้ข้าที”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์