ตอนที่ 202 สองภารกิจง่ายๆ (1)
คลาสเรียนตอนเย็นสิ้นสุดลง ฟางผิงมุ่งหน้าไปฝ่ายบริการทันที
ตาเฒ่าหลี่เห็นเขา จู่ๆ ก็เผยแววตาอันตรายขึ้นมา
“มาแล้วเหรอ”
“ครับ”
“ดีมาก ฉันยังคิดว่าเธอจะไม่กล้ามาหาฉันที่นี่สี่ห้าเดือนเป็นอย่างต่ำ”
“อาจารย์พูดเรื่องอะไร ผมต้องมาหาคุณอยู่แล้ว…”
“ไอ้เด็กเวร!”
ตาเฒ่าหลี่โมโหอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าฟางผิงอยู่ห่างกับเขาตั้งหลายเมตร เสี้ยวนาทีต่อมากลับถูกตาเฒ่าหลี่จับแขนไว้แน่นแล้ว
ตาเฒ่าหลี่ไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดไร้สาระ เหวี่ยงออกไปข้างนอกทันที…
—
หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ฟางผิงก็นอนกองอยู่บนพื้นด้านนอกฝ่ายบริการ เริ่มตั้งข้อสงสัยกับชีวิตขึ้นมา
ฉันอยู่ที่ไหน?
ฉันมาได้ยังไง?
เมื่อกี้เหมือนฉันกำลังลอยอยู่ คงไม่ได้คิดไปเองสินะ?
ดึกดื่นมืดค่ำ ฝ่ายบริการก็มีคนมาเช่นกัน ตอนนี้มีคนเอ่ยขึ้นว่า “ประธาน นี่นาย…”
ฟางผิงหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็นนายอ้วนกัวเซิ่ง คลี่ยิ้มว่า “วันนี้พระจันทร์สวยไม่เลวเลยออกมาดูสักหน่อย นายล่ะ?”
“อ่อ ฉันมาเอายาบำรุง มีรุ่นพี่สั่งของไว้”
“อืม พยายามเข้าล่ะ ใกล้เป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้วสินะ?”
เห็นได้ชัดว่านายอ้วนรู้สึกแปลกใจ เอ่ยอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่า “ประธาน ฉันทะลวงตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว”
ฟางผิงเลิกคิ้ว ลืมไปเลย เมื่อกี้ก็ไม่ได้สำรวจดู
เขากระแอมไอเบาๆ ปกปิดความน่าอายของตัวเอง ฟางผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉันจำผิด ครั้งก่อนมีใครไม่รู้บอกว่าจะหลอมกระดูกสองครั้ง ฉันเลยคิดว่าเป็นนาย…”
“ใช่ ฉันเอง” กัวเซิ่งงุนงงขึ้นมาอีกครั้ง อธิบายว่า “แต่ฉันบ่มเพาะถึงหนึ่งร้อยหกสิบเก้าแคลก็ไม่ยอมเพิ่มขึ้นสักทีเลยตัดสินใจทะลวงไปเลย”
ฟางผิงเผยแววตาดุร้ายอยู่บ้าง นายประจบไม่เป็นหรือไง?
ฉันพูดอะไร นายรับฟังก็พอแล้ว จะอธิบายให้ชัดเจนไปทำไม?
กัวเซิ่งเหมือนจะดึงสติกลับมาได้ แก้ต่างแทนเขาว่า “ประธาน นายยุ่งเกินไปแล้ว อย่ากดดันตัวเองมากไป นายอยู่ตั้งขั้นสาม ห่างจากทุกคนมาเยอะแล้ว”
“อืม ไปทำธุระของนายเถอะ”
ฟางผิงโบกไม้โบกมือส่งกัวเซิ่งออกไป
รอจนเขาไปแล้ว เวลานี้ค่อยเอ่ยอย่างจนใจ “ทางตาเฒ่าหลี่ดูท่าคงไม่มีวิธีแล้ว”
เขายังคิดจะเบิกทรัพยากรจากตาเฒ่าหลี่สักหน่อย ตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ครั้งก่อนไปหลอกว่าจะเอายาบำรุงไปแจกจ่ายคนในสมาคม ปรากฏว่าตาเฒ่าหลี่น่าจะรู้ความจริง ดังนั้นถึงโมโหโยนเขาออกมา
มองสำรวจรอบๆ แล้ว เห็นว่าไม่มีคนรู้จัก ฟางผิงอยากจะลองเข้าไปดูอีกสักรอบ
แต่นึกขึ้นได้ว่ากัวเซิ่งยังอยู่ข้างใน ฟางผิงจึงถอนหายใจ หมุนตัวออกมา ค่อยมาพรุ่งนี้แล้วกัน
—
เรื่องเบิกคะแนนล่วงหน้ายังหาทางลงเอยไม่ได้ เฉินอวิ๋นซีกลับมีที่ลงเอยแล้ว
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน
บ้านพักหมายเลขแปด
หลู่เฟิ่งโหรวและไป๋รั่วซีอยู่ที่นั่น เฉินอวิ๋นซี ฟางผิง จ้าวเสวี่ยเหมยต่างอยู่ครบทั้งสามคน
หลู่เฟิ่งโหรวมองเฉินอวิ๋นซีด้วยแววตาเยียบเย็นอยู่บ้าง
“อาจารย์เธอรบเร้าให้ฉันรับเธอไว้ ตอนนี้ฉันให้โอกาสเธอหนึ่งครั้ง เธอสามารถไปหาคนอื่นได้ รวมถึงถังเฟิง ฉันจะช่วยพูดให้เอง!”
“ไสหัวไป!”
หลู่เฟิ่งโหรวถลึงตามองเขา โทสะลดลงไปเล็กน้อย จ้องเฉินอวิ๋นซีว่า “วันนี้วันที่สิบเก้า สิ้นเดือนหลอมกระดูกไม่ถึงหนึ่งร้อยชิ้น เธอก็กลับตระกูลเฉินของเธอไปได้เลย!”
เฉินอวิ๋นซีใบหน้าร้อนผ่าว หลู่เฟิ่งโหรวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไปได้แล้ว!”
ได้ยินคำพูดนี้ เฉินอวิ๋นซีนั้นไร้หนทาง ทำได้เพียงสาวเท้าจากไป
เธอไปแล้ว หลู่เฟิ่งโหรวกลับไม่ได้โมโหเหมือนเมื่อครู่อีก ฟางผิงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บ้าง หลู่เฟิ่งโหรวมีบัญชีแค้นกับตระกูลเฉิน?
แต่หากมีบัญชีแค้นจริงๆ ไป๋รั่วซีคงไม่มอบเฉินอวิ๋นซีให้เป็นลูกศิษย์หลู่เฟิ่งโหรวหรอก
แม้อาจารย์จะไม่ใช่พ่อแม่ แต่ชีวิตในมหาวิทยาลัย การฝึกวิชาในเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์แทบจะเป็นเรื่องของอาจารย์ นี่เกี่ยวพันไปถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชั่วชีวิตคนๆ หนึ่ง
หลู่เฟิ่งโหรวไม่อธิบายอะไร เอ่ยกับจ้าวเสวี่ยเหมยว่า “ช่วงนี้ไม่ต้องฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้แล้ว เน้นการหลอมกระดูก พยายามช่วงชิงเวลาก่อนจะเข้าถ้ำ ทะลวงขั้นสองสูงสุดให้ได้! บริษัทครอบครัวอะไรนั่นของเธอไม่ต้องเปิดแล้ว ลุงเธอคนนั้นอยากได้ไม่ใช่หรือไง? ขายให้เขาซะ แลกเปลี่ยนเป็นเงินแล้วมาซื้อยาบำรุงจากฉัน จากนั้นก็เข้าไปฝึกในห้องแหล่งพลังงาน!”
“อาจารย์…” จ้าวเสวี่ยเหมยร้อนใจทันที “นั่นเป็นของพ่อ…”
“พ่อเธอตายในสนามรบแล้ว! เธออยากจะตายในถ้ำใต้ดินเหมือนพ่อหรือไง?”
หลู่เฟิ่งโหรวตำหนิว่า “โง่เขลา พอพ่อเธอตาย ญาติพี่น้องเธอก็จับจ้องบริษัทของเธอ หากไม่ใช่ว่าอยู่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ทั้งฉันไม่ได้เป็นอาจารย์ของเธอ เธอจะประคองไว้ได้เหรอ? ตอนนี้ขายไปซะ เอาไปแลกทรัพยากรให้ตัวเองพัฒนาขึ้น รอเธอกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามหรือขั้นสี่ ถึงเวลานั้นค่อยคิดบริหารต่อ แบบนั้นจะง่ายกว่า! ลุงของเธอจะไม่กล้ามอบให้เธอเชียว? เขาเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม ไม่ให้เธอก็เตรียมตัวตายได้เลย! ขายสักร้อยสองร้อยล้าน อย่างน้อยก็เพียงพอให้เธอฝึกวิชาไปจนถึงขั้นสามสูงสุด เข้าใจความหมายของฉันหรือเปล่า?”
อัดยาเต็มที่ เงินหนึ่งร้อยสองร้อยล้าน เกรงว่าจะพอให้ทะลวงขั้นสามสูงสุดเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าหลู่เฟิ่งโหรวจะสื่อแบบนี้ จ้าวเสวี่ยเหมยตามหลังคนอื่นอยู่เยอะเหมือนกัน ทำใจยอมเสียเงินไม่ได้จะพัฒนาได้ยังไงกัน
ยาเสริมสร้างกระดูกขั้นสองเม็ดละหนึ่งล้าน
จากคำพูดของหลู่เฟิ่งโหรว อย่างน้อยเดือนหนึ่งต้องใช้สิบเม็ด นั่นเป็นสิบล้านแล้ว
ทั้งยาบำรุงเลือดและปราณขั้นสองอีกสามสิบเม็ดก็เป็นจำนวนเกือบยี่สิบล้าน
หนึ่งเดือนใช้เงินกว่าสามสิบล้าน จ้าวเสวี่ยเหมยก็ไม่ใช่คนไร้พรสวรรค์ หากแย่จริงๆ คงก้าวมาไม่ถึงจุดนี้หรอก ผ่านไปสองเดือนอาจจะทะลวงขั้นสองสูงสุดได้เหมือนกัน
แน่นอนว่าสองเดือนเสียเงินกว่าสี่สิบห้าสิบล้าน นั่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เหมือนกัน
————–

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน