ตงฟางหมิงสวมชุดขาวพลิ้วไหว นัยน์ตาดุจดาราสุกสกาวเจือความนิ่งสงบดุจน้ำ
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเรียกไฟแรกกำเนิดได้ เมื่อย่ำเท้า ผืนฟ้าดินจะกลายเป็นทะเลเพลงให้เขาได้ใช้อย่างไม่สิ้นสุดในพริบตา
เสิ่นอิงไม่เคยพบเจอบุรุษที่สะดุดตาปานนี้มาก่อน เขาเป็นดุจราชันกลางทะเลเพลิง แผดเผานภาและทะเล ทุกสรรพสิ่งมอดไหม้ ไม่มีใครเทียบเทียม นักพรตลัทธิมารระดับแปลงจิตแปดคนยืนหยัดได้ไม่เกินสามอึดใจ ก็ถูกไฟแรกกำเนิดแผดเผาจนเป็นเถ้าธุลี
“สำนักชิงฮวนเป็นอริกับเจ้าหรือ ถึงได้ปล่อยกำลังกว่าครึ่งมาดักสังหารเจ้า” เสียงของชายหนุ่มค่อนข้างอ่อนโยน ผิดกับท่าทางที่เย้ยหยันผู้คนของเขา
“อืม” ใบหน้าของเสิ่นอิงแดงเรื่อ แต่แววตาสุกใสกลับจ้องชายหนุ่มคนตรงหน้าไม่วางตา ไม่ใช่อื่นใด เพราะเขาหน้าตาดีมากเหลือเกิน
“บังเอิญเลย ภารกิจของข้าก็คือกำจัดสำนักชิงฮวน ไปลุยด้วยกันไหม” ตงฟางหมิงกล่าวยิ้มๆ อีกครั้ง
“อืม!” เสิ่นอิงพยักหน้าสุดแรง
นี่เป็นการพบกันและสนทนาครั้งแรกของพวกเขา สั้นกระชับ แต่กลับผูกชะตาของพวกเขาไว้ด้วยกัน
สำนักชิงฮวน
ท่ามกลางกองศพทะเลเลือด ธิดามังกรสวรรค์สารภาพรัก
“ตงฟางหมิง มาเป็นคู่ชีวิตข้าเถอะ!”
“ทำไมกัน!” ตงฟางหมิงสะดุ้งโหยง
“เพราะเจ้าหล่อ!”
ตงฟางหมิง “…”
“เพราะ…เจ้าช่วยข้าไว้”
ตงฟางหมิงส่ายหน้า “ข้าช่วยคนไม่ต้องการให้ใครมอบชีวิตให้ คู่ชีวิตเป็นเรื่องชั่วชีวิต จะเล่นๆ ไม่ได้ หากไม่ได้คบหากันเกินร้อยปีจะตัดสินใจบุ่มบ่ามไม่ได้”
“ได้…เช่นนั้นข้าจะอยู่กับเจ้าร้อยปีก่อน!”
ตงฟางหมิง “…”
เสียงเพลงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลชวนคล้อยตาม ประหนึ่งสายลมโชยลูบหน้า และเหมือนเสียงฮัมเพลงของคนรัก
กาลเวลาล่วงผ่าน ณ ทะเลริมภูเขาเจี๋ยสือ
ท่ามกลางทะเลดอกแดนลิไลออน เสิ่นอิงไล่ตามแดนดิโลออนที่ลอยล่อง พวกอันหลินได้เห็นแววตาที่อ่อนโยนของตงฟางหมิง
ชายหาดที่อาทิตย์ตกดิน เสิ่นอิงเยื้องย่างเท้าเปล่า เท้าขาวผ่องดุจหนอนไหมจมหายไปในผืนทรายสีทอง ฮัมบทเพลงน่าฟัง ตงฟางหมิงเก็บเปลือกหอยที่งดงามอย่างยิ่งมามอบให้เสิ่นอิง ฉวยจังหวะคว้ามือนางไว้ พวกอันหลินสัมผัสได้ถึงความอุ่นของมือตงฟางหมิง เห็นความรักที่วนเวียนในดวงตาของตงฟางหมิง
“เสี่ยวหมิง ข้าตั้งใจว่าจะหลอมอาวุธที่แฝงพลังมังกรและหงส์ชิ้นหนึ่ง เก็บไว้ให้ลูกของเราใช้!”
“เรายังไม่ใช่คู่ชีวิตกันเลย…ก็คิดแล้วหรือว่าจะให้ลูกของเราใช้อาวุธอะไร”
“โธ่ สักวันก็ต้องเป็นจริง สัญญาร้อยปีตอนนี้ผ่านมาครึ่งทางแล้ว…”
ทั้งคู่เดินทางค้นหาวัตถุดิบหลอมศาสตราไปทั่วแดนจิ่วโจว
เพื่อหลอมศาสตราชิ้นนี้ให้สมบูรณ์แบบ ทั้งคู่ถึงขั้นสังเวยพลังสายเลือดของตนเพื่อผสานกับอาวุธ
วันที่กระบี่วิหคมังกรสำเร็จ มังกรและพญาหงส์บรรจบกันกลางอากาศ เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทันที
“เสี่ยวหมิง ยามกอดกระบี่เล่มนี้ เหมือนกำลังอุ้มลูกของเราอย่างไรอย่างนั้น เพราะมันมีพลังสายเลือดของเราสองคน”
“แล้วเราจะมีลูกกันหรือไม่”
“นี่! ในที่สุดเจ้าคนชั่วอย่างเจ้าก็ยอมรับข้าเป็นคู่ชีวิตของเจ้าแล้วหรือ”
“…เด็กโง่ หากไม่ยอมรับเจ้าเป็นคู่ชีวิต คนโง่ที่ไหนจะเสียเวลาแปดสิบปีมาอยู่กับเจ้าล่ะ”
เสิ่นอิง “…”
“อีกยี่สิบปีข้างหน้า ข้าจะไปสู่ขอเจ้าอย่างยิ่งใหญ่ที่วังมังกร”
“ได้ ข้าจะรอเจ้า!”
จู่ๆ เสียงเพลงก็เปลี่ยนไป อารมณ์น่ากลัวอย่างมหันต์เริ่มโผล่มาในเสียงเพลงของเสิ่นอิง
ความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึง เหตุการณ์ที่ซ่อนในก้นบึ้งของหัวใจฉากแล้วฉากเล่าเริ่มเผยให้เห็น ความล้มเหลว เทพอสูรหกภพภูมิของแดนจื่อซิง นำทัพอสูรนับแสนบุกวังมังกรบูรพา
กองทัพอสูรล้างบาง ทะเลบูรพากลายเป็นแดนผีสังเวยเลือด
เสิ่นอิงมองภาพที่ชวนให้สิ้นหวัง ตงฟางหมิงยืนขวางนางอีกครั้ง
เขายังคงโดดเด่น เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ ส่องโลกของเสิ่นอิงให้สว่างไสว เฉกเช่นตอนที่พวกเขาพบกันครั้งแรก
แต่ครั้งนี้ มันไม่เหมือนกับที่พวกเขาพบกันครั้งแรก
เพราะครั้งนี้ เป็นวันลาจากตลอดกาลของพวกเขา
ภูตผีหกภพภูมิมีความสามารถแก่กล้า ตงฟางหมิงใช้พลังจนหมดสิ้นกว่าจะเอาชนะเทพอสูรหกภพภูมิได้ โจมตีกองทัพอสูรให้แพ้ราบคาบ
สุดท้ายก็ล้มเหลวอยู่ดี ไม่รู้ว่าทำไมข้าต้องดึงดันปานนี้ด้วย หลอมรวมมรรคมังกรแต่แรกก็ดีอยู่แล้ว…
เสิ่นอิงเยาะเย้ยตัวเอง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจนางไม่มีความเสียใจเลยสักนิด มีเพียงความเสียดายที่รวมมรรคไม่สำเร็จเท่านั้น นางใช้เคล็ดวิชาเสริมสร้างจิต ยืดเวลาการสิ้นชีพวายชนม์ของตัวเอง
นางมายังสถานที่ที่พบกับตงฟางหมิงครั้งแรก มันเป็นที่ราบขวางกั้นระหว่างแคว้นเทียนเหอกับแคว้นสือหลง
“ชื่ออะไรดีเล่า ข้าพบเจ้าตอนเหมันต์ ฤดูที่เจ้าจากข้าไปก็เป็นฤดูเหมันต์ เรียกว่าสุสานมังกรเหมันต์แล้วกัน…”
เสิ่นอิงสร้างสุสานให้ตัวเอง ผนึกตนอยู่ในเสาเทวะ รอคอยผู้ที่มีวาสนามาสืบทอดพลังของนาง
บางครั้งก็อดพูดไม่ได้ว่า บุพเพสันนิวาสมันมหัศจรรย์มากจริงๆ
หญิงงามคนหนึ่งมาถึงสุสานมังกรแห่งนี้
นางสืบสายเลือดมังกรและพญาหงส์ นางมีสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเสิ่นอิง นางได้รับการยอมรับจากกระบี่วิหคมังกร…
เสิ่นอิงคิดว่าหากนางกับตงฟางหมิงมีลูกละก็ รูปร่างหน้าตาคงเหมือนสวีเสี่ยวหลานเป็นแน่ ที่สุดแล้วการรอคอยหลายพันปีของนางไม่สูญเปล่า นางได้เจอคนที่น่าแปลกใจมากและทำให้นางพึงพอใจมากคนหนึ่ง
เสียงเพลงลอยไปไกล ร่างของเสิ่นอิงเริ่มเหาะไปหาเสาแสงสีขาว
ใบหน้าของนางมีน้ำตาไหลเป็นทาง แววตามองทะลุกาลเวลา ราวกับเห็นร่างที่โดดเด่นสะดุดตาปานดวงตะวัน หญิงชุดขาวเริ่มเลือนรางไปช้าๆ พลังเริ่มคลายตัว
ตำหนักสวรรค์สั่นระริก รอยร้าวปรากฏให้เห็นบนกำแพงเป็นระยะๆ
มิติของแดนพิศวงสุสานมังกรเหมันต์ก็เริ่มสั่นไหว เกิดรอยแยกประหนึ่งใยแมงมุม
พวกอันหลินตื่นจากภวังค์เสียงเพลง จ้องเสิ่นอิงที่สลายหายไป ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่าอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว
“พี่เสิ่นอิง!” สวีเสี่ยวหลานวิ่งพลางตะโกนเรียกเสิ่นอิง แต่ถูกอันหลินรั้งตัวไว้
“รีบไป! ถ้ายังไม่ไปต้องตายแน่!”
อันหลินลากสวีเสี่ยวหลานกระโดดขึ้นก้อนอิฐ เหาะตามต้าไป๋กับเจ้าอัปลักษณ์ไปยังทางออก
มิ่งเหล่าในตำหนักชะตาถอนหายใจเบาๆ สาวเท้าเดินไปที่ประตูมิติของสุสาน
ลำแสงตรงตำหนักสวรรค์ก็ค่อยๆ จางหาย มิติลับแปดพันปีพังทลายในวินาทีนั้น ราวกับจะฝังอดีตทั้งปวงเหล่านี้ไปตลอดกาล
“ชาตินี้ ได้ใช้เวลากับเจ้ามาเก้าสิบแปดปี ช่างโชคดีเสียนี่กระไร…”
เสียงของเสิ่นอิงดุจเสียงสวรรค์ แต่กลับจมหายไปในกระแสของมิติลับ ทุกอย่างกลับสู่ความว่างเปล่า

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม