ตอนที่ : 9 บอลเป็นเหตุ 3
“พี่ว่าน้องฟรังก์ง่วงนอนแล้วล่ะ พาเข้าไปนอนในบ้านเถอะ เตะบอลไปหาวไปหลายรอบแล้ว”
“ง่วงนอนเหรอคะ แต่แม่ยังไม่กลับเลย”
“ก็รุ้งไงพาเข้านอนทำไมต้องรอแม่”
“จริงด้วยค่ะ ไปน้องฟรังก์ไปนอนกัน”
หญิงสาวเดินไปจูงมือของคนง่วงนอนเข้าไปภายในบ้าน กระเป๋าของน้องฟรังก์มีขวดนมติดมาด้วย รุ้งพรายนึกสงสัยเล็กน้อยที่น้องฟรังก์อายุห้าขวบแล้วยังติดนมขวดอยู่
“น้องชายพี่รุ้งตอนห้าขวบไม่กินนมขวดแล้วนะน้องฟรังก์” รุ้งพรายมองขวดนมในมือตัวเองแล้วหรี่ตามองน้องฟรังก์ไปด้วย ยังไม่ยื่นให้ในทันที
“ถ้าไม่กินก็นอนไม่หลับครับพี่รุ้ง จะกินนม ๆ” เด็กน้อยกระโดดเหยง ๆ แบมือขอขวดนมไปด้วย
“เอา ๆ กินก็กิน” หญิงสาวยื่นขวดนมในมือให้ ดึงที่นอนเด็กในกระเป๋าออกมาปูกลางห้องรับแขก นมเข้าปากไม่ทันไรน้องฟรังก์ก็หลับปุ๋ยลงไปในทันที
“เฮ้ย หลับง่ายหลับดายขนาดนี้เลยเหรอน้องฟรังก์” หญิงสาวส่ายหน้าอย่างขำ ๆ ก่อนจะหันไปมองคนที่นั่งอยู่ตามลำพังตรงหน้าบ้าน รุ้งพรายเดินเข้าห้องน้ำเพื่อสำรวจดูตัวเองหน้ากระจก ผมหยักเป็นลอนถูกถักเปียหลวม ๆ เอาไว้ทั้งสองข้าง ไม่ได้ยุ่งเหยิงเหมือนเมื่อวานตอนทำความสะอาด ส่วนชุดที่สวมใส่ก็เป็นผ้าลูกไม้แขนกุดกางเกงยีนขาสั้นน่ามองอยู่ไม่น้อย
‘ใครสอนให้ชมตัวเองยัยรุ้ง’
คิดแล้วพวงแก้มก็แดงเถือกขึ้นทันตาเห็น จินตนาการของเธอไปไกลสุดกู่ ขณะที่เขากลับเมินเฉยใส่ รุ้งพรายเดินคอตกออกจากห้องน้ำแล้วตรงไปหาเขาที่หน้าบ้าน
“น้องฟรังก์หลับแล้วค่ะพี่คริษฐ์”
“งั้นพี่กลับนะ”
“เอ่อ พี่คริษฐ์ไม่อยู่ต่อหน่อยเหรอคะ”
“ไม่ล่ะ ไม่ได้มีธุระอะไรที่นี่แล้ว” พูดแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปหน้าตาเฉย
“อ้าว” หญิงสาวออกอาการเหวอเล็กน้อย แต่ก็เดินไปส่งเขาตรงประตูหน้าบ้าน คริษฐ์เดินกลับบ้านตัวเองแบบเร็ว ๆ ไม่ได้มีท่าทีอาลัยอาวรณ์เธอแม้แต่น้อย
‘คาดหวังอะไรอยู่รุ้งพราย มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก’
“พี่คริษฐ์”
“อะไร”
“ว่าง ๆ แวะมากินขนมกับรุ้งได้นะคะ” หญิงสาวหยอดเสียงหวานแต่เขากลับหันหลังแล้วเดินจากไป ไม่คิดแม้จะตอบกลับมาให้เธอได้ชื่นใจแม้แต่คำเดียว
“เฮ้อ” รุ้งพรายส่ายหน้าแล้วปิดประตูบ้านตัวเอง เมื่อก่อนยังว่าพอมีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนมกัน แต่ตอนนี้ทำไมรู้สึกยิ่งห่างกันไกล
ช่วงเย็นมารดาของรุ้งพรายก็กลับจากตลาดมาพร้อมกับวัตถุดิบทำขนมเต็มท้ายรถแท็กซี่ รุ้งพรายรีบวิ่งไปช่วยหิ้วของลงจากรถเข้าบ้าน
“เป็นไงรุ้งเลี้ยงน้องฟรังก์สนุกไหมลูก”
“สนุกค่ะแม่ น้องฟรังก์เลี้ยงง่ายนะ กินง่ายนอนก็ง่าย” หญิงสาวบอกมารดาระหว่างเดินเข้าห้องครัว
“หลับยังไม่ตื่นใช่ไหม ตื่นอีกทีก็เกือบเย็นเลยล่ะ”
“ต้องขอโทษด้วยเหรอแม่ รุ้งไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรงสักหน่อย ถ้าพี่คริษฐ์ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอกค่ะ”
“แค่ปีนบ้านเขาก็ผิดแล้วลูก และอย่าคิดง่าย ๆ ว่าเขาไม่รู้เขาแม่ลูกกันยังไงก็ต้องบอกกันอยู่ดี พรุ่งนี้วันอาทิตย์คุณพิมพ์น่าจะอยู่บ้าน”
“แบบนั้นก็ได้ค่ะ ถ้าแม่อยากให้รุ้งขอโทษรุ้งก็จะไปค่ะ” เพื่อความสบายใจของมารดา รุ้งพรายจึงยอมทำตามที่ท่านบอก เห็นสีหน้าโล่งอกของมารดาแล้วหญิงสาวก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิดที่จะไปขอโทษนางพิมพ์พร
“คุณรุ้งอย่าตกใจกับสภาพของผมนะครับ พอดีขากลับมีการวิ่งราวกันขึ้นตรงหน้าออฟฟิศ ผมเลยวิ่งไปช่วยเขาจับคนร้ายน่ะครับ” ทักษ์ดนัยเป็นฝ่ายบอกเสียเองหลังจากหญิงสาวยืนขมวดคิ้วมองเขาอย่างสงสัย
“ค่ะ แล้วคุณทักษ์เป็นอะไรมากไหม วิ่งตามคนร้ายแบบนั้นอันตรายนะคะ” หญิงสาวบอกขณะยื่นกระเป๋าเป้คืนเขา
“ไม่เป็นไรครับ ผมพอมีทักษะการต่อสู้อยู่บ้าง คนร้ายเป็นเด็กติดยามาวิ่งราวกระเป๋าผู้หญิงในบริษัท ตอนนี้ถูกตำรวจคุมตัวไปแล้วครับ”
“แหม ฮีโร่เลยนะคะแบบนี้”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับคุณรุ้ง เอาล่ะน้องฟรังก์ลาพี่รุ้งเขาสิลูก” ทักษ์ดนัยหันไปบอกลูกชาย
“ผมไปก่อนนะครับพี่รุ้ง” น้องฟรังก์ยกมือขึ้นไหว้ แล้วตามด้วยโบกมือบ๊ายบายหญิงสาว
“วันหลังว่าง ๆ มาเล่นเตะบอลกับพี่รุ้งอีกนะคะ” รุ้งพรายก็โบกมือให้น้องฟรังก์ก่อนจะปิดประตูบ้านแล้วเดินกลับเข้าไปข้างใน
ทักษ์ดนัยเห็นทั้งคู่เข้ากันได้ก็รู้สึกดีใจ เขาห่วงมากเรื่องที่จะให้คนอื่นดูแลลูกชายของตัวเอง เคยคิดจะพาไปฝากตามศูนย์รับฝากเด็ก แต่พอเจอข่าวร้าย ๆ ในแต่ละวันก็ทำใจไม่ได้เลยสักที ต้องมาพึ่งพาคนข้างบ้านซึ่งเห็นกันมาหลายปี ทั้งสนิทและไว้วางใจกันอย่างนางอำไพ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: รักร้ายจอมทระนง