ตอนที่ 91 เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย (2)
ความจริงชายอ้วนที่อยู่ตรงข้ามเป็นผู้ฝึกยุทธ์เหมือนกัน แต่อยู่แค่ขั้นหนึ่งเท่านั้น
ทั้งดูแล้วคงเป็นประเภทที่อัดยาบำรุงจนทะลวงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ ไม่รู้ว่าได้หลอมกระดูกแขนขาหรือเปล่า
แม้โจวอวิ๋นจะไม่ได้แข็งแกร่งมาก แต่ก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งตอนปลายแล้ว
พอระเบิดปราณ ชายอ้วนจึงหน้าเปลี่ยนสีทันที ตอนนี้เพิ่งจะตระหนักว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คู่ค้าทางธุรกิจที่เขาสามารถเจรจาได้ทั่วไป
นักศึกษาที่นี่ต่างเป็นความภาคภูมิใจของสวรรค์ เป็นวีรบุรุษในสังคม
โจวอวิ๋นปะทุปราณแล้ว เวลานี้ค่อยเอ่ยว่า “ถ้าถือของไปไม่ได้จริงๆ ก็เอากลับไปได้”
ตอนนี้ชายอ้วนไม่กล้าพูดอีกแล้ว มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่กลัวตาย
พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ทั้งยังปราณสูงกว่าเขา ใครจะยังร่ำรี้รำไรอีก รีบเลือกหยิบกระเป๋าบางส่วนออกไปจากมือลูกชาย “ขนมไม่ต้องเอาไปแล้ว ถ้าอยากกิน กลับบ้านค่อยซื้อใหม่…”
หลังจากประโยคที่ว่า ไม่ต้องเอาขนมไป ฟางผิงก็เห็นเขาเอากระเป๋าหลายใบออกไปจากมือกัวเซิ่ง รวมถึงใบที่ใหญ่ที่สุดด้วย
ทุกคนต่างมุมปากกระตุก!
นี่คือขนมหมดเลย?
ขึ้นชื่อว่าคนที่เตรียมพร้อมเป็นผู้ฝึกยุทธ์ น้อยนักที่จะกินขนม เพราะไม่มีสารอาหาร ทั้งไม่เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มปราณ
เมื่อครู่เห็นอีกฝ่ายหอบกระเป๋าใบใหญ่ใบเล็กพะรุงพะรัง ยังคิดว่าเป็นของอะไร นึกไม่ถึงว่าจะเป็นขนมเสียส่วนใหญ่ กระทั่งโจวอิ๋นยังตะลึงจนพูดไม่ออก
ผ่านไปสักพัก ด้านข้างนายอ้วนจึงเหลือกระเป๋าสัมภาระแค่สองใบเท่านั้น
พอเห็นกระเป๋าเหลือนิดเดียว ทั้งยังเป็นแบบมีล้อ โจวอวิ๋นที่ตอนแรกมีใจอยากดูเรื่องสนุกกลับห่อเหี่ยวลงไม่น้อย
รอจนกัวเซิ่งจัดการตัวเองเสร็จแล้ว โจวอวิ๋นจึงเดินไปข้างหน้าต่อ “พวกนายตามฉันมา!”
—
ฟางผิงและกัวเซิ่งเดินอยู่ข้างหลังด้วยกัน
กัวเซิ่งปรายตามองฟางผิง เห็นเขามามือเปล่าเลยอดถามไม่ได้ “นายเป็นนักศึกษาใหม่เหมือนกัน?”
“อืม”
“นายไม่ได้เอาของมา?”
“เอาไว้ที่โรงแรมของมหาวิทยาลัย”
“แบบนี้นี่เอง ถ้ารู้มาก่อนฉันคงเอาไว้ที่โรงแรมเหมือนกัน ไม่รู้ว่าพอรายงานตัวเสร็จแล้ว จะไปเอาขนมพวกนั้นกลับมาได้หรือเปล่า”
เห็นได้ชัดว่ากัวเซิ่งทำใจไม่ได้อยู่บ้าง โจวอวิ๋นที่อยู่ด้านหน้าพูดโดยไม่หันกลับมา “ไม่ได้มีกฎห้าม ถ้านายจะไปเอาก็ไปเอากลับมาเอง!”
ความจริงเขาจะเอาของอะไรมาล้วนได้ทั้งนั้น แต่เมื่อครู่เป็นเพราะนายอ้วนนี่ถือไม่ไหวต่างหาก
“ค่อยยังชั่ว ขอบคุณครับรุ่นพี่” กัวเซิ่งรีบขอบคุณ
โจวอวิ๋นไม่สนใจ เดินห่างจากประตูใหญ่มาระยะหนึ่ง โจวอวิ๋นก็ชี้ไปที่ตึกใหญ่แรกที่เห็นหลังจากเข้ามาในมหาวิทยาลัย
“นี่คือหอประวัติมหาวิทยาลัย ประวัติเริ่มแรกของมหาวิทยาลัยและเหตุการณ์สำคัญถูกบันทึกไว้ที่นี่ทั้งหมด หอประวัติมหาวิทยาลัยมีเก้าชั้น นักศึกษาใหม่ขึ้นได้สามชั้นแรก ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งและขั้นสองขึ้นได้หกชั้น ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามขึ้นไปเข้าได้ทั้งเก้าชั้น”
กัวเซิ่งกล่าวด้วยใบหน้าตกใจ “มีข้อห้ามแบบนี้ด้วย?”
เห็นได้ชัดว่าเขานึกไม่ถึงว่าแค่เข้าหอประวัติมหาวิทยาลัยยังจะมีข้อจำกัด
โจวอวิ๋นเบะปาก “ข้อห้ามพวกนี้นายต้องคุ้นเคยเข้าไว้ ในมหาวิทยาลัยมีสถานที่หลายแห่ง ต่างมีข้อจำกัดแบบนี้ทั้งสิ้น ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามขึ้นไปแทบจะไปได้หมด แต่ถ้าต่ำกว่านั้นจะจำกัดสถานที่บางแห่ง ส่วนคนธรรมดา…ไม่ค่อยไปที่ไหนได้นัก”
ขณะที่พูด โจวอวิ๋นยังถามว่า “ปราณนายเท่าไหร่?”
“หนึ่งร้อยสามสิบห้าแคล”
“พอจะถูๆ ไถๆ ทะลวงด่านตอนปีหนึ่งได้อยู่บ้าง”
กัวเซิงเหมือนจะไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเองเท่าไหร่ พูดเสียงเบาว่า “ผมหนึ่งร้อยสามสิบห้าแคล เทอมหนึ่งคงพอจะทะลวงด่านได้อยู่สินะ?”
ระยะห่างของหนึ่งร้อยสามสิบห้าและหนึ่งร้อยห้าสิบแคลไม่ไกลกันเท่าไหร่ ทั้งมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้เซี่ยงไฮ้เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เวลาครึ่งปีจะทะลวงด่านไม่ได้เชียว?
“ถึงเวลานั้นนายจะรู้เอง”
โจวอวิ๋นไม่คิดอธิบาย มองนายอ้วนแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่เคยฝึกเคล็ดหลอมกระดูกมาก่อน เกรงว่าจวงกงคงไม่ดีกว่ากันเท่าไหร่
อาจจะเคยเรียนมาบ้าง เพราะพ่อเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่ง
ทั้งเห็นเจ้าหมอนี่เอาแต่ห่วงเรื่องขนม โจวอวิ๋นเลยไม่ได้ประเมินเขาไว้สูงนัก
“อีกอย่าง ปราณของนายอยู่ที่หนึ่งร้อยแปดสิบแคลงั้นเหรอ?”
คำถามของกัวเซิ่งพาให้โจวอวิ๋นขมวดคิ้ว “พ่อนายไม่เคยบอก?”
“ไม่เคย พ่อผมบอกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบแคลก็สามารถทะลวงด่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้แล้ว”
ขณะที่กัวเซิ่งพูด ยังหันไปทางฟางผิง “นายยังไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์เหรอ?”
คำพูดเมื่อครู่ของโจวอวิ๋น เขาได้ยินเหมือนกัน หลอมกระดูกครั้งที่สอง ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ แต่อีกฝ่ายปราณแตะหนึ่งร้อยแปดสิบแคลแล้ว
กัวเซิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองถูกตบหัวจนสมองเบลอ
โจวอวิ๋นส่ายหน้า พ่อของเจ้าอ้วนอาจไม่รู้เรื่องนี้ หรืออาจไม่ได้บอกลูกชายเพราะกลัวว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจเขา
ผู้ฝึกยุทธ์ในสังคมบางคนไม่รู้เรื่องหลอมกระดูกครั้งที่สองถือเป็นเรื่องปกติ
คลาสศิลปะการต่อสู้ ขอแค่ปราณคุณแตะหนึ่งร้อยห้าสิบแคล ก็สามารถทำให้คุณทะลวงด่านได้แล้ว ใครจะสนใจว่าคุณยังจะสั่งสมปราณต่อหรือไม่
เป้าหมายของคลาสฝึกศิลปะการต่อสู้คือผลิตผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น เรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับพวกเขาแล้ว
ถ้าคุณรู้ คงแล้วแต่คุณ แต่หากไม่รู้ ทำได้เพียงทะลวงด่านไปเท่านั้น
ฟางผิงเห็นเจ้าอ้วนถามตัวเอง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ปราณหนึ่งร้อยห้าสิบแคลขึ้นไปสามารถสั่งสมปราณต่อได้ ตอนที่แตะหนึ่งร้อยห้าสิบแคล ร่างกายจะเข้าสู่การหลอมกระดูกครั้งที่หนึ่ง หนึ่งร้อยแปดสิบแคลหลอมกระดูกครั้งที่สอง”
“แบบนี้หรอกเหรอ?”
กัวเซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้างงงวย “งั้นพวกเราต้องมีปราณถึงหนึ่งร้อยแปดสิบแคลถึงจะทะลวงด่านได้เหรอ? ไม่น่าล่ะรุ่นพี่ถึงบอกว่าฉันอาจไม่กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ตอนปีหนึ่ง”
โจวอวิ๋นหางตากระตุก นายยังจะคิดหลอมกระดูกครั้งที่สองอีก?
เขาพูดถึงการทะลวงด่านปกติเถอะ!
คร้านจะอธิบายให้หมอนี่ฟังแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเขาจะรู้ว่าคำพูดในวันนี้น่าขันอย่างยิ่ง
ส่วนฟางผิง หลังจากโจวอวิ๋นนำทางต่อ กลับไม่จะปฏิบัติท่าทีเมินเฉยต่อเขาเหมือนก่อนหน้านี้อีก
เห็นสิ่งก่อสร้างอะไรก็จะอธิบายอย่างละเอียดทันที จุดประสงค์หลักคือพูดให้ฟางผิงฟังทั้งนั้น
———————–

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน