เซ่าเยว่ทนพฤติกรรมอันหยาบคายของเจียงเฉินหานไม่ไหว จึงพลั้งปากพูดแบบนั้นออกไป แต่ไม่คาดคิดเลยว่าซางจื้อเหนียนจะปรากฏตัวขึ้นในจังหวะนั้น
เขาก้าวมายืนอยู่ด้านหลังเธออย่างเงียบเชียบ พลางยกมือขึ้นปิดตาเธอ แล้วจับมือเธอไว้
ไม่ต่างจากตอนที่เธอถูกเจียงอวี่เสียนสาดไวน์แดงใส่ แล้วเขาก็คลุมเสื้อสูทที่อบอวลด้วยไออุ่นของเขาลงบนบ่าของเธอ
ซางจื้อเหนียนมักจะปรากฏตัวอยู่ข้างเธอโดยไม่ทันตั้งตัวเสมอ และเขาก็เป็นคนที่พูดน้อย แต่ลงมือทำเสียมากกว่า เช่นเดียวกับที่เขาสามารถรอเธอเลือกซื้อเสื้อผ้าได้
ทั้งที่เขาไม่เคยบอกก่อนเลยว่าจะรอเธอ และเมื่อเธอใช้เวลานานกว่าที่คิด ทว่าเขาก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีวี่แววของความรำคาญเลยแม้แต่น้อย
ประหนึ่งว่าการรออยู่ที่เดิมนั้น เป็นสิ่งที่เขาควรทำแต่แรกอยู่แล้ว
และก็เพราะช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกันเหล่านั้นเอง ที่ทำให้เซ่าเยว่เกิดความมั่นใจขึ้นมาอย่างไม่มีที่มาที่ไปว่า ต่อให้เธอบอกซางจื้อเหนียนตรง ๆ ว่าเธอคิดจะใช้เขาเป็นเครื่องมือ เขาก็คงยินยอม
ในที่สุดเซ่าเยว่ก็ได้คำตอบจากเขาแล้วจริง ๆ
ในขณะนั้น ซางจื้อเหนียนยังคงจับมือเธอไว้แน่น และพาเดินตรงออกไปข้างนอกโดยไม่หยุด เธอก้าวตามอยู่เพียงครึ่งก้าว ก่อนจะก้มลงมองมือของทั้งสองที่สอดประสานกันแนบแน่น แล้วเงยหน้ามองแผ่นหลังอันสูงสง่าของเขา และจากตรงนี้ เธอก็ยังมองเห็นใบหน้าด้านข้างของเขาด้วย
อาจเพราะสัมผัสได้ถึงสายตาที่เธอจ้องมองมา ชายหนุ่มจึงเอียงหน้ามาทางนี้เล็กน้อย
เซ่าเยว่จึงรีบเบนสายตาหนีอย่างไม่รู้ตัว
แต่พอคิดว่ามันแปลกเกินไป เธอก็เลยหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง
เขาดูเหมือนจะเข้าถึงบทบาทได้เร็วกว่าเธอหลายเท่า เต็มไปด้วยความแน่วแน่ในสิ่งที่ทำ เพียงชั่วพริบตา เขาก็กลายเป็นคนที่สามารถจับมือเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติ แน่นอนว่าบางทีซางจื้อเหนียนเองก็อาจไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้เลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ถือสาอะไร เพราะฉะนั้นเขาก็เลยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนแม้แต่น้อย ไม่หลบเลี่ยงสายตา และมองตรงมาอย่างชัดเจน หนักแน่น เยียบเย็น ไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ต่อเธอ
แม้จะเป็นแบบนั้น ก็ยังทำให้รู้สึกกดดันอยู่ดี
เซ่าเยว่เหมือนจะอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่เอ่ยออกมา เธอเพียงแค่ยกมือขึ้นชี้ไปยังตำแหน่งที่จอดรถของตน
กระทั่งเดินมาถึงรถ ซางจื้อเหนียนก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเธอ
เซ่าเยว่กำลังจะอ้อมไปฝั่งคนขับ แต่ซางจื้อเหนียนเอ่ยขึ้นว่า “คุณไปนั่งข้างคนขับ”
น้ำเสียงของเขาเด็ดขาดจนไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ
พูดจบ เขาถึงค่อยปล่อยมือ
หลังจากเซ่าเยว่ขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ และซางจื้อเหนียนนั่งประจำที่ฝั่งคนขับเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันมาขอกุญแจรถจากเธอ
ชายหนุ่มจับพวงมาลัย ถอยรถออกจากที่จอด แล้วขับออกไป
เขาขับรถอย่างสุขุม มั่นคง ไม่ต่างจากบุคลิกของเขาเอง ตรงข้ามกับเซ่าเยว่ที่มักจะขับเร็ว และวู่วามกว่ามาก
ทั้งที่นั่งอยู่ในรถของตัวเอง เซ่าเยว่ควรที่จะรู้สึกผ่อนคลายมากกว่านี้ แต่ในเวลานี้ เธอกลับแค่เอียงหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย สายตาจับจ้องเพียงวิวยามค่ำคืนที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ส่วนในหัวนั้นเต็มไปด้วยสองประโยคที่เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
เสียงของซางจื้อเหนียนทุ้มต่ำ นุ่มลึก เต็มไปด้วยมิติ ชวนให้นึกถึงเสียงของเชลโล
เพราะแบบนั้น เธอจึงจำได้ทุกถ้อยคำ ทุกจังหวะของน้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: รักครั้งใหม่กับพี่ชายอดีตสามี